บทที่ 12 4/3
คนอะไรยิ้มทีตาเป็นสระอิ โดยเฉพาะเวลาเผลอตัว แล้วยิ้มของเขาก็ดันน่ามองเสียอย่างนั้น
ในกรุงเทพฯ รถติด แล้วยิ่งเป็นเวลาเลิกงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง กว่าถายุกรจะฝ่าไปถึงสำนักงานทนายความของเขา กว่าเขาจะคุยธุระกับพนักงานอีก พิรุณก็ร่ำ ๆ จะกลับเองหากว่า
‘ขอโทษที่ต้องให้รอนะครับ แต่ให้ผมไปส่งคุณพิเถอะ’
พิรุณได้แต่ครางหืมในใจ เพราะมาอีหรอบนี้เธอคิดว่าถายุกรไม่ได้อยากจะมาส่งเธอหรอก แต่ดู ๆ แล้วอาจจะหาทาง ‘เจอ’ ลูกพี่ลูกน้องของเธอมากกว่า เพราะเท่าที่ซักจากสลิลฉัตรมาได้ สองคนนี้เจอกันบ่อย แต่ไม่เคยคุยกันเกินสามคำ ดูทรงอาจจะเพราะฝ่ายชายเจียมตัวว่านี่คือว่าที่แฟนเจ้านาย แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ ดอกฟ้าที่หมายปองเมื่อว่างลงมีหรือจะไม่อยากเด็ดมาเชยชม
ดังนั้นพิรุณจึงคิดได้ว่ามันอาจถึงเวลาที่กามเทพจะต้องทำงาน!
เพราะอย่างนี้เธอถึงไม่ปฏิเสธ นั่งเล่นเกมรอถายุกรได้แม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมง พิรุณชอบให้คนรักกันมากกว่าเกลียดกัน แต่ในบางกรณีอย่างอานิก คู่เวรคู่กรรมของเธอนั้น เธออยากให้หมอนั่นหายสาบสูญไปได้เลยยิ่งดี!
เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้น หญิงสาวกดรับทันควัน
“ฉัตร พิอยากมาค้างที่คอนโดของฉัตรน่ะ ได้ไหม พิออกมาจากบ้านแล้วแหละแต่เดี๋ยวกลับไปเล่าให้ฟัง”
ปลายสายถอนหายใจ “ได้สิ ไว้ค่อยถามแล้วกันว่าไปก่อเรื่องอะไรมา”
“แหม-ม-ม-ม” พิรุณยิ้มแห้งกับโทรศัพท์ บังเอิญเหลือเกิ๊นที่พอเงยมองก็รู้ตัวว่าถูกจ้อง นายกรัณย์หลานชายของถายุกรถือเอกสารกำลังจะเปิดประตูห้องทำงานของทนายความหนุ่มออกมา เขามองอยู่ก่อนแล้วและหลบตาเธอแทบไม่ทัน แต่พิรุณทำเป็นมองไม่เห็น “คราวนี้พิไม่ได้เป็นคนต้นเรื่องเสีย
หน่อย แค่นี้ก่อนได้ไหมไม่สะดวกคุย”
“อืมก็ได้ ว่าแต่อยู่ไหนให้ฉัตรไปรับไหม”
“ไม่จ้า” หญิงสาวยิ้มหน้าเป็น “ฉัตรกลับไปรอพิที่คอนโดสวย ๆ นะ ไว้พิจะซื้อกับข้าวอร่อย ๆ เข้าไปฝาก เราจะได้กินด้วยกันนะ” คำพูดนั้นมีนัย แต่สลิลฉัตรไม่เคยรู้!
“ได้สิ งั้นฉัตรทำอะไรอีกสักอย่างเพิ่มไว้รอนะ นี่ก็กำลังจะกลับแล้ว งั้นแค่นี้แล้วกัน”
“บ๊ายจ้า!” พิรุณกดตัดสายอย่างอารมณ์ดี เธอมองตรงไปยังห้องทำงานของถายุกรอีกครั้ง ประตูและผนังกระจกใสส่องให้เห็นเขากับหลานชาย รอยยิ้มสดใสของเธอถูกตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มลุแก่โทษของทนายความหนุ่ม ส่วนอีกคนนั้นมองเฉย ๆ พอเธอจ้องกลับเขาก็หลุบตาลงมองเอกสาร
น่าแปลก อานิสัยดีน่ารักไม่เหมือนนิยามทนายหน้าเลือด ส่วนหลานชาย... โคตรจะหยิ่ง ท่าทางเหมาะเป็นทนายความมากกว่าอาเสียอีก!
สลิลฉัตรกลับถึงคอนโดตอนทุ่มกว่า ๆ หญิงสาวโทรศัพท์บอกมารดาแล้วว่าจะค้างที่นี่กับพิรุณ คุณหมอคนสวยแวะซูเปอร์มาเก็ตซื้อของสดสองสามอย่างมาทำกับข้าวเย็น ต้มยำกุ้งใส่สารพัดเห็ดเป็นตัวเลือกที่ดี และเธอก็ทำมันเสร็จตั้งแต่สองทุ่มแต่จนป่านนี้สามทุ่มแล้วพิรุณก็ยังกลับมาไม่ถึง
ส่งไลน์ไปถามก็มีแต่บอกว่าใกล้จะถึงแล้ว แถมบอกด้วยว่ามีเซอร์ไพร์ส!
แล้วคุณหมอคนสวยก็ได้รู้ตอนเดินไปเปิดประตูห้อง หลังได้ยินเสียงเคาะ
“บังเอิ้ญ บังเอิญเจอคุณเก่งพอดี เนี่ยพิได้คุณเก่งมาส่ง เกรงใจก็เกรงใจไม่รู้จะตอบแทนยังไงเลยชวนคุณเก่งกินข้าวกับเราเสียเลย จะช่วยจ่ายค่าน้ำมันคุณเก่งก็ไม่ยอม” มองค้อนชายหนุ่มน้อย ๆ “คนดี๊คนดี” คราวนี้มองสลิลฉัตร “เนาะ ฉัตร”
พิรุณพูดพร้อมกับยิ้มแป้น ในขณะที่ทนายความหนุ่มมองสบตาคนพูดและยิ้มน้อย ๆ ในหน้า
สลิลฉัตรได้แต่มองสองคนด้านนอกสลับไปมา กว่าจะตั้งสติได้ก็ตอนพิรุณเดินเบียดเข้ามาในห้อง เธอหมุนตัวมองตามแต่ไม่ได้ขยับหลบถายุกรจึงเข้ามาไม่ได้ ฉวยโอกาสระหว่างนี้จึงเบิกตาโตจ้องพิรุณอย่างจะขอคำอธิบาย
“หือ” พิรุณหน้าซื่อตาพราว “หิวมากเหรอ ขอโทษนะรถติดอะ ไปกินข้าวกัน” คนพูดเบี่ยงตัวหลบคนบังทางเพื่อส่งยิ้มหวานจ๋อยให้ทนายความหนุ่ม “คุณเก่งก็คงหิวแล้วเหมือนกัน มาสิคะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ ห้องฉัตรก็เหมือนห้องพิ” มาถึงขนาดนี้ สลิลฉัตรจึงได้แต่ทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี เธอหันกลับไปหาแขกที่ยืนหิ้วถุงกับข้าว เปิดยิ้มให้เขาน้อย ๆ และต้องออกปากชวนไปตามมารยาท
“กินข้าวด้วยกันสิคะคุณเก่ง ขอบคุณมากนะคะที่รับยายพิมาด้วย เชิญข้างในก่อนดีกว่าค่ะ”
หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบให้เขาเดินเข้ามา ระหว่างปิดประตูลง ถายุกรยังยืนรอ ส่วนพิรุณเดินพ้นทางเดินเข้าไปในโถงรับแขกแล้ว
“ขอโทษที่มารบกวนอีกครั้งครับ”
เธอแค่ยิ้ม “เชิญค่ะ” จากนั้นก็เดินนำหน้าเขาเข้าไปในโถง สลิลฉัตรแทบไม่มองสบตากับทนายความหนุ่ม เขาเองไม่ได้ชวนคุยอะไรแต่เดินตามหลังเธอไปช้า ๆ
สลิลฉัตรตั้งกำแพงไว้สูงมากอย่างที่สรัชเคยพูดให้ฟัง เขาผ่อนลมหายใจมองแผ่นหลังบอบบางเบื้องหน้า เธอไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครผ่านเข้าไปในชีวิตได้ง่าย ๆ ผู้ชายคนเดียวที่ผ่านเข้าไปได้คือเจ้านายเขา น่าเสียดายที่เป็นเพียงเพื่อนกันเท่านั้น สรัชเคยเปรยอยู่หลายครั้งว่าคุณหมอคนสวยเป็นคนน่าสงสาร
