บทที่ 11 4/2

ถายุกรไม่ตอบอะไร เขาเอ่ยลาและเธอก็กดตัดสาย คุณหมอสาวผ่อนลมหายใจขณะเงยหน้าขึ้น น้ำตาร้อน ๆ คลอรอบดวงตาทำเหมือนจะหยดแต่เธอยังห้ามมันไว้ได้ทัน อึดใจใหญ่หญิงสาวจึงเริ่มต้นก้าวเดินอีกครั้ง วันนี้เธอยังมีหน้าที่ที่ต้องทำ ส่วนเรื่องอื่นใดต้องตัดทิ้งไปเสียก่อน แม้ว่าจริง ๆ แล้วมันจะยังวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา

พิรุณไม่อยากคิดการกลับบ้านครั้งนี้จะทำให้ต้องรีบเผ่นออกมาแทบ

ไม่ทัน หญิงสาวทอดถอนใจนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ท่ามกลางอากาศร้อน ยามบ่าย โทร.หาสลิลฉัตรอีกฝ่ายก็ปิดเครื่อง แน่ละว่าสาเหตุหนึ่งเดียวคือมีเคสผ่าตัด ส่วนเพื่อน...คนอื่นก็อย่างว่า ไม่มีใครที่เธอจะสนิทใจด้วยได้เท่ากับลูกพี่ลูกน้องอีกแล้ว

มันเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด สบายจังเลยไม่เคยคิดจะหัดขับรถ ที่ซิ่งเป็นก็แค่มอเตอร์ไซค์แม่บ้านที่เอาไว้ใช้ไปจ่ายตลาด แน่นอนว่าพิรุณเคยขี่เล่นแค่ในหมู่บ้านเท่านั้น ไม่เคยขี่ออกถนนใหญ่ ไม่เคยไปสอบใบขับขี่!

สุดท้ายเลยต้องย่ำต๊อกเผ่นป่าราบ โบกรถตู้เข้ากรุงเทพฯ!

‘อย่าเพิ่งกลับมาพิ พ่อกับแม่ยั้วะใหญ่เลย ไปอยู่กับฉัตรก่อนก็ได้ หลาย ๆ วันค่อยกลับมา’

นั่นคือข้อความที่เหล่าพี่ชายส่งเข้ามาให้ทางแอพพลิเคชั่นยอดฮิตสีเขียว พร้อมกับข้อความเด้งขึ้นมาที่หน้าจอว่าได้รับเงินโอนจากเหล่าพี่ชายที่กลัวว่าน้องจะลำบากเนื่องจากบัตรเครดิตถูกระงับ บัญชีที่พ่อแม่โอนเงินเข้าให้ก็ถูกอายัด จะเหลือก็บัญชีลับที่พ่อกับแม่ไม่รู้ว่าเธอแอบเปิดไว้ตอนตั้งใจจะลองขายของออนไลน์ ทว่ามันล่มไปเสียก่อนเพราะเธอดันเปลี่ยนใจไปสนใจการถ่ายภาพขายออนไลน์แทน

ส่วนสาเหตุก็มาจาก เธอแค่เผลอทำลูกเพื่อนพ่อเกือบขาหักก็เท่านั้นเอง... ให้ทำไงได้ก็คนมันตกใจ แถมอีตานั่นยังสตรอเบอร์รี่เก่ง เธอเลยกลายเป็นคนผิด หมอนี่น่ะตั้งใจจองล้างจองผลาญเธอมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะมาหลายที แต่คราวนี้เธอพลาด หลังจากครั้งที่แล้วเธอก็ทำให้หมอนั่นระเห็จออกจากบ้านตัวเองไปนอนคอนโดเสียหลายวัน

ตะกี้คู่เวรคู่กรรมของเธอยังส่งข้อความมาเยาะเย้ย

‘ฉันเสียใจจริง ๆ นะ ไว้ฉันหายจะอธิบายให้พ่อแม่แกฟังแล้วกัน ท่านจะได้เลิกเข้าใจผิด  แต่ตอนนี้ฉันเจ็บขามาก  เลยไม่มีอารมณ์จะอธิบาย-

อะไร!’

ดู๊! อีตานี่แสบไหมถามใจดูเองแล้วกัน!!

เสียงบีบแตรดังปิ้นยาวหลาย ๆ ครั้งทำคนหมดอาลัยเงยหน้ามอง ด้วยความหงุดหงิดว่าจะบีบอะไรกันหนักหนา

“คุณพิ มานั่งทำอะไรตรงนี้ครับ”

คนยื่นหน้าออกมาคือถายุกร พิรุณรู้สึกเหมือนพระมาโปรด หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างยินดี รีบลุกขึ้นยืนและก้าวเข้าไปหาเขา รถยนต์เอนกประสงค์สีดำคันใหญ่มีผู้โดยสารแค่สองคน เธอเห็นตอนที่เกาะประตูกระจกแล้วพบว่าถายุกรมากับใครอีกคน เขาคนนั้นเป็นผู้ชายผิวคล้ำ ตาตี่ ลุคอปป้า หล่อมากโดยเฉพาะมองด้านข้าง จมูกโด่งจนเหมือนพุ่งออกมาจากหน้า หญิงสาวส่งยิ้มให้หวังผูกมิตร แต่อีกฝ่ายกลับมองเฉย หน้าตาท่าทางเรียบนิ่งเหมือนหุ่นปูนปั้น พิรุณหุบยิ้มขมวดคิ้วมองกลับ แต่อีกฝ่ายเบือนหน้ากลับไปเหมือนไม่ใส่ใจ

‘คนแบบนี้ก็มีด้วย!’

“คุณพิ?”

หญิงสาวดึงสายตากลับมาไว้ที่ถายุกรเมื่อได้ยินเสียงเขาพลางยิ้มแห้ง ๆ “พิรอรถอยู่ค่ะ โทร.หายายฉัตรจะให้มารับก็ไม่ติด คุณเก่งล่ะคะไปไหนมาทำไมถึงได้ผ่านมาทางนี้ได้”

“ผมมาคุยกับลูกความน่ะครับ ตอนแรกที่วนรถจะกลับเข้าเมืองผมก็ไม่มั่นใจนะเลยลองเรียก ว่าแต่คุณพิจะไปที่ไหนให้ผมไปส่งไหมครับ”

หญิงสาวยิ้มกว้าง “ได้เหรอคะ งู้ย-ย-ย-ย คุณเก่งน่ารักจัง” ระหว่างชื่นชม ‘หมอนั่น’ ก็เหลียวมามองแต่พิรุณไม่สนใจ “แต่แหมพิเกรงใจจัง เอาเป็นว่าพิขอติดรถไปลงในเมืองแล้วกันค่ะ แล้วเดี๋ยวพินั่งรถไปคอนโดยายฉัตรเอง” สิ้นคำพูดของเธอ ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างคนขับก็หรี่ตาจ้อง พิรุณที่กำลังยิ้มหยุดยิ้มลงทันควัน “เอ่อ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรค่ะ พิเกรงใจ” สายตาเฉย ๆ นั่นทำเธอหน้าชาแต่ก็ปนกับความไม่พอใจเล็กน้อย เพราะทั้ง ๆ ที่ถายุกรเสนอเองแท้ ๆ ทำไมผู้ชายคนนั้นจึงได้มองเธอด้วยสายตาราวกับว่าเธอเป็นคนขอให้เขาไปส่งก็ไม่รู้

ถายุกรเสนอเอง แล้วเธอก็แค่ไม่อยากให้เขาเสียน้ำใจ เธอผิดตรงไหน!

“ได้สิครับ เดี๋ยวผมไปส่งคุณพิที่คอนโดคุณฉัตรก็ได้ แต่ขอแวะส่งกรัณย์ที่สำนักงานก่อนได้ไหมครับ” นั่นแหละถายุกรจึงแนะนำ “กรัณย์นี่คุณพิรุณ ลูกพี่ลูกน้องคุณหมอสลิลฉัตร” ผู้ชายอายุราว ๆ สามสิบส่งยิ้มน้อย ๆ ให้กับเธอ แต่มันดันเป็นยิ้มแบบฝืน ๆ “คุณพินี่กรัณย์ หลานผมเองครับ”

“ห้ะ”

“อ๋อ” ทนายความหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ผมเป็นลูกหลงน่ะครับ อายุเลยไล่ ๆ กัน”

พิรุณยิ้มแห้ง ๆ รีบเปิดประตูรถขึ้นไปนั่งด้านหลัง ระหว่างทางถายุกรชวนเธอคุยอยู่บ้างพอไม่ให้อึดอัด ทว่าเธอก็ยังอึดอัดอยู่ดีในบางครั้งที่เผลอสบตากับหลานชายของเขาที่นั่งอยู่เบาะหน้า เพราะกลัวเขาจะจับได้ว่าเธอแอบมองอยู่ ก็แหมพอเห็นคนหน้าตาดีมันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าไอ้ที่เห็น ๆ นั่นไปทำศัลยกรรมมาไหม

ใครบอกให้จมูกเขาโด่งจนเหมือนกับยัดแท่งซิลิโคนเข้าไปกันเล้า แล้วอีกอย่างนะ คนอาไร้! อาขาวอย่างกับหยวกกล้วย แต่หลานนี่สิเหมือนไปตกปลักโคลนที่ไหนมา ถ้าไม่บอกว่าเป็นญาติเธอไม่มีทางเชื่อ แต่สิ่งที่คล้าย ๆ กันอย่างหนึ่งก็คือเวลายิ้ม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป