บทที่ 3 คุณหนูตกอับ
วันที่ชีวิตเปลี่ยน…
แม้จะไม่อยากลุกจากเตียงนอนนุ่มราวปุยเมฆ แต่เพราะเมื่อคืนมารดานัดเอาไว้ว่าให้ตื่นอาบน้ำเตรียมตัวแต่เช้า เพื่อจะเดินทางไปทำบุญที่วัดแถวบ้านตามความเชื่อของชาวพุทธ
ร่างเล็กในชุดเดรสสีขาวเรียบร้อยพร้อมเข้าวัด เดินลงบันไดช้า ๆ สายตาสอดส่องไปรอบบ้าน ทว่าความสงสัยก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อไม่พบเหล่าคนงานที่เคยมีอยู่เต็มบ้านเลย
บ้านหลังใหญ่ในตอนนี้เงียบเชียบวังเวง
ลงไปชั้นล่างได้ไม่นาน ยังไม่ทันจะได้ถามถึงเรื่องที่สงสัย ก็ต้องรีบไปช่วยแม่กับป้าอ้วน แม่บ้านเพียงคนเดียวที่เธอพบเห็นตั้งแต่กลับถึงบ้าน จัดของใส่ตะกร้าเพื่อเตรียมไปถวายวัด
หลังทำบุญอิ่มเอมเปรมใจ ของขวัญก็ขอตัวไปพบปะเพื่อนเก่าและซื้อของใช้ส่วนตัว เธอเดินทางโดยใช้บริการแอปฯ เรียกรถยอดฮิตเพราะยังขับรถไม่เป็น
หญิงสาวเดินทางไปยังห้างสรรพสินค้าชื่อดัง สถานที่ที่ใช้นัดพบกับเพื่อนสนิทสมัยมัธยมในวันนี้ สองขาเรียวเดินไปยังร้านอาหารอิตาเลี่ยนตามโลเคชันที่เพื่อนส่งให้
เมื่อเดินเข้าไปภายในร้านก็เห็นเพื่อนสาวสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มาร์กี้ แฟง” เสียงใสเอ่ยเรียกเพื่อนสาวทั้งสองให้หันมอง เมื่อเห็นว่าทั้งสองมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์
“อ้าว มาแล้วเหรอ” มาร์กี้หันไปยิ้มให้เพื่อนสาวที่คบกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เหล่าเพื่อนสาวที่ห่างหายกันไปนานเข้าสวมกอดกันด้วยความคิดถึง
หลังจากเรียนจบมัธยม แม้จะแยกย้ายกันไปเรียนต่อคนละที่ แต่ก็ยังคงติดต่อหากันอยู่ตลอดพอจะรู้ข่าวคราวของเพื่อนดี
“ไหนบอกจะกลับเดือนหน้า” สาวตัวเล็กผมสั้นนามว่าแฟง เอ่ยถามเด็กนอกออกไปตามความสงสัย เพราะคุยกันล่าสุดเห็นเพื่อนบอกจะกลับไทยเดือนหน้า
“ก็พ่อกับแม่บอกให้กลับน่ะสิ ไม่รู้มีธุระอะไร เห็นว่าจะบอกคืนนี้แหละ” เธอตอบไปโดยไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องที่พ่อแม่จะบอกในคืนนี้
“ไปอยู่เมืองนอกตั้งหลายปี ไม่มีผู้ฝอมาจีบบ้างเหรอยะ”สาวสุดมั่น ผู้เจนจัดที่สุดในกลุ่มอย่างมาร์กี้ บทสนทนาหนีไม่พ้นเรื่องผู้ชาย
“ก็มีบ้าง แต่ขวัญไม่ได้สนใจหรอก เรียนกับเที่ยวอย่างเดียวเลย”
“เออ วันก่อนแฟงเจอพี่คีย์ด้วยแหละ เจอทีไรควงสาวไม่ซ้ำหน้า โคตรเจ้าชู้เลย ดีแล้วที่ขวัญเลิกกับคนแบบนั้นได้”
ของขวัญได้แต่ยิ้มแห้ง เมื่อเพื่อนพูดถึงอดีตแฟนคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่เลิกรากันไปตั้งแต่จบมัธยม
“ขวัญไม่น่าหลวมตัวไปคบกับพี่มันเลยอะ คนชอบขวัญตั้งเยอะ แต่ขวัญดันไปหลงคารมผู้ชายสายแบดจนได้”
มาร์กี้ที่เคยเตือนเพื่อนไปแล้วว่าผู้ชายคนนี้ดูร้าย คนอ่อนต่อโลกอย่างของขวัญตามคารมคนแบบนั้นไม่ทันแน่ แต่เห็นว่าเพื่อนแอบชอบผู้ชายคนนี้มานาน มีโอกาสได้คบหาดูใจกันก็ต้องปล่อยให้เพื่อนได้มีประสบการณ์บ้าง
สุดท้ายก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า…
“เลิกกันไปนานแล้ว เลิกพูดถึงพี่เขาเถอะน่า” ของขวัญรีบพูดตัดบท ไม่อยากจะรื้อฟื้นเรื่องในอดีตขึ้นมาพูด ประสบการณ์รักครั้งแรกของเธอนั้นเป็นความทรงจำที่เลวร้ายอยู่พอควร
สามสาวนั่งกินอาหารไป พูดคุยถามไถ่กันในเรื่องราวต่าง ๆ ตามปกติ หลังจากนั้นก็เดินช้อปปิ้งกันทั่วห้างได้ของเต็มไม้เต็มมือ อยู่ด้วยกันจนถึงช่วงเย็นถึงได้แยกย้ายกันกลับ เพราะของขวัญเองก็ต้องกลับไปกินอาหารเย็นกับที่บ้านตามคำสั่งของมารดา
“กลับมาแล้วค่า ทำอะไรอยู่คะ…หอมจัง” จมูกเล็กทำท่าสูดกลิ่นเข้าเต็มปอด เมื่อเดินเข้าไปในห้องครัว กลิ่นหอมของเครื่องแกงแบบไทย ๆ ก็ลอยเตะจมูก ในนั้นมีเพียงแม่กับป้าอ้วนกำลังเตรียมอาหารมื้อเย็น
“วันนี้มีแกงเขียวหวานไก่ของโปรดคุณหนูด้วยนะคะ”
“เย้! คิดถึงเมนูนี้ที่สุด ขวัญทำกินเองไม่อร่อยเท่าป้าอ้วนทำเลยอะ”
“แหม คุณขวัญก็พูดยอป้าเกินไป” แม่บ้านร่างท้วมยิ้มแป้นทันทีเมื่อได้รับคำชม
“ขวัญพูดจริงน้า”
“ไปไหนมาบ้างล่ะวันนี้” มณฤดีเดินถือน้ำเย็นมาเสิร์ฟให้ลูกสาวสุดที่รักที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านหมาด ๆ
“อยู่ที่ห้างกันทั้งวันเลยค่ะ” หลังจากดื่มน้ำไปครึ่งแก้ว ของขวัญก็ไม่ลืมที่จะถามถึงสิ่งที่เธอสงสัยมาตั้งแต่เมื่อวาน “แม่บ้านหายไปไหนหมดคะ ขวัญว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
เมื่อสิ้นสุดคำถาม ภายในครัวเงียบสงัดไปชั่วขณะ แม่บ้านวัยทองมองหน้าคุณนายของบ้านเลิ่กลั่ก แสดงสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาของขวัญเริ่มสงสัยกับท่าทางแปลก ๆ ของทั้งสองคน
“กินข้าวก่อน เดี๋ยวแม่เล่าให้ฟัง”
เป็นมณฤดีที่ต้องรับหน้ากับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แม้จะไม่อยากบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว แต่เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วมีทางเดียวคือต้องพูดความจริง แต่อย่างน้อยก็ขอให้ลูกสาวได้กินให้อิ่ม ก่อนจะให้เธอได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
หลังจากการรับประทานอาหารอันแสนกระอักกระอ่วนผ่านไป ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ทว่ามีเพียงพ่อแม่ลูกแค่สามคน กำลังนั่งมองหน้ากันอยู่เงียบ ๆ
ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เธอรับรู้ได้ว่าเรื่องบางอย่างที่พ่อกับแม่ปกปิดไว้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน
“บอกหนูมาเถอะค่ะ” น้ำเสียงจริงจังของของขวัญถูกเปล่งออกไป เมื่อเห็นพ่อกับแม่เอาแต่นั่งเงียบ ทำท่าอึกอักอยู่นาน ไม่ยอมพูดอะไรออกมาสักที
“บอกลูกเถอะค่ะคุณ” มณฤดีจับมือประสิทธิ์ผู้เป็นสามีเพื่อให้กำลังใจ ให้เขากล้าปริปากบอกความจริงกับลูกสาว
“บริษัทเรากำลังจะล้มละลาย”
หลังจากจบคำพูดของผู้เป็นพ่อ ความเงียบได้เข้าครอบงำของขวัญอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะหาเสียงตัวเองเจอก็กินเวลาไปเกือบนาที
“พ่อพูดจริงเหรอคะ ล้อหนูเล่นอยู่ใช่ไหมเนี่ย” ของขวัญลองถามออกไปอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ว่าสิ่งที่ได้ยินเมื่อตะกี้ ตัวเองไม่ได้หูฝาด
เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังไร้แววตลก จู่ ๆ ขอบตาก็เหมือนจะร้อนผ่าวขึ้น ตากลมกะพริบถี่เพื่อห้ามของเหลวที่จ่อจะไหล
เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“เพราะแบบนี้…ถึงให้หนูรีบกลับมาใช่ไหม”
เสียงสั่นแผ่วเบาถูกเปล่งออกไป เรื่องที่ไม่คาดฝันจากปากพ่อทำเอาเธอถึงกับน้ำตาซึม ไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกยังไงกับเรื่องที่ไม่คาดคิด เธอมึนงงกับเรื่องที่ได้รับรู้
“การเงินบ้านเรากำลังย่ำแย่มาก” ผู้เป็นเสาหลักของบ้านเมื่อพูดจบก็ถึงกับน้ำตาซึม กำมือแน่นด้วยความเจ็บปวด
“เพราะแบบนี้ถึงต้องเลิกจ้างพวกคนงานด้วยใช่ไหมคะ” มณฤดีพยักหน้าเบา ๆ ตอบคำถามลูก
“เรากำลังเป็นหนี้สามร้อยกว่าล้าน บริษัทก็ขาดทุนหนัก…มันไปต่อไม่ได้แล้ว พ่อขอโทษนะลูก” น้ำตาลูกผู้ชายผู้เป็นถึงหัวหน้าครอบครัวไหลอาบสองแก้ม ประสิทธิ์ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เขาเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เรื่องทั้งหมดเป็นความผิดของเขาเอง เพราะโลภมาก คิดการใหญ่ อยากจะเปิดโรงงานแห่งใหม่ที่ประเทศเพื่อนบ้าน ต้องกู้เงินจำนวนมากในการก่อสร้าง คิดว่าจะไปได้ดีแต่สุดท้ายก็ล้มเหลวขาดทุนไม่เป็นท่า
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ เรายังมีที่ดินอีกหลายแห่ง…ไว้ค่อยขายเอาไปใช้หนี้ก็ได้” ของขวัญรีบเข้าไปกอดปลอบใจผู้เป็นพ่อที่กำลังร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เธอพูดถึงทางออกที่พอจะนึกขึ้นได้ในตอนนั้น
“พ่อขายไปหมดแล้ว…แต่มันยังไม่พอ ยังเหลืออีกร้อยล้าน เราไม่มีเงินแล้วลูก” ประสิทธิ์มองหน้าลูกสาวอันเป็นที่รักด้วยความรู้สึกผิด “ตัวพ่อเองก็กำลังจะตาย”
“คุณคะ!” มณฤดีตกใจ ที่สามีพูดโพล่งออกมาแบบนั้น
“พ่อ…พูดเรื่องอะไร หนูไม่เห็นเข้าใจ” ของขวัญน้ำตาคลอมองหน้าเหี่ยวย่นของผู้พ่อด้วยสีหน้ามึนงง ใครกำลังจะตายเธอไม่เห็นเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูด
“คุณคะ ไว้เราค่อยบอกลูกวันหลังดีกว่า”
มณฤดีรีบเอ่ยเตือนสามี เมื่อเขากำลังจะพูดถึงเรื่องที่จะทำให้ลูกเสียใจหนักกว่าเดิม เธอกลัวว่าลูกสาวผู้อ่อนต่อโลกจะทำใจไม่ได้ เมื่อต้องมารับรู้เรื่องราวเลวร้ายที่จะส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างหนักในคราวเดียวกัน
“บอกลูกไปเถอะ…ยังไงลูกก็ต้องรู้”
“พ่อเป็นอะไรคะ บอกหนูมาสิ!” สติเธอเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สาวน้อยผู้อ่อนหวาน เผลอตะคอกออกไปต่อหน้าพ่อแม่เป็นครั้งแรก
“พ่อเขา…เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย”
เรื่องร้ายที่สุดของครอบครัวเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วประสิทธิ์ได้ตรวจพบเนื้อร้ายภายในปอด แม้อาการจะแสดงออกมาให้เห็นบ่อย ๆ แต่เพราะมัวทำงานเพื่อหวังกอบกู้บริษัทคืน ทำให้กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะหาทางแก้ไขได้
เมื่อได้ยินประโยคนั้นของขวัญก็นิ่ง สติเธอแทบดับวูบราวกับโดนค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ทุบลงบนศีรษะ น้ำตาจากที่พยายามกลั้นเก็บเอาไว้หลั่งไหลอาบสองแก้มนวลไม่ขาดสาย เธอเอาแต่ส่ายหน้าพร้อมพึมพำว่า ‘ไม่จริง’ เธอคิดว่านี่ต้องเป็นเรื่องโกหก พ่อกับแม่ต้องล้อเธอเล่นแน่ ๆ
ชีวิตคนเรามันจะดิ่งลงเหวขนาดนี้ได้ยังไงกัน โชคชะตาคงไม่ใจร้ายขนาดนี้หรอกมั้ง หรือไม่ตอนนี้เธอก็อาจจะกำลังฝันร้ายอยู่ก็ได้
ใช่! เธอต้องฝันร้ายอยู่แน่ ๆ
