บทที่ 1 แพรวา

แพรวา

“กลับมาแล้วจ้า~” เสียงของฉันดังขึ้นเหมือนในทุก ๆ วันที่ออกจากบ้านและกลับเข้ามา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้คนในบ้านรับรู้ว่าลูกสาวสุดสวยอย่างฉันกลับมาถึงอย่างปลอดภัยแล้ว

“เป็นสาวเป็นนางโวกเวกเสียงดัง ถ้าหนุ่ม ๆ มาได้ยินก็ขายไม่ออกกันพอดีสิ”

เหมือนเสียงตอบรับของแม่ปลื้ม แม่สุดที่รักของฉันที่มักจะบ่นออกมาอย่างไม่จริงจังเหมือนเช่นกับทุกวันอย่างไม่เคยเปลี่ยนกับพฤติกรรมของฉันที่แม่มองว่าเหมือนม้าดีดกะโหลกและเด็กน้อยยังไม่โต

“ขายไม่ออกก็ดีสิแม่ ลูกจะได้อยู่บ้านกับเราไปตลอด”

ตามด้วยพ่อสอง พ่อสุดที่รักของฉันเหมือนกัน ท่านพูดตอบแม่ออกไปอย่างไม่เร่งรัดเรื่องแต่งงานของฉันเลยสักนิด ติดจะอยากให้ลูกสาวอยู่ร่วมชายคาเดียวกับพ่อไปนาน ๆ ต่อให้ขึ้นคานพ่อก็ไม่กังวล

“จริงด้วยจ้ะพ่อ แพรจะได้อยู่กับพ่อกับแม่แบบนี้ตลอดไปเลย” ฉันรีบเข้าไปกอดออดอ้อนพ่อทันทีที่พ่อพูดถูกใจและเห็นดีเห็นงามกับความคิดของฉัน

เพราะสำหรับฉันตอนนี้ไม่ได้รีบเร่งเรื่องมีคนรักหรืออยากสร้างครอบครัวของตัวเองขนาดนั้น เพราะฉันมีความสุขกับชีวิตครอบครัวของฉันตอนนี้มาก ๆ จนอยากอยู่เป็นลูกพ่อแม่แบบนี้ไปตลอดเลย

“ได้ยังไงกัน แม่ก็อยากมีหลานอุ้มนะ!”

จะมีก็แต่คุณปลื้มนี่แหละ ที่แม่ยังแย้งกลับมาอย่างไม่เห็นด้วยกับเราสองพ่อลูก เพราะเห็นฉันเป็นลูกคนเดียวเลยคาดหวังจะได้เห็นหลานจากฉัน หรืออีกเหตุผลก็อยากให้ฉันมีคนดูแลในอนาคตนั่นแหละ

“อะไรกันแม่ แพรพึ่งยี่สิบห้าเองจ้า ยังมีเวลาอีกเยอะให้ใช้ชีวิตโสด ๆ สวย ๆ ต่อไป” ฉันเองก็ยังแย้งแม่กลับอย่างไม่ยอมเหมือนกัน เพราะตอนนี้ฉันพึ่งวัยรุ่นอยู่ไม่รีบร้อนและยังมีเวลาอีกเยอะด้วย

ขอสร้างเนื้อสร้างตัวและใช้ชีวิตของตัวเองให้คุ้มค่าก่อน ถึงตอนนั้นเดี๋ยวความรักมันก็วิ่งมาหาเราเองนั่นแหละ

“หาแฟนมาแนะนำให้แม่รู้จักสักคนก่อนไหม แม่จะได้เชื่อ”

แม่พูดออกมาอย่างไม่คิดจะเชื่อกันง่าย ๆ เพราะที่ผ่านมาฉันแค่เคยมีคนคุย ๆ แต่ยังไม่เคยมีแฟนที่ตัดสินใจจะคบกันจริงจังเลยสักคน นั่นเลยทำให้ที่ผ่านมาไม่มีเคยมีใครได้เข้ามาทำความรู้จักกับพ่อแม่ฉันสักที โดยแม่ก็เข้าใจว่าชีวิตวัยเรียนวัยมหาวิทยาลัยการจะมีแฟนมันปกติมาก และลูกแม่ก็ผิดปกติที่ไม่มี ทำให้แม่พาลเข้าใจไปว่าฉันไม่เคยมีแฟนเลยสักครั้ง

แต่ลูกสาวแม่สวยขนาดนี้ต่อให้ไม่มีก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครเอาสักหน่อย แต่ลูกสาวแม่ที่ไม่เอาพวกเขาเองต่างหาก ไม่รู้จะห่วงทำไมนักหนา

“จ้า~ อีกไม่นานเกินรอหรอก เดี๋ยวแพรจะหาลูกเขยหล่อ ๆ มาฝากแม่สักคนนะจ๊ะ เอาแบบหัวกระไดไม่แห้งเลยดีไหม” ฉันรีบตอบเอาใจคนแก่เค้าออกไปก่อนจะได้ไม่เป็นกังวลกลัวลูกสาวจะขึ้นคาน

แต่เป็นยังไง พออยู่บ้านกันสองคนเริ่มเหงากันแล้วเลยอยากให้ลูกแม่แฟนมีหลานให้มาเลี้ยงอย่างนี้น่ะสิ คนเริ่มแก่ก็แบบนี้เองสินะ (ว่าแม่แก่ให้ได้ยินไม่ได้หรอก อิอิ)

“อย่าให้คนแก่รอเก้อแล้วกัน มันบาปรู้ไหม”

แม่หันมาทำหน้ากวน ๆ ใส่ฉันเหมือนพูดได้แต่ปากแต่กลับทำไม่ได้สักที เพราะฉันมักจะพูดแบบนี้กับท่านบ่อย ๆ จนแม่เบื่อจะฟังแต่สุดท้ายก็ไม่เคยได้พาใครมาให้แม่เห็นหน้าสักคน จนเรียนจบทำงานแล้วก็ยังไม่เคยมีเลย

จริงสิฉันยังไมได้แนะนำตัวเองเลย สวัสดีฉันชื่อ แพรวา ตอนนี้อายุ 25 ปีแล้วค่ะ ฉันเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านนี้เองแหละ บ้านเราฐานะพอมีพอกินไม่ได้ร่ำรวยหรือลำบากอะไร แต่บอกเลยว่าเป็นครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นมากจนฉันไม่เคยรู้สึกขาดอะไรสักอย่าง ส่วนนิสัยของฉันก็ตามที่ถูกเลี้ยงมาเลยค่ะ สดใส ร่าเริง เป็นคนจริงใจตรงไปตรงมา (แต่ไม่ขวานฝ่าซากหรอกนะ) และไม่ใช่คนที่จะยอมคนสักเท่าไหร่ด้วย

ฉันเรียนจบคณะบริหารธุรกิจมา ตอนแรกก็ทำงานในบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งได้เกือบสองปีหลังเรียนจบแต่ก็ตัดสินใจลาออกมาแล้วเพราะฉันไปสมัครเป็นเลขาบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งแทน แล้วที่กล้าลาออกจากที่ทำงานเก่าไปสมัครที่บริษัทใหม่ยักษ์ใหญ่ขนาดนั้นก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ พอดีพี่ดาวที่รู้จักกันบ้านอยู่หน้าปากซอยที่เค้าทำงานเป็นเลขาที่นั่นมาก่อนตอนนี้กำลังท้อง พอจะเข้าไตรมาสที่สามสามีแกก็เลยให้ลาออกมาอยู่บ้านรอคลอด และด้วยความสนิทกันพี่เค้าก็เลยฝากฝังฉันกับทางบริษัทและให้ฉันไปสมัครที่นั่นแบบนี้นั่นแหละ

จะบอกว่าแอบใช้เส้นได้ไหมนะ? ไม่หรอก

“แล้วเป็นยังไงบ้างลูกไปสมัครงานมา”

แล้วพ่อก็ถามถึงเรื่องที่ฉันออกไปทำมาวันนี้ เพราะฉันพึ่งกลับมาจากสมัครงานที่ใหม่มาอย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้นั่นแหละ

“ข้อสอบยากมากเลย~ แต่ดีนะที่แพรเก่งเลยทำได้หายห่วง” ฉันตอบพ่อกลับไปตามที่ได้ทดสอบมา แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มทะเล้นพร้อมชมตัวเองอย่างไม่ถ่อมตัวสักนิดกับความสามารถที่ฉันคิดว่าทำได้อย่างดี

“ดีแล้วลูก ดาวมันบอกแม่ว่ามันคุยกับเจ้านายมันให้อยู่นะว่าจะฝากแพรไปทำงานแทน เปอร์เซ็นได้น่าจะไม่ยาก”

แม่บอกฉันตามที่พี่ดาวบอกแม่มาอีกทีที่พี่ดาวช่วยฝากฝังให้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็มั่นใจว่าหากได้งานที่นี่จริงก็ไม่ได้เข้าเพราะเส้นสายอย่างเดียวหรอกนะ

วันนี้ที่ไปส่งใบสมัครฉันก็ต้องสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์มาเหมือนกัน ซึ่งการจะผ่านไปสัมภาษณ์ได้ก็ต้องผ่านข้อเขียนก่อนเค้าถึงจะเรียกไปสัมภาษณ์ได้ นั่นแปลว่าคะแนนฉันต้องดีถึงได้เข้าสัมภาษณ์ถูกไหมล่ะ

แต่แม้จะผ่านการสัมภาษณ์แล้วก็ยังไม่ได้แจ้งผลหรอก เพราะต้องรอติดต่อมาอีกที แล้วถ้าหากผ่านสัมภาษณ์ครั้งแรกได้ ก็จะต้องเข้าไปสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกับประธานที่จะต้องทำงานด้วยอีกที ซึ่งแน่นอนว่าฉันก็ใช้ความสามารถเข้าร่วมด้วยอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างตามขั้นตอนเหมือนคนอื่นทุกอย่าง เพราะต่อให้เส้นฉันใหญ่แค่ไหน แต่ฉันเชื่อว่าบริษัทใหญ่ขนาดนั้นอีกทั้งต้องทำงานเป็นหน้าเป็นตาให้กับประธาน ถ้าหากฉันโง่และไม่ได้เรื่องเลยยังไงเค้าก็คงไม่รับให้เสียเงินฟรีเสียเวลาหรอกใช่ไหมล่ะ

เพราะแบบนั้นหากฉันได้งานจริง ก็เป็นความดีความชอบของพี่ดาวเดือนที่เปิดโอกาส และก็เป็นเพราะความสามารถของตัวเองด้วยเช่นกัน

“แพรขอให้เป็นแบบนั้นด้วยเถอะเพี้ยง! เพราะบริษัทเค้าใหญ่มากกกก~ ถ้าเกิดแพรได้ทำงานที่นั่นน่ะ ไม่นานแพรต้องรวยแน่เลย” ฉันพูดพร้อมกับพนมมือยกขึ้นไหว้ท่วมหัว ก่อนจะพูดติดตลกออกไปถึงเงินเดือนที่ล่อตาล่อใจ

แต่ใครบ้างจะไม่อยากทำล่ะบริษัทก็ใหญ่โตระดับประเทศแถมตำแหน่งเลขาด้วยล่ะ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการแต่ล่ะเดือน แค่คิดก็มีความสุขแล้ว รู้สึกเหมือนถึงความร่ำรวยที่อยู่แค่เอื้อมแล้ว

“ลูกพ่อเก่งอยู่แล้วยังไงก็ต้องได้แน่นอน”

พ่อที่ได้ฟังก็พูดให้กำลังใจออกมาอย่างที่ทำกับทุกเรื่องเสมอ คอยเป็นพลังบวกและกำลังใจให้ครอบครัวอย่างดีไม่เปลี่ยน

“พ่อพูดถูกเสมอเลย~” ฉันหันไปยิ้มพูดตอบรับกับพ่อและกอดด้วยความเอาอกเอาใจออดอ้อนในความจริงตรงนี้ทันที

“พอ ๆ เลิกอ้อนกันแล้วไปอาบน้ำได้แล้วลูก จะได้ลงมากินขนม”

แม่พูดขึ้นอย่างหมั่นไส้กับความรักของพ่อลูกที่หวานให้กันเสมอ เห็นดีเห็นงามกันไปทุกเรื่องตลอด

“จ้ะ ๆ เดี๋ยวแพรมานะจ๊ะ” เมื่อถูกนายหญิงใหญ่ของบ้านไล่ขัด ฉันจึงตอบกลับแล้วก็ลุกเดินเข้าบ้านไปเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามาทำตามที่แม่นายเค้าบอก ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวโดนเฉ่งหัวทั้งพ่อทั้งลูก

บ้านเราเป็นบ้านสองชั้นเล็ก ๆ อยู่กันสามคนพ่อแม่ลูก มีต้นไม้ร่มรื่นทั้งบริเวณบ้านคล้าย ๆ บ้านสวนทำให้เย็นสบายตลอด เพราะพ่อฉันชอบปลูกนั่นปลูกนี่อยู่บ้านทุกวันไม่หยุด ส่วนแม่ก็ชอบทำขนมไทย เมื่อก่อนท่านเคยทำขายที่ตลาดด้วยแหละ แต่พอฉันเรียนจบภาระหน้าที่ไม่มากแล้วท่านก็เลยหยุดไป แต่ถึงอย่างนั้นฝีมือแม่ก็ทำให้ยังมีพวกลูกค้าประจำยังคอยมาสั่งให้ทำส่งอยู่ตลอดเกือบทุกวันโดยเฉพาะเวลามีงานสำคัญอะไรต่าง ๆ เพราะขนมไทยแม่ฉันนะขึ้นชื่อมาก ๆ เลย คนแถวนี้ไม่มีใครไม่รู้จักขนมไทยแม่ปลื้ม ท่านก็เลยได้ขายขนมอยู่บ้านไม่เหนื่อยมาก ได้ทำสิ่งที่ชอบสร้างรายได้ควบคู่กันไปแทนแบบนี้ไงล่ะ

“สาธุ ขอให้ได้งานทำด้วยเถิด~” เมื่ออยู่คนเดียวก็อดไม่ได้จะขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

บทถัดไป