บทที่ 5 ไม่ได้ลืมแค่ไม่ได้เจอ
เช้าวันถัดมา ลลินดามาถึงออฟฟิศตรงเวลาตามปกติ เธอวางกระเป๋าลงข้างโต๊ะแล้วเปิดคอมพิวเตอร์เตรียมเริ่มงานเหมือนทุกวัน พยายามผลักความรู้สึกวุ่นวายจากคืนก่อนให้ไปอยู่หลังสุดของทุกเรื่อง แต่ยังไม่ทันไรเสียงเก้าอี้ข้างโต๊ะเธอก็ถูกลากออกมา
“เช้านี้คุณหลินมาไวจังนะครับ” ซ่งอี้หานยิ้มแย้มเดินมานั่งพิงโต๊ะข้างๆ ถือแก้วกาแฟในมือสองแก้ว ก่อนจะวางให้เธอแก้วหนึ่ง
“สวัสดีค่ะคุณอี้หาน” เธอตอบพลางเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งก่อนก้มกลับไปที่หน้าจอ
อี้หานยืนคุยกับเธออยู่พักใหญ่ ถามไถ่เรื่องงานบ้าง เรื่องอาหารเช้าบ้าง แล้วก็หาข้ออ้างเดินวนกลับมาที่โต๊ะเธออีกครั้งในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา คราวนี้ถือเอกสารมาวางให้ดูทั้งที่เรื่องไม่ได้เร่งด่วนอะไร
“คุณอี้หานวันนี้มาบ่อยจังนะคะ มีงานอะไรจะให้ดิฉันทำหรือเปล่า” ลลินดาเอ่ยขึ้นอย่างเกรงใจ
“อ๋อ เอกสารพวกนี้ผมว่าคุณหลินน่าจะต้องรู้ไว้ก่อนน่ะครับ เผื่อมีคำถามจะได้ถามได้เลย” อี้หานรีบอธิบายพลางยิ้มกว้าง
เพื่อนร่วมแผนกที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้กันเริ่มหันมามองแล้วกระซิบกระซาบกันเบาๆ บางคนอมยิ้มปิดปากคุยกับคนข้างๆ ลลินดาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ก็รู้สึกอึดอัดขึ้นทุกครั้งที่อี้หานเดินกลับมาที่โต๊ะเธอ
พอถึงช่วงสาย เธอตัดสินใจลุกออกจากโต๊ะไปสูดอากาศข้างนอกตึกสักครู่ ก่อนที่หัวจะปวดตื้อไปมากกว่านี้
ลานหน้าตึกเงียบสงบกว่าด้านในมาก มีเพียงพนักงานไม่กี่คนเดินผ่านไปมา ลลินดายืนพิงราวบันไดหินอ่อน หลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยให้ลมเย็นๆ ยามเช้าพัดผ่านใบหน้า
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง ลลินดาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเจ้าของเสียง เฉินจื่อหยางยืนอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งเอกสาร สายตามองตรงมาที่เธอ
“ทำไมถึงถามแบบนั้นคะ” เธอถามกลับ
“เปล่าครับ แค่รู้สึกว่าคุณหลินน่าดูหน้าตาคุ้นๆ” ลลินดารู้สึกเจ็บแป๊บขึ้นมาในอก เธอไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกน้อยใจได้ขนาดนี้ที่เขาทำเหมือนจำเธอไม่ได้จริงๆ ทั้งที่เธอเองก็รู้ดีว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการอยู่แล้ว การที่เขาไม่จำได้แปลว่าเธอไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องขุดเรื่องเก่ากลับมาให้วุ่นวายไปมากกว่านี้
“คุณอี้หานบอกว่าคุณเคยไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ไทย คนไทยก็หน้าตาแบบนี้กันทั้งนั้น คงจำผิดคนแล้วล่ะค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับเข้าไปทำงานต่อ อีกทางหนึ่งคือต้องการจหลบหนีจากเขา
“แถวหลังมหาลัยตรงที่ผมเคยไปเรียนแลกเปลี่ยน มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าหนึ่ง” เขาเอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทยด้วยสำเนียงคนต่างชาติ
“ไม่รู้ยังเปิดอยู่หรือเปล่า” ลลินดาชะงักเธอรู้สึกชาไปทั้งตัว หัวใจหล่นวูบ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านนั้นเป็นร้านที่พวกเขาเคยไปกินด้วยกันบ่อยที่สุด เป็นร้านที่เขาพูดกับเธอตลอดว่าอร่อยที่สุดในชีวิตที่เคยกินมา เธอไม่ได้หันกลับไปมอง กลัวว่าถ้าสบตากับเขาตอนนี้จะเก็บอาการไม่อยู่
“ฉันไม่เข้าใจว่าคุณพูดอะไร แต่ภาษาไทยของคุณถือว่าใช้ได้” เธอตอบเป็นภาษาจีนแทน แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเพิ่งพูดออกมา
“อ๋อ ไม่มีอะไรครับ แค่อยากลองพูดประโยคที่เคยพูดบ่อยๆ กับเพื่อนคนไทย” เฉินจื่อหยางไม่ได้คาดคั้นอะไรเธออีก ในเมื่อเธอยืนยันที่จะทำเป็นไม่รู้จักเขา เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปรื้อฟื้นมันเหมือนกัน ลลินดายืนนิ่งอยู่อีกครู่ ก่อนจะยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาแล้วรีบพูดขึ้น
“ดิฉันขอตัวกลับเข้าไปทำงานก่อนนะคะ” เธอไม่รอคำตอบ และรีบก้าวเดินกลับเข้าตึกเฉินจื่อหยางยืนมองแผ่นหลังเล็กๆ ที่เดินจากไปจนลับสายตา มือที่ถือแฟ้มเอกสารกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
'เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันพูดแน่ๆ เธอจำได้แน่ๆ หลิน' เขามั่นใจในสายตาที่เห็นเมื่อครู่ สายตาที่ไม่มีทางโกหกได้ ต่อให้ปากจะปฏิเสธแค่ไหนก็ตาม
ฝ่ายลลินดาเดินกลับเข้าไปในตึกด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ผ่านล็อบบี้ ผ่านลิฟต์ จนกลับมาถึงโต๊ะทำงานตัวเอง เธอทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ มือทั้งสองข้างวางอยู่บนตักใต้โต๊ะ กำแน่นจนข้อนิ้วขาว
'ทำไมเขาถึงยังจำได้ ทั้งที่ทำเหมือนไม่รู้จักฉันเมื่อกี้นี้เอง'
คำถามวนเวียนอยู่ในหัวเธอไม่หยุด สลับกับภาพความทรงจำเก่าที่พยายามฝังกลบไว้เริ่มแทรกกลับขึ้นมาทีละน้อย
“คุณหลินคะ เอกสารสัญญาที่คุณอี้หานฝากให้ตรวจ ได้หรือยังคะ” เสียงเพื่อนร่วมแผนกถามขึ้นจากโต๊ะฝั่งตรงข้าม ดึงสติเธอกลับมา
“ได้แล้วค่ะ เดี๋ยวส่งให้เลยนะคะ” ลลินดารีบตอบ พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ อีกครั้ง บังคับตัวเองให้กลับมาโฟกัสกับหน้าจอตรงหน้า
ทั้งวันนั้นเธอพยายามทำงานให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทุกครั้งที่มีใครเดินผ่านหลังเก้าอี้ เธอจะเผลอสะดุ้งเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ราวกับกลัวว่าจะเป็นเขาเดินตามมาถามอะไรอีก ช่วงบ่าย
อี้หานแวะมาที่โต๊ะเธออีกครั้งพร้อมกล่องขนม และชานมร้านดัง
“นี่ครับ ผมซื้อขนมเปี๊ยะ แล้วก็ชานมร้านโปรดผมมาฝาก ลองชิมดูสิครับคุณหลิน” เขายื่นของฝากให้เธอพร้อมรอยยิ้มสดใส
“ขอบคุณค่ะคุณอี้หาน จริงๆ ไม่ต้องเสียเงินซื้อมาให้บ่อยขนาดนี้ก็ได้นะคะ ดิฉันเกรงใจ” ลลินดารับกล่องขนมมาด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นไรครับ เห็นคุณหลินทำงานหนักทั้งวัน อยากให้มีของหวานทานบ้าง” อี้หานตอบพลางยิ้มเขิน ก่อนจะรีบเดินจากไปเมื่อเห็นหัวหน้าแผนกอื่นเรียกชื่อ
ลลินดามองกล่องขนมในมือ แล้วเผลอถอนหายใจออกมา ความใจดีของอี้หานทำให้เธอรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่ใจของเธอกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับปัจจุบันเท่าที่ควร
เย็นวันนั้นก่อนเลิกงาน ลลินดาเปิดโทรศัพท์เช็กข้อความจากลูลู่ที่ส่งรูปมีนากินข้าวเย็นมาให้ดู เห็นรอยยิ้มของลูกสาวในรูปแล้วใจของเธอก็อุ่นขึ้นมาบ้าง
เธอพิมพ์ข้อความตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะเก็บของเตรียมกลับที่พัก สายตาเหลือบมองไปทางประตูออฟฟิศเป็นระยะ ราวกับกลัวจะเจอใครบางคนอีกครั้งระหว่างทางออกไป
