บทที่ 5 ได้งานแล้ว
แพรวา
เย่! ๆ ๆ ๆ ฉันไม่คิดเลยว่าคุณติณณภพเค้าจะรับฉันเข้าทำงานอย่างง่ายขนาดนี้ เค้าไม่ได้ถามคำถามอะไรที่เกี่ยวกับความรู้ความสามารถเลยสักคำถามเดียว แต่กลับถามคำถามอะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวเฉยเลย ดูแตกต่างจากที่พี่ดาวเดือนบอกเล่าถึงความเข้มงวดของเขาที่ทำให้ฉันเตรียมตัวมาอย่างดีและกดดันไม่น้อย
แต่ช่างเถอะแค่เค้ารับฉันเข้าทำงานแล้วฉันก็ดีใจสุด ๆ ไปเลย ดูแค่ว่าตั้งแต่ออกจากบริษัทจนตอนนี้กลับแทบจะถึงบ้านนี่ฉันยังหุบยิ้มไม่ลงเลยสักนิด ไม่รู้คนที่พบเห็นจะหาว่าฉันบ้าไปแล้วหรือเปล่า
แต่จะว่าไปอีกเรื่อง คุณติณณภพก็หล่อมาก ๆ เลย ฉันเห็นครั้งแรกทำเอาอึ้งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองสักนิด เค้าไม่เหมือนกับที่ฉันคิดไว้ตอนแรกเลยสักนิดว่าต้องหัวล้านลงพุงจากอายุและความเครียด หรือไม่ก็อาจจะเป็นประธานวัยกลางคนค่อนไปทางสูงวัยแล้ว เพราะด้วยบริษัทนี่ใหญ่โตมากขนาดนี้ ใครจะไปคิดว่าทุกอย่างจะกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะเค้าทั้งหล่อ ยังหนุ่มยังแน่น สุขุม ภูมิฐาน และเท่สุด ๆ ไปเลยแหละ
ฉันจะมีเจ้านายหล่อขนาดนี้เลยเหรอ นี่กำไรชัด ๆ เลยอ่ะ
“นี่ค่ะ” ฉันยื่นเงินให้แท็กซี่ที่มาส่งถึงหน้าบ้านอย่างปลอดภัย ก่อนจะรีบลงจากรถเดินเข้าไปหาพ่อกับแม่ด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
“กลับมาแล้วจ้า~” เหมือนเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของฉันไปนานแล้ว เมื่อกลับบ้านมาต้องบอกให้คนที่บ้านรับรู้แม้จะยังไม่มีใครเจอตัวแต่เสียงไปถึงหูแล้วแน่นอน
“เสียงมาก่อนตัวตลอดลูกสาวฉัน”
และก็ตามมาด้วยเสียงบ่นไม่จริงจังเจ้าประจำของแม่เป็นการตอบกลับ ก็เป็นเสียงตอบรับอย่างดีเหมือนเคยทำให้รู้ว่าตอนนี้กำลังพากันอยู่ส่วนไหนของบ้านนั่นเอง
“เป็นไงลูก สัมภาษณ์ได้ไหม” พอเจอหน้าพ่อก็ถามเข้าประเด็นออกมาด้วยความตื่นเต้นไม่น้อยกับเฝ้ารอฉันอยู่
“นี่ใคร นี่แพรวาลูกสาวสุดสวยของพ่อสองแม่ปลื้มนะจ๊ะ ไม่เคยมีคำว่าพลาด!” ฉันตบอกถามพ่อกับแม่ออกไป ก่อนจะตอบกลับไปให้พ่อแม่หายข้องใจด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจไม่ถ่อมตัวสักนิด
“หมายความว่าเค้ารับทำงานแล้วเหรอ” แม่ได้ยินแบบนั้นก็ถามกลับด้วยความตื่นเต้นยิ่งกว่าพ่อในตอนแรกทันที
ทีแบบนี้ล่ะไม่เก็บอาการเลยนะคุณปลื้ม
“ใช่แล้ว! แล้วก็เริ่มงานพรุ่งนี้แล้วด้วย” ฉันยืนยันออกไปอย่างลอยหน้าลอยตากับผลการแข่งขันครั้งนี้ที่ตัวเองเป็นผู้ถูกเลือกเพียงหนึ่งเดียว
“เก่งจริง ๆ ลูกพ่อ แบบนี้ต้องฉลอง!” พอพ่อได้ยินคำตอบรับชัดเจนก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มพร้อมกับหาเรื่องกินดื่มอย่างที่ชอบทำกันประจำเวลามีเรื่องดี ๆ
“รออะไร จัดไปสิจ๊ะ!” และฉันก็เห็นด้วยกับพ่ออย่างง่ายดาย เป็นเรื่องปกติของบ้านเราที่จะมีกิจกรรมครึกครื้นบ่อย ๆ อย่างเช่น การล้อมวง!
“เอาอะไรดีสุกี้ หรือหมูย่างดี” พ่อเสนอสองเมนูประจำขึ้นมาให้เลือก
“เอาสุกี้ดีกว่า ทันกินกว่า ฮ่า ๆ ๆ” ฉันบอกพ่อออกไปพร้อมเหตุผล เพราะหมูย่างเวลาหิว ๆ นะเนื้อสุกไม่ทันกิน แต่สุกี้นี่หิว ๆ ต้มทีเดียวกินแทบไม่ทัน
“จัดไปอย่าให้เสีย” แม่พูดอีกคนอย่างไม่คิดขัด เป็นเรื่องที่เห็นดีเห็นงามพ้องต้องกันเรื่องเดียวเลยมั้ง
เรื่องกินนี่แหละ
“งั้นเดี๋ยวแพรไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปเก็บผักหลังบ้านนะจ๊ะ” ฉันบอกก่อนจะลุกเข้าบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ก็อย่างที่บอกว่าบ้านฉันปลูกต้นไม้เยอะ ทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับเต็มไปหมด แบบว่าอยากกินผักอะไรก็เดินไปสวนหลังบ้านได้เลยแทบไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาซื้อที่ตลาดให้เปลืองเงิน
และอาหารมื้อนี้ของบ้านฉันก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหมือนอย่างเคยคุ้นทุก ๆ วัน นี่แหละความสุขที่เงินหาซื้อไม่ได้
วันต่อมา...
วันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของฉัน ซึ่งแน่นอนว่าพี่ดาวเดือนให้ฉันไปกลับกับพี่เค้าจนกว่าพี่เค้าจะออกโดยไม่มีข้อแม้ ฉันเลยไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไปหลังจากโดนคำสั่งนั้นไปถือเป็นความสะดวกของตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็เกรงใจช่วยค่าน้ำมันอย่างไม่ให้พี่ดาวเดือนปฏิเสธกลับเช่นกัน
“สวัสดีค่ะคุณติณ” เสียงพี่ดาวเดือนพูดพร้อมกับลุกขึ้นไหว้ทักทายผู้เป็นเจ้านาย
“สวัสดีค่ะ” ฉันเห็นแบบนั้นก็เลยลุกขึ้นไหว้ตาม เพราะเมื่อกี้มัวแต่ก้มหน้าอ่านเอกสารแก้เบื่ออยู่เลยไม่ทันได้เห็นได้มองผู้มาใหม่
“ครับ...เดี๋ยวเธอเข้าไปพบฉันข้างในด้วย”
คุณติณณภพรับไหว้พวกเราก่อนจะหันมาบอกฉันแล้วเดินเข้าห้องทำงานไป
“มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ” ฉันหันไปถามพี่ดาวเดือนด้วยความสงสัยทันที กลัวจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ต้องผิดหวังเข้า
“หน้าจะเรื่องสัญญาจ้างนั่นแหละจ้ะ” พี่ดาวเดือนหันมาบอกด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ให้กับความกังวลเกินไปของฉัน
แต่น้องใหม่ก็แบบนี้แหละ ยังไม่รู้ไม่คล่องอะไรเลยคิดเยอะไปหน่อย
“งั้นแพรไปก่อนนะจ๊ะ” พอได้ยินแบบนั้นก็ไม่มีอะไรให้ห่วง ฉันบอกก่อนจะเดินไปเคาะห้องคุณติณณภพสามครั้งตามมารยาท พร้อมกับเปิดประตูและปิดมันลงเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหยุดตรงหน้าโต๊ะทำงานของคุณติณณภพ
“นั่งก่อน” พอเห็นฉันเขาก็เอ่ยขึ้นโดยที่ฉันยังไม่ได้ถามหรือพูดอะไรตามหน้าที่
“ค่ะ” ฉันรับคำแล้วนั่งลงที่เดิมที่มานั่งเมื่อวาน แผ่นหลังตั้งตรงใบหน้าไม่ได้เชิดแต่ไม่ได้ก้มลง ให้เขาเห็นถึงความมั่นใจในตัวของฉันที่จะทำงานข้าง ๆ เขา
“นี่สัญญาจ้าง อ่านทำความเข้าใจแล้วเซ็น มีตรงไหนสงสัยก็ถาม”
คุณติณณภพบอกพร้อมกับยื่นกระดาษมาตรงหน้าฉัน ฉันเลยหยิบมาพลิกดูคร่าว ๆ เพราะเห็นว่ามันมีอยู่หลายแผ่น
“เอาตอนนี้เลยไหมคะ” ฉันถามเผื่อเค้าไม่รีบจะได้ออกไปข้างนอกและอ่านอย่างละเอียดไม่ต้องนั่งให้เขารอนานอยู่ตรงหน้า เผื่อจะเป็นการรบกวนเขาเปล่า ๆ
“อืม อ่านและเซ็นตรงนี้แหละจะได้ถามฉันเอง”
คุณติณณภพบอกออกมา ฉันเลยทำได้แค่พยักหน้าอย่างเข้าใจและลงมืออ่านสัญญาต่าง ๆ ตรงหน้าเขาที่มันแสนจะเยอะเหลือเกิน ดีที่ไม่มีข้อไหนมีปัญหาหรือหน้าเลือดเกินไป เป็นสัญญาการว่าจ้างปกติทั่วไปเหมือนกับที่ฉันเคยเห็นมา จะมีก็แต่เรื่องหนึ่ง...
“เอ่อ ฉันต้องมาพักอยู่ที่พักของบริษัทด้วยเหรอคะ” ฉันถามคุณติณณภพออกไปด้วยความไม่เข้าใจและสงสัยกับสัญญาข้อนี้ เพราะว่าตอนเห็นพี่ดาวเดือนทำงานฉันก็ยังเห็นเธออยู่บ้านปกติไปกลับตลอด แล้วทำไมสัญญาของฉันถึงได้ระบุว่าฉันต้องเข้าพักในที่ที่บริษัทจัดหาให้
“ใช่ อีกไม่นานเราจะขยายสาขา ถึงตอนนั้นงานของฉันจะเยอะมาก และต้องเดินทางบ่อย แน่นอนว่าเธออาจจะเลิกงานดึก หรือมีเรื่องด่วนให้เรียกใช้อย่างกะทันหัน ทางที่ดีคือย้ายมาอยู่ที่พักที่บริษัทจัดให้ไม่ไกลจากตรงนี้ มันจะสะดวกกับการทำงานเดินทางและตอนฉันต้องการมากกว่า”
คุณติณณภพอธิบายออกมาถึงเหตุผลของการให้ฉันย้ายที่อยู่
“ทำไม หรือเธอไม่สะดวกกับเรื่องนี้?” คุณติณณภพถามพร้อมกับมองหน้าฉันอย่างรอคำตอบ
“เปล่าค่ะ ฉันแค่สงสัยเฉย ๆ เพราะเห็นพี่ดาวไปกลับ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว” ฉันรีบตอบกลับไปให้เขาเข้าใจก่อนเขาจะเปลี่ยนฉันออกเอาคนอื่นมาแทนเพราะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่ “แต่ตอนนี้ทราบแล้วค่ะ”
เมื่อฉันได้ยินเหตุผลทุกอย่างจากที่ไม่เข้าใจตอนแรกก็เข้าใจได้ไม่ยาก จึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับเรื่องที่อยู่ที่ไม่ต้องหาเองจ่ายเงินเอง
คือการย้ายมาอยู่แบบนี้มันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก สมัยเรียนฉันก็อยู่หอเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว พ่อกับแม่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเพราะห่วงเรื่องการเดินทางไกลและดึกมากกว่า แต่ฉันก็อยากกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่ไง แต่ไม่เป็นไรหรอก มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร วันไหนเลิกงานเร็วหรือวันหยุดฉันค่อยกลับบ้านแค่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
และพออ่านทำความเข้าใจกับเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันก็จัดการเซ็นรับทราบและยอมรับข้อตกลงทุกอย่างโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
“เรียบร้อยแล้วค่ะ งั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” ฉันยื่นเอกสารไปตรงหน้าบอกคุณติณณภพขึ้น เค้ามองหน้าฉันนิ่งนิดหน่อยแล้วก็พยักหน้าให้โดยไม่ได้พูดอะไรต่อ ฉันเลยเดินออกจากห้องเงียบ ๆ มาเรียนรู้งานของตัวเองต่อ
หลายอาทิตย์ผ่านไป...
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่าสามเดือนแล้วที่ฉันเข้ามาทำงานที่นี่ และพี่ดาวเดือนก็ออกไปได้เดือนกว่า ๆ แล้ว ฉันก็รับหน้าที่เลขาอย่างเต็มตัวด้วยตัวเองแล้วเช่นกัน ยอมรับว่างานหนักเอาการ แรก ๆ ความกดดันค่อนข้างสูง แต่ก็นับว่าผ่านมาได้ด้วยดีจนเริ่มคล่อง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ฉันเคาะประตูห้องทำงานของคุณติณณภพส่งสัญญาณตามมารยาทก่อนจะเปิดเข้าไป
“เอกสารค่ะ สองอันนี้ด่วน” ฉันบอกก่อนจะยื่นแฟ้มสี่เล่มที่ด่วนสองเล่มแยกให้คุณติณณภพเซ็น
“นั่งรอก่อน”
คุณติณณภพบอก ฉันก็ทิ้งตัวนั่งตรงข้ามกับเค้า จากที่เคยฟังพี่ดาวเดือนเล่านิสัยคุณติณณภพให้ฟังว่าเวลางานเค้าจะเข้มงวด จริงจัง ทุกอย่างต้องเป๊ะ ตรงต่อเวลา ช่วงแรก ๆ ฉันก็เกร็ง ๆ กลัว ๆ เหมือนกันนะ แต่เวลาฉันได้เข้าเอาเอกสารมาให้เค้าบ่อย ๆ ได้พูดคุยมาเรื่อย ๆ ฉันยังไม่เห็นความเข้มงวดของเค้าที่แสดงออกถึงความดุเลย แถมส่วนมากยังชอบถามฉันเรื่องที่บ้านบ่อย ๆ ด้วย จนตอนนี้ฉันไม่ค่อยกลัวและไม่ค่อยเกร็งเวลาอยู่กับเค้าสองคนแล้ว
“มองอะไร” เสียงเข้มเอ่ยถามฉันดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ฉันสะดุ้งตกใจที่ถูกจับได้ รีบเรียกสติตัวเองกลับมาแทบไม่ทัน
“เปล่าค่ะ” ฉันปฏิเสธกลับไปอย่างไม่ค่อยแนบเนียนเท่าไหร่ ลืมไปเลยว่าตัวเองเผลอนั่งมองหน้าคุณติณณภพอยู่นานสองนาน
“ก็เห็นอยู่ว่าเธอมองฉัน” แต่คุณติณณภพขยับตัวยื่นหน้ามาใกล้ฉันแล้วหรี่ตามองฉันอย่างจับผิดไม่เชื่อคำแก้ตัวสักนิด
“ฉันก็แค่มองคุณเซ็นเอกสารเองค่ะ” ฉันเลยแก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ แม้ว่าจริง ๆ แล้วจะมองแล้วแอบพิจารณานินทาเค้าอยู่ในใจก็เถอะ แต่มันพูดได้ที่ไหนกันล่ะ
“ก็แล้วไป คิดว่านินทาฉัน” แล้วคุณติณณภพก็ตอบพร้อมขยับตัวนั่งเหมือนเดิม ราวกับรู้ความคิดของฉันจนแอบตกใจ
“ใครจะไปกล้านินทาท่านประธานที่เคารพรักกันล่ะคะ” ฉันพูดออกไปราวกับพนักงานดีเด่นคนหนึ่ง ถึงแม้จริง ๆ จะแอบทำไปแล้วก็เถอะ อิอิ
“หึ! เสร็จแล้ว วันนี้เย็นรอกลับพร้อมฉันนะ”
แล้วคุณติณณภพก็บอกพร้อมกับยื่นแฟ้มมาให้ฉันก่อนจะบอกอีกเรื่องที่ไม่ใช่ครั้งแรก ซึ่งแน่นอนว่าเค้ามักจะไปส่งฉันที่คอนโดบ่อย ๆ ไม่สิ เราสองคนอยู่คอนโดเดียวกันเลยนี่หน่า ตอนแรกฉันตกใจแล้วก็เกรงใจมาก ๆ เลยแหละ แต่คำสั่งของเขาฉันปฏิเสธไม่ได้ก็เลยขี้เกียจปฏิเสธ
ดีซะอีกเพราะฉันได้ประหยัดค่ารถตั้งวันล่ะสี่สิบบาท(ที่จริงมันก็ใกล้บริษัทแต่บางวันเหนื่อยขี้เกียจเดินจะนั่งวินไปกลับแทนไง)
“ได้ค่ะท่านประธานที่เคารพ” ฉันบอกพร้อมกับหยิบแฟ้มบนโต๊ะมาอย่างนอบน้อม
ส่วนไอ้คำนี้อ่ะ ฉันเรียกติดปากตั้งแต่ทำงานได้สองเดือนแรกแล้วอ่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก มันมีหลายเรื่องที่เค้าเหมือนจะถามฉันนะ แต่สุดท้ายมันไม่ใช่คำถามแต่เป็นคำสั่งและเด็ดขาดด้วย ฉันก็เลยเรียกเค้าแบบประชดประชันในช่วงแรก ๆ จนมันติดปากมาถึงทุกวันนี้แล้วไง
“หึ! ยัยบ๊อง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ กับคำพูดออกจากปากคุณติณณภพทันที แน่นอนฉันมีฉายาให้เค้า เค้าก็มีฉายาให้ฉันเหมือนกัน
“งั้นดิฉันขอตัวไปทำงานให้ท่านประธานที่เคารพต่อแล้วนะคะ” ฉันยู่หน้าใส่คุณติณณภพอย่างลืมตัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป
ผู้ชายอะไรหล่อชะมัด ยิ่งเวลายิ้มด้วยนะโลกทั้งใบแทบหยุดหมุนเลย ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้านายนะจะเอาคนนี้แหละไปฝากเป็นลูกเขยของแม่เลย อิอิ
