บทที่ 3 ดีใจ
แพรวา
“จริงเหรอจ๊ะพี่ดาว!” ฉันถามพี่ดาวออกไปด้วยรอยยิ้มดีใจตื่นเต้นทันทีกับสิ่งที่พี่ดาวมาบอกถึงบ้าน
“จริงสิ พี่จะโกหกเราทำไมล่ะ พรุ่งนี้เก้าโมงอย่าลืมล่ะ ไปก่อนเวลาด้วยนะคุณติณเค้าชอบคนตรงต่อเวลา”
พี่ดาวเดือนที่มาหาฉันที่บ้านในเวลาเย็นยืนยันออกมาอีกครั้ง และไม่ลืมย้ำเตือนฉันถึงอุปนิสัยของเจ้านายในอนาคตของฉันด้วยรอยยิ้ม
“แพรขอบคุณพี่ดาวมากเลยนะจ๊ะที่ช่วยฝากงานให้แพร” ฉันยกมือไหว้พี่ดาวเดือนออกไปอย่างซาบซึ้งและเกรงใจไม่น้อย เพราะถ้าไม่ได้พี่ดาวเดือนฉันก็คงไม่ได้ทันคนอื่น ๆ เขา
“ขอบคุณอะไรล่ะ ถึงพี่จะฝากแต่คุณติณเป็นคนเข้มงวดมาก ถ้าแพรไม่เก่งทำข้อสอบไม่ผ่านท่านก็ไม่เลือกหรอก”
พี่ดาวพูดออกมาเหมือนกับตอนแรก ทำให้ฉันเริ่มระแวงกับความเข้มงวดของเขาแล้วสิ
“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ แต่ถ้าไม่ได้พี่ดาวแพรก็คงไม่ได้ไปสมัครงานที่นี่เหมือนกัน” แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ลืมยกความดีความชอบให้พี่ดาวเดือนอยู่ดี ถ้าพี่ดาวเดือนไม่ได้บอกเรื่องราวหรือถามความสมัครใจของฉัน ฉันก็คงไม่ได้รู้เรื่องและทำงานที่เดิมไปเรื่อย ๆ อีกหลายปีจนเปลี่ยนเองนั่นแหละ
“จ้า ๆ งั้นพี่กลับบ้านก่อนนะ”
“จ้ะ เดินกลับบ้านดี ๆ นะจ๊ะ” ฉันบอกพี่ดาวเดือนก่อนจะเดินมาส่งพี่แกหน้าบ้าน แล้วเดินกลับเข้าบ้านมาด้วยรอยยิ้มมีความสุขอย่างปกปิดไม่อยู่
ถึงยังต้องไปสัมภาษณ์กับเจ้านายตัวจริงอีกที และผลยังไมร้อยเปอร์เซ็นว่าคุณติณณภพจะเลือกฉันหรือเปล่า แต่แค่ได้เข้าไปสัมภาษณ์กับประธานบริษัทแบบนี้ก็ทำให้ฉันรู้ว่าฉันพัฒนาตัวเองขึ้นได้อีกขั้นแล้ว จากคู่แข่งเป็นสิบ ๆ คนเหลือแค่ไม่กี่คนแค่นี้ก็ภูมิใจแล้วไม่ใช่เหรอ
“อ้าว ๆ นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรคนเดียวไอ้ลูกคนนี้”
เสียงแม่ที่เดินเข้ามาเห็นก็พูดแซวขึ้นอย่างหยอกล้อ ทำให้ฉันหันไปมองแล้วลุกขึ้นไปรับของช่วยแม่อีกแรงโดยที่ยังไม่หุบยิ้ม
“กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ” ฉันรับของจากมือพ่อกับแม่เพื่อมาวางไว้ที่โต๊ะอย่างอารณ์ดีและรอบอกข่าวดีให้พ่อแม่ฟัง
“ยังมั้งถึงได้เห็น”
แล้วคำตอบของแม่ก็ดังขึ้นอย่างกวน ๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าเป็นประโยคถามไถ่ จนฉันหันไปยู่หน้าใส่ท่านอย่างทำอะไรไม่ได้
“หึ! ๆ ว่าแต่นั่งยิ้มอะไรอยู่คนเดียว มีหนุ่มมาขายขนมจีบหรือไง” พ่อแซวขำให้กับความกวนของแม่และไม่ลืมถามกลับด้วยความอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย
“เปล่าสักหน่อย แต่มีข่าวดีกว่านั้นอีก” ฉันบอกท่านออกไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นให้พ่อกับแม่ลุ้นตาม
“ข่าวดี? หรือว่ามีหนุ่มมาขอลูกแม่แล้ว ใช่ไอ้ต้าร์บ้านซอยข้าง ๆ หรือเปล่า”
แม่ทวนออกมาอย่างตื่นเต้น พูดออกมาราวกับเป็นเรื่องน่ายินดีจนไม่เลือกว่าที่ลูกเขยของตัวเองแล้วสักนิด ทำให้ฉันที่หุบยิ้มไม่ได้ถึงกับหุบยิ้มแบแทบจะไม่ทันทันที
แต่จะอะไรล่ะ ก็ต้าร์มันเป็นเพื่อนฉันตั้งแต่สมัยเด็กจนถึงมัธยม และมันก็ชอบฉันจนถึงทุกวันนี้ไง เมื่อก่อนมันชอบมาซื้อขนมแม่แล้วก็แซวมุกเสี่ยว ๆ จีบฉันต่อหน้าแม่บ้าง ฝากกับแม่บ้าง ทำเอาแม่ทั้งขำทั้งเอ็นดูมันไม่น้อย แม่ก็เลยชอบแซวฉันเรื่องนี้เล่นไม่เลิก เชียร์ไอ้เจ้านั่นกับฉันไม่บ่อย ๆ เหมือนกับว่าเปิดโอกาสให้ได้ไม่ถือด้วย
“แม่อ่ะ!” เจอเรื่องนี้ไปฉันแทบจะหมดอารมณ์เล่าข่าวดีให้แม่ฟังเลยทีเดียว คนกำลังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ กลับมาหยอกกันแบบนี้ ถือว่าเล่นแรงมากนะ
“แม่ก็ชอบแกล้งลูก ว่าแต่ข่าวดีอะไรบอกพ่อหน่อยสิ” พ่อหันไปว่าให้แม่อย่างไม่จริงจังก่อนจะถามฉันถึงเรื่องที่ยังไม่เล่า
แต่ที่ว่าแม่นี่ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยอะไรหรอกนะ แต่เพราะอยากรู้ข่าวดีของฉันจนทนรอไม่ไหวแล้วไงล่ะถึงไม่อยากให้แม่ขัด
“ข่าวดีก็คือ... ก็คือ...”
“โอ้ย!~ ไม่อยากรู้แล้ว”
ฉันทำให้พ่อกับแม่ลุ้น แต่ลุ้นจนรอไม่ไหวแล้วมั้งแม่ก็เลยขัดขึ้นอย่างหงุดหงิด นั่นทำให้ฉันหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้เอาคืนแม่กับเรื่องเมื่อกี้ แต่ก็ไม่อยากทิ้งไว้นานจึงบอกทุกคนออกไปทันที
“ข่าวดีก็คือพรุ่งนี้แพรจะได้เข้าไปสัมภาษณ์กับประธานบริษัทพี่ดาวแล้วจ้า!~” แล้วข่าวดีก็ดังออกไปให้พ่อกับแม่ได้รับรู้ในที่สุด
“นั่นไง! พ่อว่าแล้วลูกพ่อเก่งที่สุดยังไงก็ต้องทำได้” พ่อตบเข่าฉาดพูดออกมาอย่างถูกเผงกับความมั่นใจของตัวเองพร้อมกับรอยยิ้มตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“ดีแล้วลูก พรุ่งนี้ก็ตั้งใจทำให้เต็มที่เลยนะ” แม่เองก็บอกออกมาด้วยรอยยิ้มยินดีด้วยอีกคนไม่น้อยไปกว่ากัน
“จ้ะ งั้นวันนี้เรารีบกินข้าวกันดีกว่า พรุ่งนี้แพรต้องไปแต่เช้าด้วย” ฉันบอกแม่ก่อนจะยกของที่พ่อกับแม่ซื้อมาจากตลาดเมื่อกี้เข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็นจะได้รีบกินรีบเตรียมตัวและเข้านอนเร็ว ๆ
วันรุ่งขึ้น...
วันนี้ฉันตื่นตั้งแต่เช้ารีบลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดที่ดูเรียบร้อยอย่างเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวและกระโปรงทรงเอสั้นเหนือเข่าพอดีตัวจะได้ดูทะมัดทะแมงคล่องแคล่ว พร้อมกับรวบผมหางม้าสูงให้ดูกระฉับกระเฉงมากขึ้น
“มาแล้วจ้า~” ฉันวิ่งลงจากชั้นสองของบ้านพร้อมส่งเสียงบอกพ่อกับแม่ที่นั่งดูข่าวอยู่ที่โต๊ะกินข้าวก่อนตัวจะไปถึง
“โอ้ย!~ ๆ เมื่อไหร่ลูกฉันจะเลิกเป็นม้าดีดกะโหลกแบบนี้สักทีนะ”
อีกเช่นเดิมที่แม่บ่นพร้อมกับส่ายหัวให้ฉันราวกับไม่ชินสักทีทั้งที่ฉันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กยันโต แต่กลับเป็นฉันเองที่ชินแล้วแหละกับเสียงบ่นเหนื่อยใจของแม่ที่ชอบว่าให้ฉันบ่อย ๆ ไม่โตสักที เหมือนม้าดีดกะโหลก ไม่มีความเป็นกุลสตรี ชอบเสียงดัง บลา ๆ
รู้ แต่ก็เปลี่ยนไม่ได้อีกเช่นเคย
“มา ๆ ลูกมากินข้าวเช้ากันดีกว่า จะได้รีบไปเดี๋ยวรถติดก่อน” พ่อรีบพูดขึ้นอย่างคุ้นชินกับเหตุการณ์ของฉันกับแม่ เรียกเข้าไปกินข้าวเช้าด้วยกัน
นี่แหละคนคอยให้ท้ายฉันเสมอ อิอิ
“แพรไปก่อนนะจ๊ะ” หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จฉันก็ตรวจสอบความเรียบร้อยของตัวเองทุกอย่างอีกครั้งเหมือนเด็กพึ่งเคยได้งานครั้งแรกในชีวิต ก่อนจะหันไปบอกพ่อกับแม่อีกรอบก่อนออกจากบ้าน
“ตั้งใจนะลูก ขอให้ได้งานอย่างที่หวังนะ” แล้วพ่อก็หันมาอวยพรให้ฉันอย่างที่จะออกไปทำอะไรหลาย ๆ ครั้งเป็นสิริมงคล
“ขอให้ประสบความสำเร็จสมดั่งตั้งใจนะลูก” ตามด้วยแม่ที่อวยพรให้ฉันไม่ต่างกัน แม้จะชอบบ่นบ้างเป็นครั้งคราวก็ตาม
“สาธุ~ ขอให้สมพรปากนะจ๊ะ ไปแล้วนะ~”
ฟอด! ฟอด! ฉันยกมือไหว้รับพรจากพ่อแม่ก่อนจะหอมพ่อกับแม่เอาฤกษ์เอาชัยแล้วปั่นจักรยานไปหาพี่ดาวเดือนที่บ้านของแกทันที เพราะวันนี้พี่ดาวเดือนส่งข้อความมาบอกว่าถ้าจะไปแต่เช้าก็ให้ไปพร้อมกันเลย ซึ่งฉันไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้วกับการไปก่อนเวลาเป็นชั่วโมง เพราะนับว่าได้ไปทำความคุ้นชินกับสถานที่และเตรียมความพร้อมให้ตัวเองด้วย
“รอนานไหมจ๊ะพี่ดาว” หลังจากฉันจอดจักรยานเสร็จก็ถามพี่ดาวเดือนออกไปกลัวพี่แกจะรอฉันอยู่
“พี่ยังไม่ได้รอเลยแพรก็มาก่อนพอดี”
พี่ดาวเดือนพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินนำไปขึ้นรถ แต่พี่ดาวเดือนไม่ได้ขับไปเองหรอกนะ พี่นุแฟนพี่ดาวเดือนเป็นคนขับไปส่งให้ เขาเป็นห่วงภรรยาท้องของตัวเองมาก ๆ
และใช้เวลานานพอสมควรกับการฝ่ารถติดยามเช้าที่คนต่างเร่งรีบกันเพื่อไปทำงานในที่สุดก็ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วยดี ชีวิตในเมืองใหญ่ก็แบบนี้แหละต่างคนต่างเร่งรีบ คนก็เยอะช่วงเช้ากับช่วงเย็นนี่ต้องทำใจกับสภาพการจราจรและเผื่อเวลาไว้ได้เลย
ฉันเดินเข้ามาในบริษัทกับพี่ดาวเดือนและพนักงานในบริษัทอีกหลายชีวิตที่ต่างตบเท้าเข้ามาในนี้ไม่น้อย พี่ดาวเดือนพาตรงมารอลิฟท์ที่ตอนนี้มีพนักงานหลายคนยืนรออยู่และยังดีที่มีลิฟท์หลายตัวเลยไม่ต้องรอนาน ฉันกับพี่ดาวเดือนมุ่งทะยานสู่ชั้นบนสุดของบริษัทที่เป็นชั้นของผู้บริหาร ทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออกทำให้เห็นความเงียบสงบหรูหรากว่าข้างล่างที่เห็นเยอะเลย พอมองดูรอบ ๆ ก็เห็นห้องทำงานที่มีโต๊ะหน้าห้องแบ่งแยกอย่างเป็นส่วนตัวแค่สามโต๊ะเอง
“แพรนั่งรอตรงนี้แล้วกัน อีกไม่นานเดี๋ยวคุณติณก็เข้าบริษัทจ้ะ” พี่ดาวเดือนบอกก่อนจะให้ฉันนั่งรอเก้าอี้ข้าง ๆ ที่พี่แกทำงาน
“จ้ะ” ฉันตอบรับอย่างว่าง่ายและนั่งลงข้าง ๆ แล้วก็ดูพี่ดาวเดือนเตรียมตัวทำงาน เพราะงานที่พี่ดาวเดือนทำตอนนี้มันก็เป็นงานในอนาคตของฉันเหมือนกัน
เค้ายังไม่ได้รับแกไหม...
แล้วพี่ดาวเดือนก็บอกรายละเอียดเกี่ยวกับงาน บริษัท และตัวตนของคุณติณณภพให้ฟังคร่าว ๆ ไว้ล่วงหน้าจะได้ทำความรู้จักไว้ แต่เท่าที่ได้ฟังนี่คุณติณณภพนั่นเข้มงวดจังแหะ คงจะหัวล้านพุงย้วยแน่ ๆ เลยเครียดขนาดนี้ อิอิ
นินทาเจ้านายตั้งแต่เค้ายังไม่รับเลยฉัน
“พี่ดาวแพรอยากเข้าห้องน้ำอ่ะ” หลังจากนั่งด้วยความตื่นเต้นมานานฉันบอกพี่ดาวขึ้น เพราะยิ่งใกล้ถึงเวลาก็ยิ่งตื่นเต้นเหงื่อซึม ต้องไปถ่ายเบาก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมไม่ให้มีความผิดพลาดได้
“เดินตรงไปแล้วเลี้ยวซ้ายเลย ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือนั่นแหละ” พี่ดาวเดือนบอกทางออกมา
“งั้นเดี๋ยวแพรมานะจ๊ะ” ฉันบอกพี่ดาวเดือนก่อนจะลุกเดินเร็วไปห้องน้ำทันที
