บทที่ 5 สูญเสีย

เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าแต่เหมือนผ่านไปเป็นปีมันบีบเค้นหัวใจของคนเป็นพ่อแม่และน้องชายที่เห็นคนที่รักบาดเจ็บและได้จากไปโดยไม่ทันได้เจอกันทั้งที่เหลืออีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะได้เจอกันแล้ว แต่เจอกันในสภาพที่ไร้ลมหายใจ อีริคพาทุกคนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปโรงพยาบาลที่กรุงเทพและประสานงานกับโรงพยาบาลถึงอาการของหลานสาวหากเคลื่อนย้ายได้เขาจะนำเฮลิคอปเตอร์มารับ ส่วนกำนันชาญและครอบครัวก็รีบไปหาหลานสาวที่โรงพยาบาล 

“สวัสดีครับพี่วนีย์ น้ำหนึ่งเป็นยังไงบ้าง” ธาราถามเพื่อนพี่สาวที่พาหลานสาวมาโรงพยาบาล

“สวัสดีค่ะพ่อกำนันคุณแม่ ธาร หมอกำลังผ่าตัดเข้าเฝือกที่ขาและแขนให้น้ำหนึ่งค่ะ แต่อาการโดยรวมไม่เป็นไรภายในบอบช้ำเล็กน้อยสมองไม่ได้รับกระทบกระเทือน คนของเราบอกว่าโตโอบกอดน้ำหนึ่งไว้ค่ะ แต่ดุจคงคว้าน้ำรินไม่ทันแต่จับมือลูกไว้แน่นค่ะ ฮึ้กๆๆ..” เยาวนีย์พูดจบก็สะอื้นฮึกฮักน้ำตาไหล กอดคุณฟองคำที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะเสียลูกสาวลูกเขยหลานสาวแต่สวรรค์ยังเมตตาที่น้ำหนึ่งรอดชีวิตแต่กลายเป็นเด็กกำพร้า

“ทำไมมันเป็นแบบนี้ ดุจกับตาโตแลหลานแม่จะถึงบ้านอยู่แล้ว โฮๆๆ..” คุณฟองคำพูดเสียงสั่นตอนนี้เธอเหลือหลานสาวแค่คนเดียก็ภาวนาให้ปลอดภัย

ทุกคนนั่งรอหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจสั่นไหวหากเกิดอะไรขึ้นกับหลานสาวก็คงรับไม่ไหวอีกแล้วจนเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงแสนยาวนานประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกแล้วคุณหมอ

“คุณหมอคะ..”

“คนเจ็บปลอดภัยแล้วครับ แต่ต้องรอดูอาการก่อนครับ”

“น้ำหนึ่งหลานตา” กำนันชาญร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่หลานสาวปลอดภัย

“แล้วเราจะย้ายหลานไปรักษาที่กรุงเทพได้มั้ยคะคุณหมอ”

“ได้ครับแต่ต้องรอดูการก่อนแล้วหมอจะให้คำตอบนะครับ” คุณหมอตอบญาติคนเจ็บที่ขอให้หมอทั้งโรงพยาบาลช่วยรักษาและไปช่วยคนเจ็บที่ติดอยู่ในรถโดยไม่สนใจเรื่องค่าใช้จ่ายและไม่มีใครไม่รู้จักนักธุรกิจสาวชื่อดังและสามียังเป็นทายาทเจ้าของสายการบินยักษ์ใหญ่ของสเปนและสายการบินในประเทศอีกและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงให้ความช่วยเหลือเต็มที่

“ขอบคุณค่ะคุณหมอ” เยาวนีย์ขอบคุณคุณหมอแล้วนั่งลงอย่างหมดแรงเพราะตอนนี้เพื่อนทั้งสองและหลานสาวคนเล็กได้จากทุกคนไปแล้ว

“เดี๋ยวผมไปหาชุดมาให้พี่วนีย์เปลี่ยนก่อนนะครับ” ธาราบอกเพื่อนพี่สาวที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือด

“ขอบใจมากจ้ะธาร เดี๋ยวพี่โทรหาบอดี้การ์ดก่อนว่าจอดรถที่ไหน” เยาวนีย์ไม่ได้สนใจเสื้อผ้าของตัวเองว่าเปื้อนเลือดของเพื่อนและหลานสาวจนธาราทักแล้วโทรหาบอดี้การ์ดพอรู้ว่าจอดรถที่ลานจอดของโรงพยาบาลเธอก็บอกว่าจะไปเปลี่ยนชุด “วนีย์ไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะพ่อกำนันคุณแม่"

“ไปเถอะลูก แม่ขอบใจวนีย์มากนะลูก” คุณฟองคำขอบใจเพื่อนลูกสาวที่คบหากันด้วยความจริงใจทั้งที่ลูกสาวของเธอเป็นคนบ้านนอกแม้จะมีฐานะดีแต่ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของตระกูลศิริพงษ์พิสุทธิ์ที่ร่ำรวยหมื่นล้านและยังแต่งงานกับนักธุรกิจแสนล้านรวยกับรวยมาเจอกันก็อภิมหารวย แต่ลูกสาวของเธอก็โคดีที่แต่งงานกับชลิตที่รักจริงและสร้างครอบครัวด้วยกันท่ามกลางเสียงคัดต้านของแม่ที่ไม่ยอมรับสะใภ้บ้านนอกเพราะได้ทาบทามสาวไฮโซให้ลูกชายแล้วเพราะสาเหตุนี้จึงทำให้ครอบครัวของลูกเขยไม่ชอบลูกสาวและหลานสาวยกเว้นเจ้าสัวธีระที่รักใคร่ลูกสะใภ้กับหลานสาวทั้งสองมาก

“เดี๋ยววนีย์มานะคะพ่อกำนันคุณแม่ ธาร” เยาวนีย์บอกพ่อแม่ของเพื่อนก่อนจะไปเปลี่ยนชุดแล้วกลับมาเฝ้าดูอาการของหลานสาว

สองสามีภรรยาก็กอดกันร้องไห้ด้วยความเสียใจที่สูญเสียลูกสาวลูกเขยและหลานสาวคนเล็กไปโดยไม่มีวันกลับแต่สวรรค์ยังเมตตาที่ไม่พรากหลานสาวคนโตไปอีกคนและมันเกิดขึ้นเร็วมากโดยไม่มีใครคาดคิดและกังขาใจว่าเป็นอุบัติเหตุหรืออะไรกันแน่

“จะทำยังดีกำนัน ฮืออๆๆ ยัยดุจไม่กลับมาแล้ว ฮืออ..”คุณฟองคำร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดสามีหัวใจแทบขาดรอนๆ

“ยัยดุจทำบุญมาน้อยก็เลยอยู่กับพวกเราไม่ได้ หักห้ามใจไว้นะแม่ลูกมันไปสบายแล้วเรายังมีเจ้าน้ำหนึ่งนะ” กำนันชาญปลอบภรรยาทั้งที่ตัวเองก็เสียใจไม่แพ้กันและเขารู้เรื่องปัญหาของลูกเขยลูกสาวขัดแย้งกับญาติพี่น้องมานานแต่ก็ตกลงกันได้และไม่ได้คิดถึงเรื่องถูกปองร้าย ตอนนี้หลานสาวปลอดภัยแล้วเขาก็เบาใจจึงนั่งเฝ้าหน้าห้องฉุกเฉิน

@ กรุงเทพ

ที่โรงพยาบาลเอกชนหรูกคลาคล่ำไปด้วยนักข่าวและเจ้าหน้าที่หมอพยาบาลที่เฝ้าติดตามข่าวของนักธุรกิจชื่อดังประสบอุบัติเหตุพร้อมกับภรรยาและลูกสาวทั้งสองและรู้ว่าเสียชีวิตสี่คนพร้อมกับคนขับรถแต่ไม่มีใครให้สัมภาษณ์จึงรออยู่หน้าโรงพยาบาล

“นายไม่ต้องห่วงนะโต ดุจ ฉันกับนีน่าจะดูแลน้ำหนึ่งให้ดีที่สุดนายวางใจได้ส่วนเรื่องคนทำร้ายนายกับดุจและหลานฉันจะจัดการให้เอง” อีริคพูดกับชลิตและภรรยาก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตรวจพิสูจน์ศพและครอบครัวของชลิตยังไม่มีใครมาถึง

“อีริค ลูกพ่ออยู่ไหน” เจ้าสัวเดินแกมวิ่งมาหาอีริคพร้อมกับคนสนิทที่วิ่งตามเจ้านายมาติดๆ “ตาโต แม่ดุจ น้ำริน” เจ้าสัวถึงกับทรุดลงไปดีที่คนสนิทกับอีริครับตัวไว้ได้ทัน

“เจ้าสัว/ท่าน”

“บอกพ่อทีอีริคว่ามันไม่ใช่ความจริง” เจ้าสัวธีระพูดเสียงแหบโหยด้วยความเจ็บปวดหัวใจราวกับมีใครเอามีดมาเสียบอกเขาเพราะเมื่อเช้าเขาเพิ่งคุยกับลูกชายแลหลานทั้งสอง “น้ำหนึ่งล่ะอีริค หลานพ่ออยู่ไหน”

“น้ำหนึ่งอยู่ที่ราชบุรีครับ นีน่ากับพ่อกำนันคุณแม่และธารดูลอยู่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้วแต่ต้องอยู่ในความดูแลของหมอยังเคลื่อนย้ายไม่ได้ครับ” อีริคตอบเจ้าสัวตาแดงก่ำครอบครัวของเพื่อนก็มีแค่เจ้าสัวธีระที่เชื่อใจไว้ใจได้

“ไม่ใช่อุบัติเหตุใช่มั้ยอีริค”

“ครับ”

“พ่อไม่อยากให้น้ำหนึ่งอยู่เมืองไทยอีริคช่วยพ่อได้มั้ย” เจ้าสัวธีระขอให้อีริคช่วยหลานสาวเพราะตอนนี้ลูกชายคนโตและภรรยาจากไปแล้วหุ้นทั้งหมดก็ตกอยู่กับหลานสาวนั่นหมายความว่าน้ำหนึ่งไม่ปลอดภัยจนกว่าท่านจะจัดการคนที่ทำให้ลูกชายลูกสะใภ้และหลานสาวคนเล็กจากไปได้เสียก่อน

“ได้ครับเจ้าสัว เรื่องนี้ผมจัดการเองนายโตฝากผมไว้นายแล้วและเพื่อนทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือครอบครัวของโตครับ” อีริคตอบเจ้าสัวธีระอย่างเข้าใจว่าท่านห่วงหลานสาวและเขาเองก็ห่วงไม่แพ้กันและชลิตได้วางแผนชีวิตให้ภรรยาและลูกสาวทั้งสองไว้แล้วเขาก็มีหน้าที่สานต่อให้เพื่อน

“ขอบใจมากอีริค พ่อขอโทษนะโต แม่ดุจ เจ้าน้ำรินของปู่” เจ้าสัวพูดไปน้ำตาไหลพรากยกมือสั่นเทาลูบหน้าของลูกชายลูกสะใภ้และหลานสาว “พ่อฝากดูแลครอบครัวของประทินชดเชยให้พวกเขาเต็มที่นะอีริค”

“ครับเจ้าสัว”

จากนั้นคุณหมอก็พาทั้งสี่คนไปตรวจและอาบน้ำศพให้สะอาดเพราะทุกคนเต็มไปด้วยเลือดแล้วอีริคกับเจ้าสัวและคนสนิทไปนั่งรอที่ม้านั่งเงียบๆเพราะอยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจ

“ลูกชายของฉันอยู่ไหน ตาโตอยู่ไหน..” คุณหญิงพีรยาส่งเสียงดังเรียกหาลูกชายที่เธอได้ข่าวว่าประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต

“อย่างเสียงดังคุณพิม” เจ้าสัวปรามภรรยาที่ส่งเสียงดังจนหมอพยาบาลพากันมองเป็นตาเดียว

“ลูกฉันล่ะเจ้าสัว ตาโตอยู่ไหนมันไม่จริงใช่มั้ยเจ้าสัว บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะว่าตาโตไม่เป็นอะไร” คุณหญิงพีรยาโวยวายใส่สามีที่ตาแดงก่ำน้ำตาคลอไหล่ตกลู่แล้วเธอใจไม่ดี

“ไม่มีแล้ว ตาโตไม่อยู่แล้ว” เจ้าสัวตอบภรรยาเบาๆ

“ไม่จริง ไม่จริง ลูกฉันไม่เป็นอะไร ตาโตไม่เป็นอะไรใช่มั้ยลูก” คุณหญิงพีรยาพูดเบามองไปที่ห้องฉุกเฉินแล้วทรุดลงไป

“คุณแม่ครับ/คุณแม่คะ” ชวินกับนุชรดีประคองแม่ที่เป็นลมล้มพับลงไปได้ทัน

หมอและพยาบาลก็รีบมาช่วยคุณหญิงพาไปนอนบนเตียงแล้วพาไปห้องฉุกเฉินก็เหลือชวินกับนุชรดีที่มองหน้ากันแล้วมองพ่อกับอีริคก่อนจะหลบสายตาของเขาเพราะมันแข็งกร้าวดุดันกล่าวหาพวกเขา

“มันเกิดอะไรขึ้นครับคุณพ่อ พี่โตถึงเกิดอุบัติเหตุถึงตายทั้งครอบครัวแบบนี้เพราะคนขับรถประมาทหรือเปล่าครับ” ชวินถามพ่อและโทษคนขับรถของพ่อชายทั้งที่รู้อยู่แก่ใจแต่เขาได้เป็นคนลงมือแต่ก็สมรู้ร่วมคิดเพราะผลประโยชน์และน้าของเขาบอกว่าแค่สั่งสอนเท่านั้น

“คิดดีแล้วเหรอที่พูดออกมา” อีริคพูดเสียงกร้าวด้วยความไม่พอใจสองมือกำแน่นเขารู้ว่าชวินขี้ขลาดถึงไม่ได้ลงมือทำร้ายพี่ชายพี่สะใภ้กับหลานแต่ต้องรู้เห็นแน่นอนเพราะผลประโยชน์มหาศาลและคนที่ทำจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่น้องชายคุณหญิงพีรยาที่ต้องการหุ้นของบริษัทและพูดข่มขู่ชลิตมาหลายครั้งและเขาคิดว่าไม่ผิดตัวแน่

“ผมพูดกับคุณพ่อ คุณเป็นคนนอกมายุ่งอะไรด้วย” ชวินตอบกลับอีริคเพราะเป็นเรื่องในครอบครัวของเขา

“ตากลาง แกพูดอย่างนี้กับอีริคได้ยังไงขอโทษอีกริคเดี๋ยวนี้ ถ้าไม้ได้อีริคกับวนีย์ช่วยพาพี่แกกลับมาและยังจัดการให้ทุกอย่างอีก” เจ้าสัวว่าลูกชายที่ว่าให้อีริคทั้งที่เขาช่วยเหลือมากมาย

“ไม่เป็นไรครับเจ้าสัว ผมเป็นคนนอกจริงๆและที่ผมทำก็เพราะนายโตกับดุจและน้ำหนึ่งน้ำรินเท่านั้นครับ” อีริคพูดกับเจ้าสัวเขาไม่ให้ค่าชวินมานานแล้ว

“แต่คุณอีริคอยู่ในเหตุการณ์ก็ควรเล่าให้พวกเราฟังนะคะว่าทำไมพี่โตถึงเกิดอุบัติเหตุได้ พวกเราจะได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการตรวจสอบหาตัวคนทำมาลงโทษ ถ้าคนขับรถไม่ตายก็อาจจะโดนข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิตนะคะ แล้วนายนั่นเป็นคนของคุณอีริคแล้วจะรับผิดชอบยังไงคะที่ทำให้พี่โตตาย” นุชรดีพูดด้วยความไม่พอใจอีริคที่ไม่ยอมพูดให้เธอกับพี่ชายฟัง

“ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่บอดี้การ์ดของนายโตเห็นเหตุการณ์เดี๋ยวเขาจะให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่เอง ถ้าคุณสองคนอยากรู้ก็ไปฟังเอาเอง แต่ยังดีนะที่นายโตมันปกป้องน้ำหนึ่งไว้ได้อย่างน้อยก็มีทายาทของเขาเหลือไว้คนหนึ่ง” อีริคพูดจบก็มองสองพี่น้องที่อึ้งไปแล้วหันไปมองหน้ากัน

“ยัยน้ำหนึ่งไม่ตายเหรอ”

“แกแช่งหลานหรือไงแม่เล็ก พวกแกเกลียดหลานถึงขนาดอยากให้หลานตายเลยหรือไง พวกแกใช่ลูกของฉันจริงหรือเปล่าฮ้ะ” เจ้าสัวพูดเสียงสั่นมองลูกสาวคนเล็กด้วยความผิดหวัง

“ไม่ใช่ค่ะคุณพ่อ เล็กแค่ถามไม่ได้อยากให้ใครตายค่ะ” นุชรดีรีบพูดแก้ตัวกับพ่อ

“ยัยเล็กตกใจก็เลยพูดผิดพูดถูกคุณพ่ออย่าไปถือสาเลยนะครับ ตอนนี้เราต้องช่วยกันดูแลน้ำหนึ่งนะครับแล้วตอนนี้น้ำหนึ่งอยู่ไหนเป็นอะไรมากมั้ยครับคุณพ่อ” ชวินช่วยพูดแก้หน้าให้น้องสาวและพูดถึงหลานสาวด้วยความเป็นห่วง

อีริคมองดูชวินถามพ่อดูยังไงก็เฟคเพราะท่าทางหลุกหลิกของเขากับน้องสาวที่ดูตกใจแต่เขาจะไม่ใส่ร้ายใครจนกว่าจะมีหลักฐานและจะจัดการที่เดียว

“ตอนนี้วนีย์กับตายายของน้ำหนึ่งดูแลอยู่แต่หลานพ้นขีดอันตรายแล้ว” เจ้าสัวธีระตอบลูกชายอย่างน้อยเขายังเหลือหลานสาวอีกคนและจะดูแปกป้องด้วยชีวิต

“งั้นเหรอครับ”

“เล็กไปดูคุณแม่ก่อนนะคะ” นุชรดีพูดขึ้นก่อนจะเดินไปถามอาการของแม่กับพยาบาลหน้าห้องฉุกเฉินและเธอเสียใจที่เหตุการณ์เป็นแบบนี้

เวลาผ่านไปกว่าสองชั่วโมงที่เจ้าหน้าที่นำร่างผู้เสียชีวิตทั้งสี่ไปตรวจและอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยและออกใบมรณะบัตรก่อนจะนำไปเก็บในห้องเย็นเพื่อให้ญาติได้เตรียมหลักฐานมรับศพไปทำพิธีทางศาสนา พอนำศพออกมาคุณหญิงเห็นลูกชายก็ร้องไห้เสียงดังลั่นก่นด่าว่าลูกสะใภ้ด้วยความโกรธและกล่าวโทษว่าทำให้ลูกชายของเธอเสียชีวิต

“ทำไมแกไม่ตายไปคนเดียวฮ้ะนังดุจทำไมต้องเอาลูกของฉันไปด้วย แกกับลูกมันเป็นตัวกาลกิณีเห็นมั้ยเจ้าสัวฉันบอกแล้วว่าพวกมันแม่ลูกมันเป็นตัวซวยทำให้ตาโตตาย ฮืออๆๆ..” คุณหญิงพีรยาร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง

“หยุดนะคุณพิม ชีวิตลูกไม่มีความสุขก็เพราะคุณไม่ต้องไปโทษแม่ดุจเพราะแม่ดุจกับลูกคือความสุขของตาโตแล้วคุณเป็นแม่ทำไมไม่เห็นแก่ความสุขของลูกในขณะที่ลูกหลานมีชีวิตอยู่แต่กลับตั้งท่าดูถูกเหยียดหยาม หัวใจคุณทำด้วยอะไรบอกผมหน่อยสิและผมก็หวังมาตลอดว่าคุณจะยอมรับแม่ดุจกับหลานๆได้และผมผิดหวังในตัวคุณจริงๆ ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันมาผมไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณเลย ไม่เคยรู้เลยจริงๆ” เจ้าสัวมองภรรยาอย่างผิดหวังทั้งที่ลูกสะใภ้จากไปแล้วก็ยังไม่เลิกกล่าวหา

“เจ้าสัวพูดแบบนี้ได้ยังไงกัน ฉันเป็นเมียเจ้าสัวนะ”

“ก็เพราะเป็นเมียไง ผมถึงได้เตือนสติแต่ถ้ายังคิดไม่ได้ก็ไม่ต้องมาคุยกันผมบอกตรงๆว่าผมรับไม่ได้ คุณหมอดูแลลูกชายลูกสะใภ้และหลานสาวของผมด้วยนะครับ พรุ่งนี้ผมจะมาแต่เช้านะครับ” เจ้าสัวพูดกับคุณหมอผู้ดูแลจัดการทุกอย่างเพราะโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งนี้อีริคมีหุ้นส่วนด้วยจึงจัดการทุกอย่างได้สะดวกและเป็นส่วนตัวและผู้ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ไม่สามารถเข้ามาได้

“ครับท่านเจ้าสัว” คุณหมอตอบญาติผู้เสียชีวิตอย่างเข้าใจเพราะไม่มีใครอยากให้มีการสูญเสีย

“ไปกันเถอะอีริคเดี๋ยวพ่อจะให้ทนายเตรียมเอกสารทั้งหมดแล้วพรุ่งนี้เรามารับตาโตกับแม่ดุจและน้ำรินกลับบ้านกัน” เจ้าสัวพูดกับอีริคแล้วเดินไปพร้อมกับอีริคและคนสนิทและมีบอดี้การ์ดคอยดูแลอยู่นับสิบคน

“เจ้าสัวจะไปไหน รอฉันด้วย” คุณหญิงพีรยาเรียกสามีก่อนจะเดินตามมีลูกชายลูกสาวประคองคนล่ะข้าง

“ผมจะไปบ้านตาโต” เจ้าสัวตอบภรรยาแล้วเดินไปเขารู้ว่าภรรยาไม่มีทางไปบ้านของลูกชาย

“ดูพ่อของแกสิตากลางยัยเล็ก ฮืออๆๆ ตาโตลูกแม่ ฮืออๆ..” คุณหญิงร้องไห้เสียใจที่สูญเสียลูกชายเพราะหมอดูบอกว่าลูกสะใภ้เป็นตัวกาลิณีหากแต่งงานกับลูกชายอาจจะทำให้มีอันเป็นไปถึงแก่ชีวิตทำให้เธอขัดขวางลูกชายไม่ให้แต่งงานกับดุจเดือนแต่สามีของเธอเป็นอนุญาติให้ลูกชายแต่งงานกับดุจเดือนทั้งที่เธอบอกว่าจะตัวแม่ตัดลูกแต่ลูกชายก็ไม่ฟังสุดท้ายเธอจึงไม่ให้อยู่ที่บ้าน สามีจึงซื้อบ้านใหม่ให้ลูกชายคนโตและตั้งแต่งานวันเกิดของเธอก็ไม่ได้เจอลูกชายคนโตอีกเลย พอเจออีกครั้งก็มีแต่ร่างที่ไร้วิญญาณ

“พี่โตตายแล้วแบบนี้ที่บริษัทใครจะดูแลครับคุณแม่” ชวินพูดกับแม่เพราะเขาหวังว่าท่านจะดันเขาขึ้นเป็นผู้บริหารแทนพี่ชายเพราะมีน้าชายหนุนหลังอีกคน

“นั่นสิคะคุณแม่ ยัยน้ำหนึ่งก็ยังเด็กต้องมีคนดูแลจัดการเรื่องมรดกเดี๋ยวเล็กจะช่วยดูแลให้นะคะ ยังไงน้ำหนึ่งก็เป็นหลานของเราค่ะ หากให้ญาติทางแม่มาดูและเล็กกลัวว่าน้ำหนึ่งจะไม่เหลืออะไรค่ะ” นุชรดีพูดกับแม่เพราะทรัพย์สินของพี่ชายก็มีไม่น้อยและน้ำหนึ่งก็ยังเด็กต้องมีคนดูแลมรดกและเธอก็เป็นอาย่อมมีสิทธิ์ดูแลและแม่จะต้องเป็นคนจัดการให้เธอ

“เดี๋ยวแม่จัดการเอง” คุณหญิงพูดกับลูกสาวเพราะเธอไม่ยอมให้ใครมาชุบมือเปิบกับบริษัทที่ลูกชายของเธอสร้างมากับมือและลืมไปว่ายังมีสามีและอีริคหากร่วมมือกันก็ไม่มีใครคัดค้านได้

“งั้นเล็กพาคุณแม่กลับบ้านก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะไปตามเรื่องของพี่โตก่อน” ชวินบอกน้องสาวแล้วไปส่งแม่ที่รถ

“ได้ค่ะพี่กลาง” นุชรดีก็พาแม่ไปที่รถเพื่อกลับบ้าน

ชวินมองรถของแม่แล่นออกไปแล้วเขาก็ขึ้นรถตู้คันใหญ่แล้วบอกจุดหมายให้คนขับก่อนจะปิดกระจกกั้นระหว่างผู้โดยสารกับคนขับแล้วโทรหาน้าชาย

“ว่าไงกลาง อายินดีกับท่านประธานคนใหม่ของเคเควันซ์ด้วยนะ” พรพรต บูรณะกิต น้องชายคนเดียวของคุณหญิงพิรยาที่อยากได้หุ้นในบริษัทของหลานชายเพิ่มจากที่มีหุ้นลมหนึ่งเปอร์เซ็นต์จากพี่สาวเพราะน้าชายเป็นคนในครอบครัวแต่เขาอยากได้มากกว่านั้นเจรจาซื้อขายไม่สำเร็จก็ให้พี่สาวช่วยพูดแต่ชลิตไม่ได้เห็นแก่ความเป็นน้าหลานปฏิเสธไม่ขายหุ้นเพราะรู้ว่าเขามีนายทุนหนุนหลังและจะใช้บริษัทของหลานชายฟอกเงินและพี่สาวเชื่อเขาว่าไม่ยุ่งกับธุรกิจสีเทา

“น้าพรตทำเกินกว่าเหตุนะครับ ไหนว่าจะไม่ทำอะไรรุนแรงถึงตายไงครับ” ชวินพูดกับน้าชายด้วยความหัวเสียอย่างน้อยชลิตก็เป็นพี่ชายของเขาและมาตายไปแบบนี้เขาก็เสียใจเหมือนกันแต่ถามว่าอยากเป็นประธานบริษัทไหมเขาก็อยากเป็นเพราะมันทำให้เขามีอำนาจแต่ไม่ได้อยากให้พี่ชายตายเพราะน้าชายบอกว่าแค่สั่งสอนให้แข้งขาหักพิการเท่านั้น

“น้าก็บอกคุณเทพแล้วว่าแค่สั่งสอนเบาะๆก็พอ ยังไงตาโตก็เป็นหลานชายน้าก็ไม่อยากให้ตายเหมือนกันนะกลาง” นายพรพรตตอบหลานชายแต่ในใจเขาสะใจมากที่ชลิตตายเพราะมันยโสโอหังมองไม่เห็นหัวเขาทั้งที่เขาเป็นน้องชายของแม่มันแต่กลับเห็นอีริคดีกว่าและให้ร่วมหุ้นตั้งสิบเก้าสิบเปอร์เซ็น๘ระที่ของเขาแค่เศษเสี้ยวของหุ้นหากพี่สาวไม่แบ่งให้เขาก็ไม่ได้

“แล้วจะทำยังไงกันดีครับ ถ้าเรื่องนี้สาวมาถึงพวกเราแย่แน่ๆนะครับ”

“ไม่ต้องกลัวหรอกกลาง เราลงเรือลำเดียวกันแล้วยังไงเราต้องร่วมมือกันต่อไปเพื่อผลประโยชน์ของเราที่จะตามมา” พรพรตฝันหวานถึงผลประโยชน์หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดเดาเพราะมันมีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว

“แล้วน้าพรตรู้มั้ยว่าน้ำหนึ่งยังไม่ตาย”

“อะไรนะ แกว่านังเด็กนั่นยังไม่ตายแล้วมันเหรอรอดมาได้ยังไงวะ” พรพรตหลุดปากออกไปด้วยความลืมตัว

“น้าพรตว่ายังไงนะครับ”

“ไม่มีอะไร น้าแค่ตกใจนะแล้วตอนนี้กลางอยู่ไหนน้าอยากคุยด้วยเดี๋ยวคุณหวังกับคุณเทพก็จะมาที่เพนท์เฮ้าส์ของน้าด้วย” พรพรตพูดเลี่ยงไปถึงนายทุนกับหลานชาย

“ผมกำลังจะไปหาน้าพรตนั่นแหละ งั้นเดี๋ยวเจอกันนะครับ”

“โอเค เดี๋ยวน้าจะจัดเด็กๆไว้ให้คลายเครียดนะ” พรพรตบอกหลานชายก่อนจะวางสายเพราะเวลานัดคุยธุรกิจกันเขาจะมีสาวสวยบริการทุกคน

ชวินถอนหายใจไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ร่วมมือกับน้าชายและน้องเขยแต่เงินที่จะได้จากนายทุนคนจีนมามันหอมหวานมากพอที่ทำให้เขาหักหลังพี่ชายแม้จะรู้สึกผิดแต่พอเห็นเงินแล้วทำให้เขาลืมตัวแล้วบอกคนขับรถให้ไปที่เพนท์เฮ้าส์ของน้าชายและคิดว่าน้องเขยต้องมาแน่และที่นี่น้องสาวของเขาไม่รู้แต่ผู้ชายมันก็ต้องมีบ้างใครจะไปกินน้ำพริกถ้วยเก่าได้ทุกวันกันล่ะ

ที่โรงพยาบาลเอกชนในเมืองราชบุรี

กำนันชาญกับภรรยาลูกชายและเยาวนีย์นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเฝ้าดูอาการของหลานสาวด้วยความเป็นห่วงและพรุ่งนี้จะย้ายน้ำหนึ่งไปรักษาตัวที่กรุงเทพและจะจัดการเรื่องงานศพของลูกสาวลูกเขยและหลานสาวคนเล็ก

“พรุ่งนี้ผมจะให้จินไปดูแลน้ำหนึ่งที่โรงพยาบาลและเราจะให้ใครรู้เรื่องย้ายน้ำหนึ่งเข้าไปกรุงเทพไม่ได้ส่วนบอดี้การ์ดผมขอเพิ่มอีกสักสามคนนะครับพี่วนีย์จะให้เฝ้าที่นี่ไว้หากมีคนคิดร้ายกับครอบครัวของพี่โตพี่ดุจจริงเราจะได้ตามมันถูก” ธาราไม่ไว้ใครให้เข้าเยี่ยมหลานสาวและไม่อยากให้รู้เพราะเท่าที่ฟังบอดี้การ์ดพูดถึงอุบัติเหตุว่าก่อนหน้านั้นมีรถตามมาหายไปก็มีรถนักท่องเที่ยวขับตามกันไปจึงไม่ได้สงสัยจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป