บทที่ 6 รอยยิ้มที่ส่องประกาย
เฉินจื่อหยางนั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานชั่วคราว ที่บริษัทจัดให้เขาใช้ระหว่างโปรเจกต์ร่วมทุน ประตูห้องถูกเคาะสองครั้งก่อนซ่งอี้หานจะเดินเข้ามาโดยไม่รอคำตอบ
"เสี่ยวเฉิน ว่างไหม พี่มีเรื่องอยากปรึกษา" เขาเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะนั่งลงฝั่งตรงข้าม
"ว่างครับพี่ มีอะไรเหรอ" เฉินจื่อหยางเงยหน้าขึ้นจากจอ
"เรื่องคุณหลินน่าน่ะ" อี้หานเอ่ยขึ้นอย่างเขินๆ เป็นท่าทางที่เฉินจื่อหยางแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อน เฉินจื่อหยางรู้สึกผิดในใจทั้งที่ก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ แต่ก็พยายามคงสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด
"ว่าไงครับ"
"พี่อยากจีบเธอจริงจัง แต่พี่ไม่เก่งเรื่องพวกนี้เลย" อี้หานพูดพลางถอนหายใจ
"นายช่วยพี่วางแผนหน่อยได้ไหม แบบว่า...ควรเริ่มยังไงดี" เฉินจื่อหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ในใจไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แม้แต่น้อย แต่เมื่อมองหน้าอี้หานที่นั่งรอคำตอบด้วยความจริงจัง เขาก็รู้ดีว่าปฏิเสธไม่ได้ อี้หานเป็นรุ่นพี่ที่เขานับถือมาตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ เป็นคนที่ช่วยเหลือเขาในหลายเรื่องโดยไม่เคยขออะไรตอบแทน
"ได้ครับ" เขาตอบทั้งที่ในใจอึดอัด อี้หานยิ้มกว้างทันทีที่ได้ยินคำตอบ
"งั้นนายช่วยบอกพี่หน่อยสิ ผู้หญิงแบบนี้ชอบให้ผู้ชายทำแบบไหน"
"ก่อนอื่นพี่ต้องรู้ก่อนว่าพี่ชอบอะไรในตัวเธอ" เฉินจื่อหยางถามกลับ
"ก็...นายก็เห็นนี่ ว่าเธอสวยออกขนาดนั้น ไม่ชอบสิแปลกกว่า" อี้หานตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เฉินจื่อหยางอดถอนหายใจในใจไม่ได้ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มือประสานกันวางบนโต๊ะ
"คนอย่างพี่ไม่น่าจะตื่นเต้นอะไรกับแค่ความสวยหรอกมั้งครับ ชีวิตพี่น่าจะเจอผู้หญิงสวยๆ มาเยอะ ทั้งที่รู้จักกันเอง หรือที่ผู้ใหญ่แนะนำให้" เขาพูดตรงๆ ทั้งจากประสบการณ์ของตัวเอง และจากที่รู้กันดีในแวดวงสังคมนี้ อี้หานเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ
"ก็ไม่รู้สิ...เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่พี่เคยเจอมา" เขาพูดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังนึกภาพเธออยู่ในหัว
"เธอดูเย็นชา เข้าถึงยาก แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่น่าค้นหา เหมือนเธอมีเรื่องราวซ่อนอยู่ข้างในเยอะแยะไปหมด พี่อยากรู้ว่ามันคืออะไร เวลาเผลอไปสบตากับเธอตรงๆ พี่รู้สึกหัวใจเต้นแรง จนต้องรีบหลบตา..." แววตาของอี้หานเปลี่ยนไปขณะพูดประโยคนั้น มันดูเป็นประกายจนเฉินจื่อหยางมั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นจากรุ่นพี่คนนี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่เขาคุยเรื่องธุรกิจที่ตัวเองภูมิใจที่สุด ดวงตาก็ยังไม่ประกายเจิดจรัสขนาดนี้ เขาตกหลุมรักเธอจริงๆ
“พี่เคยเห็นเธอยิ้มด้วยนะ พอจะนึกภาพออกไหม คนหน้านิ่งๆ ที่ยิ้มแล้วทำให้โลกส่องประกาย เหมือนแสงอาทิตย์สาดส่องหลังฝนตก สายรุ้งพาดขึ้นบนท้องฟ้า...” เฉินจื่อหยางมองแววตานั้นแล้วรู้ทันทีว่าอี้หานชอบเธอจริงจังกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ใช่แค่ความหลงใหลชั่วครั้งชั่วคราวจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างที่เขาเข้าใจก่อนหน้านี้
ความรู้สึกบางอย่างจุกขึ้นมาในใจของเขา เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าคืออะไรกันแน่ จะว่าหึงก็ไม่ควร จะว่าหวงยิ่งไม่ควรกว่า
"ฟังดูพี่จะตกหลุมรักเธอเข้าจริงๆ แล้วนะครับ" เฉินจื่อหยางพูดออกไปในที่สุด
"พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใช่รักหรือเปล่า" อี้หานหัวเราะเขินๆ
"แต่รู้แค่ว่าอยากได้รู้จักเธอมากกว่านี้ อยากให้เธอเปิดใจกับพี่บ้าง" เฉินจื่อหยางยิ้มบางๆ ให้กับคำตอบนั้น แต่ในใจกลับอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ ทุกคำที่อี้หานพูดถึงลลินดายิ่งตอกย้ำให้เขานึกถึงอดีตที่พยายามฝังไว้
"งั้นพี่ลองเริ่มจากการทำความรู้จักเธอก่อนดีกว่าครับ" เขาแนะนำ พยายามดึงตัวเองกลับมาอยู่กับบทสนทนา
"ไม่ต้องรีบร้อน คนที่เย็นชาแบบนี้ ยิ่งรีบยิ่งถอยหนี"
"อืม ก็จริงนะ" อี้หานพยักหน้าเห็นด้วย
"แล้วนายว่าพี่ควรชวนเธอไปไหนดี งานเลี้ยงบริษัทเดือนหน้าเป็นไง พี่จะชวนเธอไปด้วยกัน"
"พี่ต้องดูจังหวะด้วยครับ อย่ารีบร้อนเกินไป" เฉินจื่อหยางตอบ อี้หานฟังแล้วพยักหน้าครุ่นคิดตาม ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นมาอีกครั้ง
"ขอบใจนะเสี่ยวเฉิน มีนายช่วยพี่รู้สึกมั่นใจขึ้นเยอะเลย คิดไม่ผิดจริงๆ ที่เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอย่างนาย" เฉินจื่อหยางยิ้มตอบก่อนจะส่ายหน้า
“ตั้งแต่เรียนจบผมก็ไม่ได้เสเพลเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ”
“นั่นสิ พี่คิดว่านายจะแต่งงานมีครอบครัวหลังจากเรียนจบซะอีก นี่ก็จบมาตั้งหลายปี ทำงานมาสักพักจนตำแหน่งใหญ่โตแล้ว พี่ยังไม่เห็นนายพอใครมาแนะนำว่าเป็นว่าที่น้องสะใภ้ของพี่เลย” เฉินจื่อหยางยิ้มเจื่อน เขาเองก็เพิ่งจะคิดเรื่องพวกนี้เหมือนกัน พอโตขึ้นชีวิตที่เคยมองว่าสนุก มันก็น่าเบื่อเสียจนเลิกทำไปเองโดยไม่รู้ตัวเลย
หลังจากคุยกันอยู่อีกพักใหญ่ อี้หานก็ลุกจากเก้าอี้เดินออกจากห้องไปด้วยท่าทางร่าเริงกว่าตอนเข้ามามาก เฉินจื่อหยางนั่งนิ่งอยู่คนเดียวในห้อง มองประตูที่เพิ่งปิดลง เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นบีบสันจมูกเบาๆ
'ฉันเพิ่งทำอะไรลงไป'
คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด เขาเพิ่งช่วยรุ่นพี่ที่ตัวเองนับถือวางแผนจีบผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่เขามีช่วงเวลาดีดีด้วย
“รอยยิ้มที่ส่องประกาย เหมือนแสงของพระอาทิตย์ ที่สาดส่องหลังฝนตกเหรอ” เขาทวนคำพูดของซ่งอี้หาน ก่อนจะยิ้มออกมา เมื่อนึกถึงรอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวในชุดนักศึกษาไทย คนที่เคยพาเขาซ้อนมอเตอร์ไซค์ขับวนไปรอบๆ เมือง ร้องเพลง และหัวเราะไปด้วยกัน
แต่เพียงครู่เดียวเฉินจื่อหยางก็รีบสะบัดหน้า เพื่อสลัดภาพเหล่านั้นทิ้ง แล้วกลับไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามกลับไปโฟกัสกับรายงานที่ยังทำค้างอยู่ แต่ตัวเลขบนหน้าจอกลับพร่าเลือนไปหมด สิ่งเดียวที่ชัดเจนอยู่ในหัวตอนนี้คือแววตาเป็นประกายของอี้หานตอนพูดถึงลลินดา แล้วรอยยิ้มของหญิงสาวที่ชื่อหลินน่าในภาพความทรงจำอดีต
เขาบีบมือแน่นบนโต๊ะทำงาน สั่งตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องหยุดคิดถึงอดีต หยุดยึดติดกับผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว แต่ยิ่งพยายามหยุดคิดมากเท่าไหร่ ภาพในหัวก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
