บทที่ 4 ฝาแฝด
ติณณภพ
“สวัสดีค่ะคุณติณ”
เสียงของดาวเดือนลุกขึ้นทักผมเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานทั้งที่ผมเคยบอกไปแล้วตั้งแต่ท้องเธอเริ่มใหญ่ว่าไม่ต้องลุกเหมือนเมื่อก่อนแต่เธอก็ยังคงทำอย่างเคยชิน
“ครับ เรื่องนัดสัมภาษณ์จัดการให้ผมแล้วใช่ไหม” ผมถามออกไปถึงอีกเรื่องสำคัญ เพราะอยากเจอหน้าของผู้หญิงคนนั้นชัด ๆ แล้วว่ามันจะเหมือนกับในรูปแค่ไหน
“เรียบร้อยค่ะ แพรวามาแล้วแต่ตอนนี้ไปเข้าห้องน้ำอยู่ค่ะ” ดาวเดือนตอบกลับมาพร้อมกับพูดถึงใครอีกคนที่ผมนัดมาวันนี้
“ถ้าเธอกลับมาให้เข้าไปพบผมได้เลยนะ” เมื่อเห็นว่าเธอมาแล้วก็ไม่เสียเวลา ผมบอกดาวเดือนก่อนจะเดินเข้าห้องทำงานไป มาก่อนเวลาเร็วดีแบบนี้ก็ดีเหมือนกันหากได้ร่วมงานก็ถือว่ามีความรับผิดชอบ
ผมเข้ามานั่งเปิดแฟ้มบนโต๊ะที่กองรอผมตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเข้างานเลยด้วยซ้ำ นี่แหละชีวิตของประธานบริษัทอย่างผม มันไม่ได้สบายอย่างที่หลายคนคิดกันหรอก เพราะทุกอย่างคือภาระความรับผิดชอบที่หนักมาก
หลังจากนั่งดูเอกสารได้ไม่นานก็ต้องลุกไปหาเอกสารมาดูประกอบที่ตู้ด้านหลังอีกครั้ง เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่ได้นั่งสบาย ๆ รอเซ็นอนุมัติอย่างเดียวเหมือนภาพในฝันของคนไม่รู้หรอกนะ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น และคงจะเป็นดาวเดือนที่พาเด็กใหม่มาสัมภาษณ์นั่นแหละ
“เชิญ” ผมบอกไปโดยไม่ได้หันไปมองเพราะกำลังหาเอกสารอยู่ แต่ได้ยินเสียงรองเท้าดังขึ้นมาใกล้ ๆ โต๊ะ ก่อนจะได้ยินเสียงปิดประตูดังขึ้นตามหลัง
“สวัสดีค่ะ”
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นโดยไม่ใช่เสียงของดาวเดือนอย่างที่ได้ยินประจำ แต่ตอนนี้ผมกำลังยุ่งกับการหาแฟ้มอยู่น่ะสิ
“นั่งรอฉันแป๊บหนึ่ง” ผมบอกก่อนจะไล่สายตาหาแฟ้มต่อจนเจอ และหันกลับมาที่โต๊ะเพื่อนั่งสัมภาษณ์คนที่ผมอยากเห็นหน้าชัด ๆ สักครั้ง
ตุบ! แล้วเสียงแฟ้มที่ดังขึ้นเมื่อกระทบกับพื้นพรมหลังจากมันหลุดจากมือผมร่วงลงไปทันทีที่เห็นกลับมาเห็นหน้าใครอีกคน
ผมได้แต่ยืนมองหน้าผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ และราวกับมันเป็นความฝันไม่ใช่เรื่องจริง
“ลิลิน” ผมเรียกผู้หญิงตรงหน้าออกไปด้วยเสียงที่แผ่วเบาเหมือนกับคนละเมอตามสัญชาตญาณ แต่ก็ดังพอให้เธอได้ยิน เพราะเธอมองหน้าผมแล้วตอบกลับพร้อมกับหัวคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย
“ดิฉันแพรวาค่ะ”
ผู้หญิงตรงหน้าตอบกลับด้วยสีหน้างง ๆ เล็กน้อยเหมือนผมเรียกชื่อเธอผิด ทำให้ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนหน้านี้ออกไปให้หมดแล้วก้มเก็บแฟ้มงานที่พื้นไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเธอด้วยความรู้สึกที่ยังติดค้างกับคำถามมากมาย
“แนะนำตัวอีกครั้งสิ” ผมบอกเธอไปอย่างไม่สามารถหยุดความคิดของตัวเองได้ เพราะอยากได้ยินให้ชัดเจนกว่านี้อีกครั้งว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป และทุกอย่างเป็นแค่เรื่องบังเอิญไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย
“ดิฉันนางสาวแพรวา บุญธรรมรงค์ อายุ 25 ปีค่ะ...”
แล้วผู้หญิงคนนั้นก็พูดต่อแนะนำตัวเองออกมาด้วยข้อมูลพื้นฐานทั่วไป แต่ผมกลับไม่ได้สนใจสิ่งอื่นใดเลยนอกจากเรื่องอายุของเธอ มันเท่ากับลิลินเลย
“เธอเกิดวันไหนนะ” ผมถามออกไปทั้งที่ดูไม่ได้เกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานเลยสักนิด
“8 กันยายน 25xx ค่ะ”
ผู้หญิงคนนี้ตอบกลับเหมือนกับที่เธอเขียนในใบสมัคร และวันเกิดของเธอกับเดือนมันไม่ตรงกับของลิลิน
แต่ทำไมถึงได้เหมือนขนาดนี้นะ
“มีพี่น้องกี่คน” ผมถามต่อเผื่อจะเป็นญาติฝ่ายไหนของกัน
“ดิฉันเป็นลูกคนเดียวค่ะ”
แพรวาตอบออกมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าลิลินก็เป็นลูกคนเดียวเหมือนกัน ผมรู้จักเธอและครอบครัวเธอมานานพอสมควรก็แน่ใจว่าเธอเป็นลูกคนเดียว และที่สำคัญลิลินก็บอกผมเองตอนที่ทำความรู้จักกันใหม่ ๆ ว่าเธอเป็นลูกคนเดียว ไหนจะประวัติของครอบครัวลิลินที่มีให้เห็นตามนิตยสารธุรกิจว่าครอบครัวนี้มีลูกสาวเพียงคนเดียว
แต่ทำไมคน ๆ หนึ่งถึงได้เหมือนกับใครอีกคนหนึ่งได้ราวกับฝาแฝด ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดหรือเป็นญาติห่าง ๆ กันด้วยซ้ำ หรือว่ามันเป็นแค่ความบังเอิญจริง ๆ
“พ่อแม่ล่ะ ทำงานอะไร แล้วบ้านอยู่แถวไหน” แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้ผมยังคงถามต่อเผื่อได้อะไรมากกว่านี้ที่พอจะเชื่อมโยงกันได้สักนิด
“ค้าขายค่ะ ตอนนี้ทำขนมขายที่บ้าน บ้านอยู่แถว...ซอยเดียวกับพี่ดาวเดือนค่ะ แต่ของดิฉันท้ายซอย”
ผมเคยผ่านแถวบ้านของดาวเดือนครั้งสองครั้ง มันคนล่ะที่กับบ้านของลิลินเลย เรียกว่าไม่มีส่วนเชื่อมโยงกันได้
“เธอเกิดและโตที่นั่นมาตั้งแต่เด็ก ๆ เหรอ” ผมถามออกไปอีกครั้ง เผื่อจะมีอะไรที่บอกผมได้มากกว่านี้
แต่คำถามของผมคงไม่เกี่ยวกับงานเกินไป เลยทำเอาผู้หญิงตรงหน้ามองผมด้วยความงงงวยนิดหน่อยก่อนจะตอบกลับทุกคำถามครบถ้วน
“ค่ะ ดิฉันเกิดและโตที่บ้านหลังนั้นตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ ครอบครัวเราไม่เคยย้ายไปอยู่ที่อื่นค่ะ” เธอยืนยันออกมาอีกครั้งอย่างไม่มีอะไรน่าสงสัย
แต่เกิดและโตที่นั่นตั้งแต่เด็ก นั่นก็หมายความว่ามันไม่ใช่คน ๆ เดียวกันได้กับที่ผมคิด แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะมีคนหน้าตาเหมือนกันได้ขนาดนี้ หรือว่าแค่บังเอิญคล้าย?
ไม่! มองยังไงมันก็ไม่เรียกว่าคล้ายได้เลยสักนิด แต่มันเหมือนกันราวกับว่าเป็นคนเดียวกันเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อเธอยืนยันว่าตัวเองเกิดและโตที่นั่นตั้งแต่เด็กแล้วจะให้ผมทำยังไงต่อ มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ใช่เหรอว่าสุดท้ายทุกอย่างแค่บังเอิญและไม่เกี่ยวข้องกันกับสิ่งที่ผมคิดอยู่
“เธอพร้อมเริ่มงานวันไหน” ผมถามคนตรงหน้าออกไปอีกครั้งหลังจากไล่ความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไปและกลับเข้าเรื่องงานอีกครั้ง
แต่ยังไงผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเธอไม่ใช่คนที่ผมคิดจริง ๆ ไม่เกี่ยวข้องเลยจริง ๆ
“หมายความว่า...” แพรวาถามขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มสดใสที่ซุกซ่อนไม่อยู่ราวกับรู้ความหมายนี้ดีอยู่แล้ว
และมันทำให้ผมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดวงตาสดใสเปล่งประกายแบบนี้ของเธอไม่เหมือนกับลิลินเลยสักนิด เพราะสายตาของลิลินไม่ได้เปล่งประกายแบบนี้เนื่องจากเธอไม่ค่อยแข็งแรงและบอบบาง ทำให้แววตาคู่นั้นมักจะเศร้าหมองอยู่บ่อย ๆ
“ใช่ ฉันรับเธอเป็นเลขาของฉัน” ผมตอบกลับไปเป็นการยืนยันให้เธอได้เข้าใจไม่ต้องสงสัยอะไรอีก
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก ๆ เลย ดิฉันพร้อมเริ่มงานได้ทันทีที่คุณติณณภพต้องการเลยค่ะ”
แพรวาพูดด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น ท่าทางของเธอถ้าไม่บอกว่าอายุยี่สิบห้าแล้วผมคิดว่าคงจะพึ่งสิบแปดสิบเก้าก็ไม่เกินจริง เพราะดูยังไงเธอก็เหมือนเด็กน้อยอยู่เลย
ผมคิดถูกหรือคิดผิดกันนะที่รับเธอเข้าทำงาน จะใช้ได้จริง ๆ ใช่ไหม
“งั้นเริ่มงานพรุ่งนี้เลยแล้วกัน เธอจะได้มีเวลาเรียนรู้งานมากหน่อย” แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ หากสุดท้ายเธอทำงานไม่ได้เรื่องจริงก็ต้องเสียเวลาหาใหม่ไม่เป็นไร เพราะเป้าหมายของผมตอนนี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องงานอย่างเดียว
“ค่ะ พรุ่งนี้เลยไม่มีปัญหาค่ะ” เธอตอบรับออกมาอย่างแข็งขันเหมือนพร้อมทันทีแม้จะเป็นวันนี้ก็ตาม
“วันนี้ไม่มีอะไรแล้วคณกลับได้เลย พรุ่งนี้ก็มาทำงานเวลาปกติ รู้เวลาเข้าออกงานใช่ไหม” ผมถามย้ำอีกครั้งหวังว่าไม่ต้องแจกแจงเรื่องเล็กน้อยพวกนี้
“ทราบค่ะ ทราบแล้วเริ่มงานแปดโมงครึ่ง เลิกงานห้าโมงตรง” เธอตอบรับออกมาอย่างถูกต้องครบถ้วน
“อืม งั้นกลับไปเตรียมตัวได้แล้ว” วันนี้ผมได้ถามอะไรมากพอแล้ว ส่วนคำตอบแม้จะไม่ได้ช่วยให้ความสับสนของผมหายไปแต่ผมยังมีเวลาอีกมาก หากได้รู้จักเธอมากกว่านี้ ถามลึกกว่านี้ ถึงตอนนั้นอาจจะไขข้อสงสัยอะไรให้ผมได้
หรือไม่บางที สุดท้ายแล้วมันก็คงไม่พ้นคำว่าบังเอิญอย่างปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ
“งั้นดิฉันลานะคะ สวัสดีค่ะ” แพรวาพูดด้วยรอยยิ้มที่ไม่จางไปจากใบหน้า น้ำเสียงของเธอดูสดใสมีพลังเหลือล้น แล้วยกมือไหว้ลาผมอย่างมีมารยาท
ผมเลยพยักหน้าให้ก่อนเธอลุกออกจากห้องไป ผมได้แต่มองตามหลังของเธออย่างไม่สามารถละสายตาได้ และมองยังไงมองมุมไหนยังไงก็เหมือนราวกับคนเดียวกัน ถึงแม้ว่าบุคลิก แววตา นิสัย การพูดคุยจะไม่ใช่ แต่หน้าตาผมพูดได้เลยว่าคน ๆ เดียวกันอย่างกับแกะ ถึงแม้ว่าความเป็นไปได้มันน้อยมากก็เถอะ
“พี่อยากให้ผู้หญิงคนนี้เป็นเธอนะลิลิน” ผมทิ้งตัวพิงเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรงเมื่อคิดถึงผู้หญิงที่ผมรักและอยากเจอเธอที่สุด เรื่องที่ผมเหมือนจะทำใจได้แล้ว แต่มันก็แค่เหมือน เพราะสุดท้ายผมกลับทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบสองปีที่แล้วไม่ได้เลย
