บทที่ 6 รอยยิ้มที่สดใส

ติณณภพ

ผมนั่งมองร่างบางของเลขาที่เดินออกจากห้องไปด้วยรอยยิ้มอย่างลืมตัว แต่นั่นเพราะแพรวาเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบเกือบสองปีเลยที่ทำให้ผมยิ้มได้อีกครั้ง ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม แต่ความสดใสของเธอมันทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและลืมเรื่องเศร้า ๆ ในหัวใจไปได้หมด ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักกันได้ไม่กี่เดือน แต่เธอก็ทำให้ผมต้องยิ้มตลอดเวลาที่เธอพูดหรือคุยอะไรออกมา

“หึ! เธอมันบ๊องจริง ๆ” ผมพูดพร้อมกับส่ายหัวเมื่อคิดถึงเวลาแพรวาทำนั่นทำนี่ โดยเฉพาะเวลาทำผิดเธอจะต้องมีรอยยิ้มแห้ง ๆ กับคำพูดแก้ตัวที่ฟังแล้วน่าสงสารตลอดจนทำเอาแทบดุไม่ออก “เป็นบ้าไปแล้วเหรอวะไอ้ติณ”

ผมอดว่าตัวเองไม่ได้จริง ๆ เมื่อชักจะอาการหนัก ก็ผมไม่เคยมานั่งคิดถึงใครแล้วยิ้มแบบนี้ เลยรู้สึกแปลกกับตัวเองเหมือนคนบ้า

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะหันมาทำงานของตัวเองต่อ งานก็ค้างเต็มโต๊ะยังจะมานั่งยิ้มเหมือนคนว่างอีก

หลังจากเคลียร์งานได้สักพักใหญ่ ๆ จนเสร็จผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู เลยเวลาเลิกงานมาแล้วยี่สิบนาที แล้วแม่เลขาจอมบ๊องของผมทำไมไม่มาเคาะเตือนผมวะ หรือว่าจะหนีกลับไปก่อนแล้ว

ผมรีบเก็บของบนโต๊ะก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานตัวเองด้วยความรีบร้อน เพราะกลัวว่ายัยบ๊องของผมจะหนีกลับไปก่อนไง ผมอยากกลับกับเธอ และพาเธอไปกินข้าวก่อน แต่พอผมเปิดประตูมาเท่านั้นแหละ ภาพที่ผมเห็นมันทำให้ผมต้องยิ้มออกมาอีกครั้ง

“อะแฮ่ม!” ผมเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของแพรวาก่อนจะกระแอมออกมาไม่เบาเท่าไหร่ แต่เหมือนว่าเจ้าตัวจะยังไม่รู้เรื่อง “อะแฮ่ม!”

ผมกระแอมอีกครั้งดังกว่าเดิม และมันก็ได้ผล

“ค่ะ ๆ” แพรวาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างลนลานก่อนจะเงยหน้ามาเห็นผมที่ยืนหัวเราะอยู่

“แอบหลับก่อนเวลาเลิกงานหรือเปล่า” ผมถามอย่างจับผิดราวกับจะหาเรื่องตำหนิ แต่จริง ๆ แค่อยากแกล้งเธอก็แค่นั้นแหละ

“โถ่! ท่านประธานที่เคารพคะ คุณกำลังใส่ร้ายดิฉันอยู่นะคะ ดิฉันพึ่งหลับตอนที่รอคุณเอง คุณอ่ะช้าแล้วยังให้ฉันรอ แบบนี้ ต้องเสียค่านอกเวลาให้ฉันด้วยนะคะ”

ปากเล็ก ๆ นั่นเถียงออกมาพร้อมกับเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองอย่างไม่ให้เสียเปรียบสักอย่าง ทำเอาผมส่ายหัวให้กับความเจ้าเล่ห์ไม่น้อยของเธอเลย

“งั้นไปหักเอากับค่าอาหารเย็นนี้แล้วกัน” ผมพูดแล้วเดินนำไปที่ลิฟท์ทันทีเป็นอันเข้าใจตรงกันว่าจะพาไปเลี้ยงข้าว

“จริงเหรอคะ! งั้นฉันเลือกร้านเองนะ...รอฉันด้วยสิคะคุณติณ!”

เสียงแพรวาดังขึ้นจากด้านหลังอย่างรีบร้อนเหมือนกลัวผมจะทิ้งให้ตามไปเอง เพราะตัวเธอยังไม่ได้เก็บของไง ผมเลยเดินยิ้มมาที่ลิฟท์ไม่รอเธอ ปล่อยให้วิ่งตามแบบนั้นแหละ

“ฉันไม่หนีหรอก” ไม่นานร่างบางก็มาหยุดยืนหอบอยู่ข้าง ๆ ผม ผมเลยหันไปบอกเธอด้วยรอยยิ้มบนหน้าที่มันไม่จางหายไป

“ได้ยังไงกันคะ คุณชอบแกล้งฉันนี่”

แพรวาว่าออกมาพร้อมยู่หน้าใส่ผมอย่างน่าเอ็นดู นี่เหรอคนอายุยี่สิบห้าแล้ว เด็กชะมัด

“พูดเป็นเล่น ฉันเคยแกล้งอะไรเธอซะเมื่อไหร่” ผมแย้งออกไปก่อนจะเดินเข้าลิฟท์ไปและกดชั้นล่างสุด แต่นึกไม่ออกจริง ๆ นะว่าแกล้งอะไรเธอไป

“ค่า! ๆ ๆ ท่านประธานที่เคารพรักของดิฉัน ไม่เค๊ยไม่เคยแกล้งดิฉันเลยสักครั้งค่ะ”

เสียงบ่นอย่างประชดประชันของแพรวาดังขึ้นอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเงียบไป ผมก็ไม่ได้พูดอะไรต่อจนลงมาถึงข้างล่างเราสองคนก็เดินไปขึ้นรถผมที่นัทเอามาจอดรอไว้ล่วงหน้าตามหน้าที่

“สวัสดีค่ะพี่นัท ไปทานข้าวด้วยกันไหมคะ”

แล้วยัยบ๊องนี่ที่สนิทกับคนไปทั่วก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชวนไอ้นัทที่เป็นทั้งเพื่อนและมือขวาของผมอย่างไม่ถามไถ่เจ้ามือที่เลี้ยง

“สวัสดีครับ เชิญคุณแพรตามสบายเลย”

นัทตอบกลับก่อนจะเดินไปขับรถตัวเองกลับคอนโดไปพักก่อน แน่นอนว่ามันรู้หน้าที่ตัวเองไม่ไปขัดผมหรอก ตอนที่นัทกับพวกพนักงานคนเก่า ๆ เจอแพรวาครั้งแรกต่างก็ตกใจกันไม่ต่างกับผมหรอก ทุกคนก็คิดว่าแพรวาเป็นคน ๆ เดียวกับ... เห้อ! ช่างเถอะในเมื่อตอนนี้ไม่ใช่แล้วก็ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว

“ขึ้นรถได้แล้ว” ผมบอกแม่เลขาตัวน้อยก่อนตัวเองจะเดินขึ้นรถฝั่งคนขับ และพาเธอขับหาร้านอาหาร

“คุณติณอยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ” คนที่บอกจะเลือกร้านอาหารเองแต่พอผมขับรถออกมาสักพักเธอก็ถามขึ้นระหว่างรถติด

“ไม่อ่ะ เธอจะเลือกร้านไม่ใช่เหรอ ตามสบายเลย” ผมบอกออกไปอย่างไม่เรื่องมาก ผมไม่ใช่คนกินยากอยู่ยากอยู่แล้ว เลยไม่เป็นปัญหาอะไร

“อืม~ งั้นคุณติณทานก๋วยเตี๋ยวข้างทางได้ไหมคะ” แพรวาทำท่าคิดก่อนจะถามออกมาอย่างไม่มั่นใจ ว่าแต่ข้างทางงั้นเหรอ

“เธออยากกิน?” ผมถามเธอกลับไป เกริ่นขึ้นขนาดนี้คงต้องอยากกินนั่นแหละ

“ค่ะ” แล้วเธอก็ตอบรับอย่างตรงไปตรงมาไม่เคยปิดบังความคิดหรือความต้องการของตัวเองสักครั้ง

“ได้สิ ฉันกินได้หมดนั่นแหละ” เมื่อเธอตอบกลับผมก็ตอบรับอย่างไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะไม่ใช่คนเรื่องมากอยู่แล้ว

“งั้นคุณติณขับไปเรื่อย ๆ เลยนะคะ เดี๋ยวฉันบอกทางเอง”

เมื่อตกลงกันได้แล้วแพรวาก็พูดด้วยรอยยิ้มดีใจเก็บอาการไม่อยู่ทันที เท่าที่สังเกตมาเลขาของผมเรื่องกินเรื่องใหญ่ที่สุดนั่นแหละ

หลังจากขับรถตามจีพีเอสส่วนตัวมาไม่นานก็ถึงร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำข้างทางที่ดูแล้วคนก็เยอะพอสมควร ผมจอดรถข้างทางที่ว่างอยู่ก่อนจะลงตามแพรวาที่มุ่งหน้าไปจับจองที่นั่งก่อนเรียบร้อยแล้ว ดูชำนาญไม่น้อย

“เอาหมี่เหลืองต้มยำพิเศษหนึ่งค่ะ...คุณติณเอาอะไรคะ” พอนั่งปุ๊บแพรวาสั่งกับเด็กเสิร์ฟก่อนจะหันมาถามผม

“เอาเหมือนกันเลย” ผมบอกออกไปอย่างง่าย ๆ เพราะคนพามาสั่งก็ต้องรู้ดีว่าอะไรอร่อยสิ

“ที่นี่ก๋วยเตี๋ยวต้มยำอร่อยมากเลยนะคะ แต่ถ้าไม่ชอบก็มีน้ำใสให้ด้วย แต่ถ้าคุณติณได้ลองรับรองจะติดใจค่ะ”

หลังจากเด็กเสิร์ฟเดินออกไปแพรวาก็หันมาโฆษณาร้านให้ผมฟังทันที ทำเหมือนเขาให้กินฟรีอย่างนั้นแหละ

“มาบ่อยเหรอ” ผมถามออกไปด้วยความอยากรู้ เพราะร้านนี้ก็ถือว่าอยู่ไม่ห่างกับคอนโดเท่าไหร่

“ค่ะ วันไหนที่ฉันกลับเองก็จะแวะร้านนี้ก่อนตลอดเลย”

เธอตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม แพรวาเป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่ตลอดเวลาจริง ๆ ไม่ว่าเธอจะพูดหรือทำอะไรดูเธอมีความสุขไปซะทุกอย่าง เป็นคนที่ดูมีความสุขง่าย ๆ ได้แม้แต่กับเรื่องเล็ก ๆ แล้วแบบนี้มันจะแปลกอะไรที่จะทำให้ผมต้องคอยยิ้มตามเธอตลอดเวลา เธอทำให้คนที่ได้อยู่ใกล้เธอพลอยผ่อนคลายไปด้วยได้ง่าย ๆ

“ขออนุญาตค่ะ” ไม่นานเด็กเสิร์ฟก็ยกถ้วยก๋วยเตี๋ยวมาวางให้ผมกับแพรวาอย่างที่รอไม่นานเลย

“มาแล้ว ๆ” แพรวาพูดด้วยความตื่นเต้นก่อนจะรับถ้วยก๋วยเตี๋ยวมาทันที และไม่รอช้าเธอลงมือกินโดยไม่ปรุงแม้แต่นิดเดียว

“ไม่ปรุงเหรอ” ผมถามออกไปอย่างแปลกใจเพราะเห็นเธอตั้งท่าจะกินทันที

“ไม่ค่ะ น้ำซุปที่นี่อร่อยถูกปากฉันอยู่แล้วไม่ต้องปรุงเพิ่ม คุณติณลองชิมก่อนปรุงด้วยนะคะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาปรุงเพิ่ม”

แพรวาตอบผมออกมาโดยไม่เงยหน้ามามองผมเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับการคีบเส้นบะหมี่ ผมเลยหันมาชิมของตัวเองเพราะก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน และคำแรกที่ได้ลิ้มลองก็อร่อยของเค้าจริง ๆ  นั่นแหละ ไม่แปลกที่แพรวาจะดูชอบขนาดนี้

ร่างบางของเลขาตัวน้อยของผมนั่งกินไม่พูดไม่จากับผมแม้แต่คำเดียวเลย ดูจริงจังและเคร่งเครียดกว่าตอนทำงานด้วยมั้ง เหมือนกับว่าตรงนี้มีแค่เธอกับถ้วยก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าสองอย่างแค่นั้น ผมนั่งกินไปมองแพรวาไปด้วยรอยยิ้มกับท่าทางการกินเหมือนเด็กของเธอจนอดไม่ได้ยื่นมือไปเช็ดริมฝีปากให้เธอ

“อ๊ะ!!” แพรวาร้องขึ้นด้วยความตกใจเงยหน้ามามองผมด้วยดวงตากลมใสทันที

“โตขนาดนี้แล้วยังกินเลอะเทอะเป็นเด็ก ๆ” ผมพูดว่าให้เธออย่างไม่จริงจังก่อนจะชักมือกลับหลังจากเช็ดปากให้เธอเสร็จราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แฮรรร~ ขอบคุณค่ะ”

แล้วแพรวาก็ยิ้มแห้ง ๆ ตอบกลับมาก่อนจะก้มหน้ากินต่ออย่างไม่ได้คิดหรือสงสัยอะไรสักนิด ไม่รู้จักระวังตัวเลยด้วย

เธอนี่มันจริง ๆ เลย

และเวลาต่อมาไม่นาน ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ตรงหน้าก็จัดการกับจานก๋วยเตี๋ยวของตัวเองหมดก่อนผมอีก แล้วเธอก็หันไปเรียกเด็กเสิร์ฟอีกครั้ง

“น้องคะ เอาหมี่เหลืองต้มยำธรรมดาอีกหนึ่งค่ะ” นั่นคือสิ่งที่ออกจากปากของเธออย่างที่ผมไม่ได้คิดไว้ล่วงหน้า

“ไม่อิ่ม?” ผมอดที่จะถามไม่ได้ ผมรู้อยู่ว่าแม่เลขาตัวน้อยของผมนี่กินเก่งมาก แต่บางทีเธอก็กินเยอะจนผมก็ไม่รู้ว่าเธอเอาไปเก็บไว้ตรงไหนในร่างกาย

“จริง ๆ ก็อิ่มแหละค่ะ แต่ว่าฉันกินไปเผื่อคืนนี้ไง จะได้ไม่หิวดึก ๆ”

เป็นคำแก้ตัวที่ฟังโคตรไม่ขึ้นเลยสักนิด มีใครที่ไหนเขาจะกินเผื่อคืนนี้กัน สรุปก็ยังไม่อิ่มนั่นแหละ

“อายฉันบ้างก็ได้นะ” ผมแกล้งแหย่เธอออกไป เพราะทุกครั้งที่ผมพาเธอไปกินข้าวด้วย เธอก็ไม่เคยเขินอายแบบที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เค้าเป็นกันเลย แต่แพรวากลับสนใจแต่อาหารอย่างเดียวเหมือนลืมว่าตรงหน้าเป็นผู้ชายพ่วงตำแหน่งเจ้านายของเธอ

“ทำไมต้องอายคะ นี่มันเรื่องธรรมชาติ เป็นผู้หญิงก็ทานเยอะได้หน่า”

แพรวาตอบกลับมาอย่างไม่สนใจหรือสงวนท่าทีสักนิด ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องที่ว่าเธอกินเยอะกินน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเธอกินเยอะผมยิ่งชอบ เห็นแล้วน่ารักดี แต่ก็ยังอยากแกล้งเธออยู่ดี

“แต่ฉันเป็นผู้ชายยังกินไปแค่ถ้วยเดียวเอง” แม้ทางร้านไม่ได้ให้เยอะแต่ก็ไม่น้อยเท่าไหร่ แต่ตัวเล็ก ๆ นั่นกลับกินไม่อิ่มไปได้

“ก็ไม่แน่หรอกค่ะ คุณอาจจะรักษาภาพพจน์ไว้ก็ได้ พอกลับไปถึงห้องฉันกลัวว่าจะวิ่งเข้าครัวไม่ทันสะอีก”

แล้วก็แย้งออกมาราวกับว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพมายา มาหาแนวร่วมคนกินเยอะให้เหมือนตัวเองได้อย่างแนบเนียน

“โอเค ฉันไม่เถียงเธอแล้วก็ได้” ปากเล็ก ๆ นี่ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่เอามาเป็นเลขา ขยันหาเหตุผลมาต่อรองนั่นนี่ให้ผมต้องแพ้ตลอดเลย

ทั้งที่เหตุผลพวกนั้นส่วนใหญ่ ฟังไม่ขึ้น!

“ดีแล้วค่ะ ถ้าคุณติณไม่อิ่มจะสั่งอีกก็ได้นะคะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”

จะว่าอะไรได้ยังไงกันล่ะ อย่าลืมว่าผมเป็นคนจ่าย แล้วยังมีหน้ามายิ้มหวานให้ผมอีก

“ฉันจ่ายไหม” โป๊ก!

“โอ๊ย! ก็แค่เป็นห่วงกลัวจะไม่อิ่มเอง” แพรวาร้องออกมาเมื่อโดนผมยื่นมือไปดีดหน้าผาก พร้อมทำปากยื่นเถียงคำไม่ตกฟากอีก

แต่ผมไม่เถียงว่าท่าทางแบบนี้ของเธอก็น่ารักดี

อีกอย่างก๋วยเตี๋ยวข้างทางแบบนี้ ก็อร่อยดีนะ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป