บทที่ 2 เริ่มต้นใหม่
ลลินดาก้มมองร่างเล็กจ้อยของลูกสาวบนเตียง ยิ่งเห็นสายน้ำเกลือที่ตรึงเข้ากับหลังมือเล็ก หัวใจของเธอก็เหมือนจะถูกบีบเค้นจนแทบแหลกสลาย
“มีนาขา... แม่ลินต้องเดินทางไกลแล้วนะลูก” ลลินดาใช้นิ้วลูบแก้มใสที่ตอบลงของลูกสาวเบาๆ
“อยู่ที่นี่หนูต้องเป็นเด็กดี ฟังคุณหมอ กินยาให้ตรงเวลานะคะ เกี่ยวก้อยสัญญากับแม่ก่อนเร็ว” เด็กหญิงตัวน้อยขยับกายอย่างอ่อนแรง ดวงตากลมโต มองตรงมาที่แม่
มีนายอมยกนิ้วก้อยเล็กๆ ขึ้นมาเกี่ยวก้อยสัญญา ริมฝีปากแห้งผากพยายามฉีกยิ้มกว้างเพื่อไม่ให้ผู้เป็นแม่ต้องเป็นห่วง
“หนูสัญญาค่ะแม่ลิน มีนาจะเป็นเด็กดีของป้าลู่ จะไม่ร้องไห้ด้วยค่ะ” เสียงเล็กๆ นั้นพยายามที่จะเข้มแข็ง
“แม่ไปทำงานหาเงินมารักษามีนา มีนารู้ค่ะ... มีนาจะรีบหายป่วย แข็งแรงๆ แล้วรอคุณแม่กลับบ้านนะคะ” คำพูดที่รู้ความเกินวัยของลูกสาวเป็นเหมือนคมมีด ที่กรีดลึกลงในใจ
ลลินดาสวมกอดร่างเล็กๆ นั้นไว้แน่น ซบหน้าลงกับไหล่เล็กเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่เริ่มทะลักไหล เธออยากจะทิ้งทุกอย่างแล้วนั่งเฝ้าไข้ลูกอยู่ตรงนี้
แต่ใบประเมินค่ารักษาพยาบาลเดือนละแสนห้าในกระเป๋าคือความจริง ที่เรียกสติให้เธอต้องไป
“พี่ไปส่งแกแค่นี้นะลิน” ลู่หาน หรือป้าลูลู่ เดินเข้ามาแตะบ่าของน้องสาว แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้องห่วงทางนี้ พี่จะดูแลมีนาให้ดีที่สุด ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลย แกไปทำงานให้สบายใจเถอะ หาเงินรักษาลูกเราให้ได้”
“ลินฝากลูกด้วยนะพี่ลู่ ลินรู้ว่าพี่ดูแลมีนาดีเหมือนเป็นลูกแท้ๆ” ลลินดาปาดน้ำตาทิ้ง สูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมา
เธอส่งยิ้มสุดท้ายให้ลูกสาวก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยไปโดยไม่หันกลับไปมองอีก เพราะกลัวว่าหากสบตากับลูกอีกเพียงวินาทีเดียว เธอจะถอดใจและก้าวขาออกไปไม่ได้เลย
หลายชั่วโมงต่อมา ล้อของเครื่องบินแตะรันเวย์ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ลลินดาก้าวเท้าลงสู่แผ่นดินไต้หวัน พร้อมกระเป๋าเดินทางใบโต คนของบริษัทมารอรับเธออยู่หน้าทางออก เขาพาเธอเดินทางไปยังที่พัก เพื่อจัดเก็บของและเตรียมตัวสำหรับการเริ่มงานที่สำนักงานใหญ่ในวันรุ่งขึ้น
เช้าวันแรกของการทำงานเริ่มต้นด้วยความเร่งรีบ ท่ามกลางตึกระฟ้าใจกลางย่านธุรกิจของไทเป
ลลินดายืนกำสายกระเป๋าสะพายแน่น สูดหายใจเข้าลึกเพื่อขจัดความตื่นเต้น เธอก้าวผ่านประตูหน้าของบริษัทมุ่งตรงไปยังส่วนประสานงานต่างประเทศทันที
“คุณหลินน่าใช่ไหมครับ? ยินดีต้อนรับสู่ไต้หวัน และสำนักงานใหญ่นะครับ” อยู่ที่นี่ ลลินดาต้องใช้ชื่อจีนของเธอ ซึ่งก็คือ หลินน่า
“สวัสดีค่ะ เอ่อ คุณ...”
“ผมชื่อซ่งอี้หานครับ เป็นหัวหน้าฝ่ายประสานงานที่นี่” ชายหนุ่มแนะตัวพลางยื่นมือมาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“เรียกผมว่าอี้หานเฉยๆ ก็ได้ครับลิน พอดีผมเคยถูกส่งไปคุมงานที่สาขาไทยอยู่เกือบสองปี เลยพอพูดภาษาไทยได้ และค่อนข้างคุ้นเคยกับคนไทยครับ ดีใจจริงๆ ที่คุณตัดสินใจตกลงรับข้อเสนอแล้วย้ายมาร่วมงานกับเราที่นี่”
“ยินดีที่ได้ร่วมงานและขอฝากตัวด้วยนะคะคุณอี้หาน ฉันพูดภาษาจีนได้ค่ะ” ลลินดาก้มศีรษะและยกมือไหว้ทักทายอย่างสุภาพตามมารยาทไทย ซึ่งนั่นยิ่งทำให้ซ่งอี้หานฉีกยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูในความอ่อนน้อมของเธอ
“ต่อไปคุณหลินต้องทำงานร่วมกับผมเป็นหลัก วันนี้ผมจะแนะนำแผนกต่างๆ ให้คุณหลินรู้จักก่อน แล้วก็อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักคุณด้วย” ซ่งอี้หานพาลลินดาเข้าแผนกนั้น ออกแผนกนี้ แนะนำเธอจนทั่วทุกมุม
“ขอบคุณค่ะคุณอี้หาน ถ้าไม่มีคุณคอยช่วยแนะนำและจัดการเรื่องต่างๆ ให้ หลินคงจะมึนกว่านี้แน่ๆ ค่ะ” ลลินดากล่าวขอบคุณ ความใส่ใจอย่างสุภาพของหัวหน้างานคนนี้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนัก
“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ หน้าที่ดูแลสมาชิกใหม่ในทีมเป็นงานของผมอยู่แล้ว” ซ่งอี้หานส่งยิ้มให้เธอตลอดการแนะนำบริษัท แววตาของเขาที่สะท้อนภาพหญิงสาวตรงหน้านั้น เปี่ยมไปด้วยประกายบางอย่าง ที่มากกว่าแค่การดูแลพนักงานทั่วไป
“อ้อจริงสิครับลิน เย็นวันนี้หลังจากเลิกงานแล้ว ทางแผนกเราจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพนักงานใหม่ให้คุณนะครับ” ลลินดาชะงักไปเล็กน้อย เธอบอกปัดด้วยความเกรงใจทันที
“เอ่อ... ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะคุณอี้หาน หลินเกรงใจทุกคนในแผนกแย่เลย เพิ่งมาทำงานวันแรกแท้ๆ” ความจริงคือเธออยากรีบกลับไปเปิดกล้องวิดีโอคอลหาลูกสาวเพื่อถามไถ่อาการป่วยและส่งลูกเข้านอน
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับคุณหลิน มันเป็นประเพณีต้อนรับพนักงานใหม่ของแผนกเราอยู่แล้ว ทุกคนตื่นเต้นที่จะได้คุยกับคุณนอกเวลางานนะ” ซ่งอี้หานพูดหว่านล้อมพลางส่งสายตารบเร้ากึ่งขอร้องอย่างมีมารยาท
“ที่สำคัญ... มื้อนี้ผมออกตัวเป็นเจ้ามือเองด้วยครับ และเย็นนี้จะมีพาร์ทเนอร์และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเรามาร่วมโต๊ะทานอาหารด้วย” เขาพยายามพูดโน้มน้าวเธอ ถามประสาผู้ชาย ที่เข้าหาผู้หญิงไม่เก่ง
“ถือเป็นโอกาสทองที่คุณจะได้ทำความคุ้นเคยและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงเอาไว้นะครับ หลังจากนี้เวลาทำงานจะง่ายขึ้นเยอะ ไปด้วยกันนะครับหลิน” เมื่อถูกหยิบยกเอาเรื่องผลประโยชน์และความก้าวหน้าในหน้าที่การงานขึ้นมาอ้าง
ลลินดาก็นิ่งคิดไปชั่วครู่ เธอรู้ดีว่าคอนเนคชั่นเป็นสิ่งสำคัญ และเธอจำเป็นต้องมีผลงานที่ดีเพื่อความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมารักษาลูก
“ถ้าอย่างนั้น ตกลงค่ะคุณอี้หาน ขอบคุณมากนะคะที่กรุณาจัดงานต้อนรับให้หลิน” ลลินดาจำต้องพยักหน้ารับคำปฏิเสธไม่ได้
“ยินดีมากครับคุณหลิน งั้นเดี๋ยวตอนเย็นเลิกงานแล้วเราเดินทางไปร้านอาหารพร้อมกันนะครับ” อี้หานกล่าวด้วยน้ำเสียงดีใจ
ลลินดาส่งยิ้มตอบกลับหัวหน้าหนุ่มพลางหันกลับมาทำงานตรงหน้าต่อ แต่ภายในใจกลับรู้รู้สึกร้อนรน เธอไม่อยากไปไหนเลย เธออยากรีบกลับห้องไปโทรหาลูก แต่พอคิดเรื่องมารยาทแล้วนั้น เธอก็มองว่าควรจะต้องไป
