บทที่ 5 ตัดสินใจ
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวเข้ามาจอดหน้าบ้านทรงไทยประยุกต์ที่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา หญิงสาวจ่ายเงินค่าโดยสารเสร็จ ลงจากรถยืนมองประตูรั้วสูงตรงหน้า บ้านหลังนี้เธอเคยมาอยู่บ่อยครั้งเมื่อหลายปีก่อน
ระแวกนี้เป็นบ้านของเหล่ามหาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ข้างบ้านท่านไพรวัลย์ทางขวานั้นเป็นบ้านของท่านไพศาลพ่อของภาคิณ ส่วนหลังข้างกันอีกฝั่งก็เป็นของเครือญาติในตระกูลพัฒนโชติกุล
ของขวัญละมือหนึ่งข้างออกจากกระเช้าเบเกอรี่ที่เป็นคนทำเองเพื่อกดกริ่ง ยืนรอไม่นานประตูก็ถูกเปิดโดยอัตโนมัติ พร้อมกับแม่บ้านสาวคนหนึ่งเดินมาต้อนรับและรับกระเช้าในมือไปถือแทน
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยขอบคุณคนใช้อย่างมีมารยาท ก่อนจะเดินตามเธอเข้าไปภายในตัวบ้าน
หลังจากวันก่อนเธอบอกกับพ่อไป ว่าอยากจะขอเข้าพบท่านไพรวัลย์ พ่อจึงทำการนัดแนะให้เสร็จสรรพ เธอถึงมายืนอยู่ตรงนี้ได้
“นั่งรอสักครู่นะคะ”
“ได้ค่ะ” เอ่ยรับคำสาวใช้เสร็จ หญิงสาวก็นั่งมองสำรวจบ้านที่สมัยก่อนเธอเคยมาเที่ยวเล่นหลังเลิกเรียนอยู่บ่อยครั้ง
ของทุกอย่างยังเหมือนเดิม คงมีแค่ความรู้สึกของเธอที่แตกต่างออกไปจากเมื่อก่อน
“เป็นสาวขึ้นเยอะเลยนะ ของขวัญ”
“คุณท่าน สวัสดีค่ะ” เธอรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ทันที เมื่อได้ยินเสียงทักทายของคนสูงอายุที่นั่งอยู่บนวีลแชร์ โดยมีสาวในชุดนางพยาบาลเข็นเข้ามา
“เรียกว่าคุณย่าเหมือนเดิมเถอะหนูขวัญ อย่าห่างเหินกันนักเลย” คนแก่ตัดพ้อ
“ค่ะ คุณย่าสบายดีไหมคะ” แม้จะเห็นอยู่คาตาว่าไม่เหมือนเดิม แต่ก็ถามออกไปตามมารยาท เมื่อก่อนท่านไพรวัลย์ยังไม่ต้องใช้รถวีลแชร์
แต่ก็นะ...เวลาผ่านไปตั้งห้าปีใครจะดูเหมือนเดิมได้ตลอด ขนาดตัวเธอเองยังเปลี่ยนไปเลย
“ก็ตามประสาคนแก่ ป่วยกระออดกระแอด จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้” คนแก่บนรถเข็นตอบติดตลก
“อย่าพูดแบบนั้นสิคะ คุณย่าต้องอยู่กับลูกกับหลานไปนาน ๆ สิ”
“ทำขนมอร่อยกว่าเดิมนะ” ไพรวัลย์เอ่ยปากชมหลังหยิบมาการองที่สาวใช้ยกมาเสิร์ฟขึ้นชิม
“ขวัญเรียนมาเยอะเลยค่ะ” เสียงหวานตอบอ้อมแอ้ม
ของขวัญยิ้มรับคำชมอย่างเขินอาย สมัยก่อนเธอเคยมาทำขนมให้ท่านกินอยู่ประจำ ตอนนั้นยังไม่ได้เรียนทำอย่างจริงจัง แค่ดูสูตรตามอินเทอร์เน็ต ลองผิดลองถูก กินได้บ้างต้องทิ้งบ้างตามประสา
“ได้ข่าวจากประสิทธิ์ว่าหนูขวัญอยากเปิดร้านขนม”
“ใช่ค่ะ…แต่เรื่องนั้นคงทำไม่ได้แล้ว” ตอนนี้ครอบครัวไม่เหลือเงินให้ลงทุนอะไรแล้ว สิ่งที่เธอเคยวาดฝันไว้คงต้องพับเก็บเอาไว้ก่อน
“ย่าเปิดให้ได้นะ ถ้าหนูขวัญตกลง...รู้เรื่องนั้นแล้วใช่ไหม” มือเหี่ยวยกน้ำชาขึ้นจิบ ก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นหลักถึงเรื่องที่ทำให้เด็กสาวตรงหน้าต้องถ่อมาหาถึงบ้านหลังนี้
“ก็...ค่ะ หนูรู้เรื่องแล้ว”
สีหน้ายิ้มแย้ม แต่แววตาดูเป็นกังวลอย่างชัดเจนของหญิงสาว ทำให้คนที่คิดข้อตกลงนี้ขึ้น เกิดอาการสงสารอยู่ไม่น้อย แต่เชื่อเถอะว่านี่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวเธอ...และสำหรับภาคิณก็ด้วย
“ย่าอยากให้เราแต่งนะ ไม่ใช่เพื่อย่าหรือพ่อแม่หนู แต่เพื่อตัวหนูขวัญกับภาคิณเอง”
“มีเหตุผลไหมคะ หนูอยากรู้ทำไมต้องเป็นหนู ทำไมถึงอยากให้หนูแต่งงานกับภาคิณ”
ความสงสัยมีอยู่มากมาย ทำไมท่านไพรวัลย์จะต้องช่วยเหลือครอบครัวเธอ ถ้าว่ากันตามจริง ถึงครอบครัวจะรู้จักกันแต่ก็ไม่ใช่ญาติโกโหติกา ทำไมถึงให้การช่วยเหลือกันถึงเพียงนี้ เงินที่จะใช้หนี้ให้พร้อมกับบริษัทมีมูลค่าไม่ใช่น้อย ๆ
ของขวัญเข็นรถวีลแชร์พาคนแก่ที่ไม่ยอมตอบคำถามเธอออกไปเดินเล่นที่สวนหลังบ้านตามคำขอ หลังจากที่เธอถามหาเหตุผลออกไป คนแก่เฉไฉไม่ยอมตอบ เอาแต่พูดถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยทำร่วมกัน
“เรามานั่งกินขนมด้วยกันตรงนี้กันบ่อย ๆ หนูขวัญจำได้ไหม”
“จำได้ค่ะ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่องของภาคิณยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอตลอดเวลา ทำไมเธอจะจำไม่ได้...
“เจ้าภาคิณน่ะ ชอบหนูมาก…หนูรู้ใช่ไหม”
“...นั่นมันเมื่อก่อนค่ะ” ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไม่ชอบ อาจจะเข้าขั้นที่เรียกว่า ‘เกลียด’ ไปแล้วก็ได้
“ตอนนี้ตาภาคิณทำตัวอย่างกับปลาไหลแน่ะ” เมื่อพูดถึงหลายชายสุดที่รัก พูดไปก็อมยิ้มไป
“ย่าหมายถึงเจ้าชู้น่ะ ไม่คบใครจริงจัง ควงคนนู้นคนนี้ไปเรื่อย ใครจับก็ไม่อยู่ แต่ถ้าเป็นหนูขวัญก็ไม่แน่...”
“คงไม่หรอกค่ะ” ของขวัญได้แต่เออออไป ในใจก็ได้แต่คิด หากท่านไพรวัลย์รู้ว่าเธอเคยหักอกหลานชายสุดที่รักของท่าน ท่านยังอยากจะให้เขามาแต่งงานกับเธออยู่ไหม
“แต่ก่อนทำตัวเหลวแหลกชอบมีเรื่องชกต่อย แต่เดี๋ยวนี้เอาการเอางานมากนะ”
ใช่...แต่ก่อนภาคิณเป็นพวกนักเลงจริง ๆ ชอบมีเรื่องชกต่อยไม่เว้นแต่ละวัน ใบหน้าหล่อ ๆ ของเขาไร้แผลได้ไม่เกินสัปดาห์ เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนที่เธอต้องค่อยห้ามปรามอยู่บ่อย ๆ
“ย่าน่ะ รักและเอ็นดูหนูขวัญมากเลยนะ แล้วย่าก็รักเจ้าภาคิณมาก ย่าเลี้ยงของย่ามาตั้งแต่เด็ก” ของขวัญได้แต่ยืนฟังสิ่งที่ท่านพูดเงียบ ๆ พลางคิดตาม
“แต่งงานกับหลานย่าเถอะนะ อย่างน้อยก็ลองอยู่ด้วยกันสักหนึ่งปี...ถ้าหลังจากนี้ไปหนูขวัญอยากจะหย่า ก็ค่อยว่ากันอีกที” คนที่นั่งวีลแชร์อยู่พยายามหันหน้ามามองเธอ ของขวัญจึงย้ายตัวเองไปนั่งคุกเข่าตรงหน้าท่านแทน
“ภาคิณเขาจะยอมเหรอคะ ตอนนี้เขาอาจจะมีแฟนอยู่ก็ได้” นี่คือสิ่งที่หญิงสาวกังวลอีกอย่าง หากว่าเธอยอมแต่ง แล้วอีกฝ่ายเขาจะยอมด้วยหรือเปล่า เธอไม่อยากเข้าไปเป็นมือที่สามของใคร
“ยังไงก็แต่ง หนูขวัญไม่ต้องกังวล ภาคิณเขาไม่มีใคร ขอให้หนูเชื่อใจย่าเถอะ...นี่คือความหวังดีจากย่า”
น้ำเสียงที่ดูจริงจังขึ้นทันตา ทำเอาของขวัญไม่กล้าที่จะเอ่ยแย้งอะไรออกไป แม้จะไม่เข้าใจในบางคำพูด แต่ดูจากสีหน้าและแววตาของคนสูงวัยที่น่าเคารพนับถือ นั่นจึงทำให้เธอเลือกตัดสินใจได้
นี่คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้ ก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเธอจะไม่เสียใจในภายหลังกับการตัดสินใจในครั้งนี้...
