บทที่ 3 1/2

“อุ้ย! จริงเหรอเป็นทนาย!!”

สลิลฉัตรกระพริบตาถี่ ๆ ดึงสติกลับมาเมื่อพิรุณเอื้อมมือมาแตะที่แขนเธอหลังซักถามจนได้ความ

“แต่เป็นคนละคนกับที่โดนชีแอ๊ว อ้าว” สีหน้าพิรุณงงจัด และสลิลฉัตรก็ส่ายหน้ายืนยันว่าจำไม่ได้ “อะไรนะ ชีถูกดักที่ลานจอดรถของผับ ผู้ชายคนนั้นมากับคนอีกกลุ่มแล้วก็บอกว่ารู้จักกับชีด้วย อ๊าวยังไงทำไมปล่อยให้ชีไปล่ะ เอ๊ะ เขาเป็นคนดัง มั่นใจสุดว่ารู้จักกับชีเหรอ แถมเคยเห็นอยู่ด้วยกันด้วย ใครอะ ชักอยากรู้แล้วสิ ที่เรารู้จักกันผู้ชายในชีวิตชีก็มีแค่คุณสรัชไม่ใช่เหรอ”

สลิลฉัตรพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย จากนั้นก็ชะงัก... ทนายงั้นเหรอ?

“อุ้ย! จริงอะ คนใกล้ตัวเลยนะ”

แถมเป็นคนใกล้ตัวด้วย! คุณหมอคนสวยรู้สึกว่ากลืนน้ำลายลงคอฝืด ๆ ภาพที่เลือน ๆ เหมือนจะจำไม่ได้เริ่มจะชัดขึ้นมาหน่อย ๆ ตามเสียงเจื้อยแจ้วของพิรุณ

“คุณทนาย... คุณทนายของคุณสรัชน่ะเหรอ ที่ชื่อถายุกรน่ะนะ”

คุณหมอติดสตั๊น ตาโต อ้าปากค้าง พูดไม่ออก บอกก็ไม่ถูก

“อุ้ย เอ้อ แค่นี้ก่อนนะไม้หอม พิว่าชีคงเม้าธ์แหละ คงกลัวเสียเซลฟ์อะเลยบอกว่าแซ่บ โอเค โอเค้ ได้จ้าไว้เม้าธ์กันใหม่ ขอบใจน้า” พูดจบก็ทำเสียงจุ๊บ ๆ ก่อนตัดสายไป พิรุณเห็นเพื่อนตะลึงตาค้างก็ทำหน้าว่าเข้าใจ เธอเขย่ามือที่ยังวางบนแขนของคุณหมอสาวสองสามครั้ง

“งานเข้าแล้วใช่ไหม ฉัตร”

ไม่มีคำตอบเพราะคนต้องการคำตอบมากที่สุดตัวแข็งค้างช็อกไปแล้ว พิรุณยกมือขึ้นเท้าคาง สีหน้าเห็นใจสุดลิ่มทิ่มประตูก็ว่าได้

“นอนกับใครไม่นอน ดันนอนกับคุณทนายของกิ๊กเก่า สนุกละแม่เอ๊ย!”

บ่ายโมงสิบนาทีกับงานที่ยังไม่คืบหน้าไปไหน

ในห้องกว้างขนาดเกือบเท่าห้องประชุมเงียบสนิท แดดยามบ่ายแผดจ้ามองเห็นกลุ่มเมฆขาวลอยเอื่อยเชื่องช้า ตึกสูงระฟ้าเกือบเทียมเมฆผุดขึ้นจนแน่นขนัด พื้นที่ว่างคงมีเพียงถนนและลานจอดรถยนต์

สำนักงานทนายความเก่าแก่ตั้งอยู่บนถนนที่ได้ชื่อว่าการจราจรแออัดแทบทั้งวันเพราะเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง ตึกกลางเก่ากลางใหม่หกชั้นแทบถูกบังจากตึกสูงระฟ้า โต๊ะทำงานสีดำสนิทตั้งกลางห้องเยื้องไปทางผนังกระจก เจ้าของเอนคอพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่สีเดียวกับโต๊ะและเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในห้อง เขาหลับตาดูเหมือนหลับใหล ลมหายใจสม่ำเสมอแต่บางครั้งจะทอดถอนเฮือกใหญ่คล้ายหนักอกหนักใจ มือสวยปานมือนางรำเคาะกับโต๊ะ ใกล้ ๆ กันนั้นมีบัตรประชาชนวางอยู่

เขาถอนหายใจอีกครั้ง และลืมตาขึ้นมอง ดวงตาเรียวยาวใต้คิ้วเข้มเหม่อ เขานิ่งอยู่ในท่านั้นเท่าอึดใจจึงขยับลุกนั่งตัวตรง สายตาวางจับยังบัตรประชาชนที่อยู่ใกล้มือจากนั้นก็หยิบมันขึ้นมามอง

เจ้าของบัตรเป็นผู้หญิง หน้าตาดี นิสัยดี และเขารู้จัก... แค่ผิวเผิน เคยคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงของเจ้านาย ทว่านั่นเป็นเรื่องเก่าหลายปีมาแล้วนับแต่ยังเรียนไม่จบ

สลิลฉัตร คุณหมอผู้แสนใจดีของคนไข้ เพื่อนสนิทของหม่อมหลวงนายแพทย์สรัช

ถายุกรหยิบบัตรขึ้นมาจ้องมองจากนั้น รอยยิ้มกดลึกข้างมุมปากข้างขวาก็ปรากฏขึ้น ไม่รู้เขากำลังคิดถึงอะไร หรือคิดเรื่องใดอยู่ ทว่ายิ้มทรงเสน่ห์เล็ก ๆ นั้นช่างดูร้ายกาจ อย่างที่เคยถูกค่อนจากชายผู้ที่เป็นทั้งนายและเพื่อน

‘ลองเก่งได้ยิ้ม คุณแม่เชื่อเถอะครับ ไม่ใครก็ใครคงโดนหมายหัว!’

บ่ายสามโมงยี่สิบห้านาที สลิลฉัตรทำใจแล้วได้มากโข แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะตีหน้าอย่างไรหากว่าได้บังเอิญเจอกับคุณทนายคนสนิทของสรัช เธอกับเขา ถายุกร สิ่งที่เชื่อมโยงก็มีแค่เพียงสรัช รัชชานนท์ เราเจอกันบ่อยแต่ในระยะใกล้สุดคือสิบเมตร รู้จักแต่พูดกันรวม ๆ แล้วเธอว่าเธอคุยกับสรัชวันหนึ่งยังมากกว่าการพูดจากับถายุกรทั้งชีวิตเสียอีก

แล้วนี่ โธ่ถัง! ไม่น่าอกหักแล้วกินเหล้าย้อมใจจนสติหลุดเล้ย!!

“แล้วไงต่อฉัตร คือพิไม่อยากพูดมากนะ แต่มันใกล้ตัวมากเลยอะ แน่ใจนะว่าเขาจะไม่พูดมาก”

คุณหมอสาวหน้าตาละห้อยถอนหายใจเฮือกใหญ่

“แบบถ้าเขาเผลอพูดไปกับคุณสรัช...”

“ถึงพูดก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก นอกจาก... คุณรัชคงคิดว่าฉัตรสิ้นคิดน่ะสิ”

“ไม่ใช่เรื่องนั้น” พิรุณตาโต “หมายถึงอนาคตของฉัตรกับคุณสรัชมากกว่า ก็แค่คุณสรัชมีแฟนอะไรมันก็ยังไม่แน่นอนหรอก คนเรามันเปลี่ยนกันได้ อีกอย่างผู้หญิงคนนั้นก็แค่เด็กในบ้านไม่ใช่เหรอ” คนซักพอรู้เรื่องคร่าว ๆ ก็จากที่สลิลฉัตรระบายให้ฟัง “พิเชื่อนะ ถ้าเขาน่ะคุณสรัชน่ะเลิกหลงเด็กคนนั้น...”

“ไม่ใช่หลงหรอก อีกอย่างคุณสรัชรักมู่ และคงรักมากไม่งั้น” สลิลฉัตรซึม พูดเสียงเบา “คงไม่มีลูกด้วยกัน”

“ฮ้าย! ก็แค่มีละ...” พิรุณกะพริบตาปริบ ๆ “ห้ะ”

“อื้อ มู่ท้อง ฉัตรก็เพิ่งรู้อาทิตย์ก่อนนี่เอง ตอนคุณรัชพามู่มาฝากท้องที่โรงพยาบาล”

“อะร้าย-ย-ย-ย-ย!”

“อื้อ ฉัตรก็ตกใจตอนที่รู้เหมือนกัน คุณรัชคงรักมู่มาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ดีใจมากขนาดนั้น” สีหน้าของคุณหมอหนุ่มว่าที่คุณพ่อไม่ได้เกินคำพูดของเธอเลย ตาเป็นประกาย ยิ้มสดใส ท่าทีทะนุถนอม แค่เห็นสลิลฉัตรก็รู้ได้ เธอเป็นได้แค่เพื่อนและไม่เคยเป็นมากกว่าเพื่อน “ฉัตร...”

“เอาละอย่าดราม่า เอาเป็นว่าปิดประตูแพ้แล้ว ยังไงพิก็ไม่สนับสนุนให้พรากลูกพรากพ่อเขา” พิรุณตัดบท “ที่สำคัญตอนนี้พิอยากเห็นมากกว่าว่าคุณทนายนั่นหน้าตาเป็นยังไง” พูดไปก็ยิ้มร้าย ขณะกด ๆ เลื่อน ๆ ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือ “อย่างเช่นว่าหล่อไหม หรือจะเตี้ย ลงพุง สวมแว่นหวีผมเรียบแปล้ หน้าเป็นกระ ดูคงแก่เรียน หรืออายุสักสี่สิบห้า หรือเฉียด ๆ จะห้าสิบ พูดอะไรที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง หรืออยู่ดี ๆ ก็ยกหัวข้อกฎหมายมาท่องเฉย”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป