บทที่ 8 ไม่ชอบ
ติณณภพ
หลังจากผ่านมื้อเที่ยงพร้อมกับเสียงบ่นของเลขาตัวน้อยของผมไป เธอก็แยกออกมาทำงานของตัวเอง ส่วนผมก็ทำงานที่เหลือบนโต๊ะต่อเหมือนกัน เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องออกไปพบลูกค้า ส่วนไอ้เรื่องที่เธอบ่นนะเหรอ ก็เรื่องที่ผมให้เธออยู่กินข้าวกับผมตลอดไง
“ทำไมคุณต้องให้ฉันมาทานข้าวกับคุณตลอดเลยละคะ ฉันจะไม่มีเพื่อนคบแล้วนะ”
“บางวันฉันก็อยากทานส้มตำ แต่จะให้สั่งมาทานในห้องคุณมันก็ดูไม่เข้าท่าไป”
“วันหลังคุณให้ฉันออกไปทานกับพวกพนักงานคนอื่น ๆ บ้างนะ”
“คุณเห็นฉันเป็นที่พึ่งทางใจหรือไงถึงขาดฉันไม่ได้เนี่ย ช้าวเที่ยงเย็นก็ต้องมากินข้าวพร้อมกันตลอดเลย หรือว่าไม่เห็นหน้าฉันแล้วไม่เจริญอาหาร”
ปากเล็ก ๆ ที่คอยตักอาหารเคี้ยวด้วยความหิว พร้อมกับเสียงบ่นใส ๆ นั่นทำให้ผมหายเหงาและมีความสุขจริง ๆ อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ แล้วแบบนี้จะโทษผมได้ไงว่าอยากได้ยินเสียงและเห็นหน้าเธอตลอดเวลา ก็ต้องโทษเธอนั่นแหละที่ชอบทำให้ผมยิ้มได้หายเหงาได้แบบนี้
“หึ! ยัยบ๊องเอ้ย” ผมหัวเราะพร้อมกับส่ายหัวเหมือนทุกครั้งที่คิดถึงใบหน้าและน้ำเสียงของแพรวา ก่อนจะลงมือทำงานของตัวเองต่อ
หลังจากเวลาล่วงเลยมาจนตอนนี้บ่ายสองกว่าแล้ว เอกสารบนโต๊ะก็ถูกเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ผมเลยเก็บของที่จำเป็นเดินออกไปด้านนอก
“ป่ะ ได้เวลาแล้ว” ผมเปิดประตูออกมาบอกแพรวาที่นั่งทำงานอยู่อย่างตั้งใจจนน่าขึ้นเงินเดือนให้จริง ๆ
“ค่ะ ๆ รอสักครู่”
แพรวาเงยหน้ามามองก่อนจะก้มหน้าปิดคอมและเก็บของจนเสร็จ ผมเลยเดินนำเธอไปที่ลิฟท์ก่อนทันที
“เตรียมเอกสารพร้อมแล้วใช่ไหม” ผมถามแพรวาออกไป ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยทำงานผิดพลาดแต่ด้วยความเคยชินกับการทำงานผมเลยต้องถามออกไป เผื่อเธอลืมอะไรจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกลับและเสียความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้
“มือระดับนี้แล้ว เรียบร้อยค่ะ”
แพรวาตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอและความไม่ถ่อมตัวอย่างเคยชิน คือถ้าวันไหนเธอไม่ยิ้มนี่คือต้องมีอะไรแน่ ๆ และดูออกได้ง่าย ๆ เลยด้วย เพราะปกติเธอยิ้มและแววตามีความสุขเป็นประกายอยู่ประจำอยู่แล้วจนสามารถมองออกง่ายมากว่ากำลังทุกข์หรือสุข
ไม่นานผมกับแพรวาก็มาถึงร้านกาแฟที่นัดกับลูกค้าไว้ ผมลืมบอกไปสินะว่าผมเป็นเจ้าของโรงแรมหลายสาขาในประเทศ แล้วหนึ่งในงานโรงแรมก็จะเป็นพวกนักธุรกิจหลายประเภทที่ต้องจัดหาที่พักให้กับแขกของตัวเอง เลยเลือกทำสัญญาเรื่องการเข้าพักกับทางโรงแรมของผมในระยะยาวเพราะมันจะได้ราคาที่พิเศษกว่า อีกทั้งได้ห้องพักตามจำนวนไม่มีขาดเหลือ
“สั่งอะไรมากินก่อนก็ได้ ลูกค้าคงยังไม่มา” พอหาที่นั่งที่เป็นส่วนตัวได้ผมก็บอกแพรวาออกไป เพราะนี่มาถึงก่อนเวลาตั้งเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งมันเป็นมายาทของการนัดหมายอยู่แล้วว่าต้องมาก่อนเวลา หากมาก่อนเวลาทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งได้คุยกันเร็วธุระก็เสร็จเร็วขึ้น
“ได้เหรอคะ” พอได้ยินเรื่องกินนี่ตาแพรวพราวเลย รีบถามเหมือนกับกลัวผมจะเปลี่ยนใจทั้งผมไม่เคยถือสาเรื่องกินอยู่ของเธอสักนิด
“เคยไม่ได้ด้วยเหรอ สำหรับเลขากิตติมาศักดิ์ของฉันได้เสมออยู่แล้ว” ผมแซวแพรวากลับไปทันทีพร้อมยกตำแหน่งเลขาดีเด่นให้เธอ
“แหม~ คุณก็พูดเกินไปฉันรู้ตัวอยู่แล้วล่ะค่ะ...งั้นฉันสั่งเลยนะ”
แม่คุณเลขาดีเด่นของผมก็ไม่เคยถ่อมตัวเลยสักครั้งอยู่แล้วด้วย ยิ่งพอได้ยินแบบนี้ออกไปแค่นั้นแหละ แล้วแพรวาก็เลิกสนใจผมหันไปสั่งน้ำกับขนมเค้กมาทันที
“เอาชาเขียวเย็นหนึ่ง เค้กช๊อกฯ หนึ่ง แล้วก็ชาร้อนหนึ่งนะคะ”
ผมหันไปมองแพรวาที่สั่งชาร้อนมา คือไม่รู้ว่าสั่งมากินเองหรือสั่งมาให้ผม แต่ผมไม่ชอบดื่มชานี่สิ
“วันนี้คุณดื่มกาแฟไปสองแก้วแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ดื่มชาไปแล้วกันนะคะ วันนี้หมดโควตา”
เหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่าผมอยากจะถามอะไรเธอ เธอเลยหันมาอธิบายให้ผมฟังหลังจากพนักงานเดินออกไป
“แต่ฉัน...”
“ไม่มีแต่ค่ะ ถ้าไม่ดื่มชาก็เอาน้ำเปล่า เอาไหมคะ”
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบแพรวาก็แทรกขึ้นมาก่อนแล้วยังมีหน้ามาส่งยิ้มหวานให้ผมอีก สรุปผมเป็นเจ้านายเธอ หรือว่าเธอเป็นเจ้านายผมวะ แต่ทำไมผมกลับไม่ได้ไม่พอใจกับสิ่งที่เธอทำเองตามใจแล้วกลับรู้สึกดีมากกว่าจนลืมตัวยกมือไปโยกหัวเธอไปมา
“นี่! ผมฉันเสียทรงหมดแล้วค่ะ”
แพรวาร้องท้วงออกมาพร้อมกับเอนตัวหลบจากมือผมก่อนจะบ่นไปจัดทรงผมตัวเองไป
“หึ!” แล้วด้วยความหมั่นไส้ผมต้องยกมือไปยีผมเธออีกครั้ง
“คุณติณ~~~” แพรวาหันมายู่หน้าใส่ผมแล้วลากเสียงเรียกผม ทำไมยิ่งรู้จักยิ่งน่ารักแบบนี้วะ ไม่คิดว่าการแกล้งคนโตอย่างเธอก็จะสนุกได้แบบนี้เหมือนกัน แต่ก็ยอมหยุดให้ก่อนเธอจะงอนผมจริง ๆ เข้า
หลังจากผมเลิกแกล้งแพรวาได้ไม่นาน ของกินที่เธอสั่งไปก็ถูกเอามาเสิร์ฟไว้ตรงหน้า ซึ่งพอแม่เลขาตัวน้อยพอได้ของกินเมื่อไหร่เจ้านายอย่างผมก็ไร้ค่าทันที มันน่าซื้อให้กินไหมล่ะ
“อร่อยไหม” เมื่อไม่ได้รับความสนใจ ผมก็ต้องเรียกร้องความสนใจอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
“อร่อยมากเลยค่ะ อยากทานไหมเดี๋ยวฉันสั่งให้” แพรวาหันมาตอบนิดหน่อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาตักเค้กเข้าปากตัวเอง
“ชิมดูก่อน” ผมพูดออกไปเหมือนยังไม่เชื่อและยังไม่สั่งจนกว่าจะได้ลอง
“ได้ค่ะ” แพรวาตอบรับอย่างว่าง่ายแล้วยื่นช้อนมาให้ผมได้ชิมมัน
“ป้อนหน่อยสิ ฉันขี้เกียจ” ผมนั่งอยู่ท่าเดิมแล้วบอกแพรวาออกไปอย่างคนขี้เกียจจะขยับในตอนนี้
“แหม~ ท่านประธานที่เคารพของฉันขี้เกียจเป็นด้วยเหรอคะเนี่ย”
ปากเล็ก ๆ บ่นแซวออกมาระหว่างที่ก้มหน้าไปตักเค้กตรงหน้าตัวเองก่อนจะหันมายื่นจ่อปากผม ผมเลยยื่นปากไปรับเค้กในช้อนที่แพรวาป้อน
“อื้อ! อร่อยจริง ๆ ด้วย” ผมพูดออกไปเหมือนจริงจังทั้งที่ตัวเองไม่ได้ชอบกินของหวานเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้อยากกินมันด้วย
“อร่อยใช่ไหมล่ะ ฉันบอกคุณแล้ว ว่าแต่จะเอาไหมคะเดี๋ยวสั่งให้”
แพรวาตอบกลับอย่างที่ตัวเองไม่มีทางโกหก และไม่ลืมจะถามความต้องการของผมอีกครั้ง
“ไม่อ่ะ อิ่มแล้ว” ผมบอกเธอออกไปอย่างไม่เสียเวลาคิด ก็ผมไม่ได้อยากกินตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แค่อยากเรียกร้องความสนใจแค่นั้นเอง
“อ่าว” และพอเธอได้ยินคำตอบของผม แพรวาแจกค้อนให้ผมทันทีก่อนจะหันไปสนใจเค้กตัวเองต่อ
คืออะไร ต่อให้สั่งก็สั่งให้ผมไหม ไม่ได้สั่งให้เธอสักหน่อย ทำไมเหมือนกับไม่พอใจที่จะไม่ได้เค้กชิ้นใหม่ล่ะ
“ขอโทษที่ให้คอยนานครับ” แล้วเสียงเข้มของผู้ชายคนหนึ่งที่เดินมาหยุดที่โต๊ะพูดขึ้น ผมเลยลุกขึ้นไปจับมือทักทาย
“ไม่เป็นไรครับ ผมก็พึ่งมาได้ไม่นาน” ผมตอบกลับไปเพราะนี่ก็ยังไม่ถึงเวลานัด
“สวัสดีค่ะ” แล้วแพรวาที่เห็นแบบนั้นก็รีบกลืนเค้กในปากลุกขึ้นมาทักทายกับลูกค้าที่นัดไว้ทันที
“หึ! ไม่ต้องรีบขนาดนั้นหรอกครับ”
นายพีรพัฒน์หันไปพูดแล้วบอกแพรวาไปด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยพอใจยังไงไม่รู้ ไม่อยากให้ใครมายิ้มให้เธอแบบนี้โดยเฉพาะผู้ชาย
“เชิญนั่งดีกว่าครับ” ผมพูดดักขึ้นก่อนจะนั่งลงที่เดิมของตัวเองแล้วนายพีรพัฒน์ก็นั่งตรงข้ามกับผมก่อนจะหันไปสั่งกาแฟกับพนักงาน
“นี่เอกสารค่ะ”
แล้วแพรวาก็หยิบเอกสารสัญญาออกมาให้นายพีรพัฒน์ดูรายละเอียดต่าง ๆ แต่ประเด็นคือกูให้มึงดูสัญญาไม่ได้ให้ดูเลขากูไง
“ขอบคุณครับ” นายพีรพัฒน์รับไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะลงมืออ่านรายละเอียดสัญญา
“เป็นยังไงครับ มีอะไรจะเปลี่ยนแปลงไหม” ผมถามกลับไป เพราะสัญญาที่ทำมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ลูกค้าเรียกร้องมาก่อนผมก็จะดูความเป็นไปได้อีกที
“ครับ ตามที่ผมต้องการไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมอยากขอเพิ่มสัญญาสักหน่อยได้ไหมครับ”
แล้วนายพีรพัฒน์ก็พูดออกมาพร้อมกับหันไปมองหน้าแพรวา
“ยังไงครับ” ผมถามกลับไปอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง
“ผมขอเพิ่มสัญญาเป็นสามปีครับ”
แล้วนายพีรพัฒน์ก็บอกความต้องการของตัวเองออกมาจากหนึ่งปีเป็นสามปี ซึ่งแน่นอนว่าปกติมันเป็นเรื่องดีสำหรับผม เพราะห้องที่นายพีรพัฒน์เลือกส่วนใหญ่เป็นห้อง Suite ที่เป็นห้องนอนใหญ่สิ่งอำนวยความสะดวกครบ และก็มีหลายครั้งที่เลือกแบบ Bedroom ที่เป็นแยกห้องนอนห้องนั่งเล่น เพราะแขกของนายพีรพัฒน์ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกมีเงินพวกนักธุรกิจอีกทีเหมือนกัน
แต่ตอนนี้ทำไมผมรู้สึกว่าผมไม่ดีใจเลยวะ ทำไมรู้สึกว่าที่มันเพิ่มสัญญาจะเป็นเพราะแม่เลขาตัวน้อยของผม แต่ด้วยหน้าที่การงานที่ต้องหากำไรให้กับบริษัทตัวเอง อีกทั้งยังแสดงออกมากไม่ได้ก็ทำได้เพียงอย่างเดียว
“ครับ ถ้าอย่างงั้นผมจะแก้ไขสัญญาและส่งไปให้ทางเลขาคุณอีกที” ผมบอกมันไป
“ไม่เป็นไรครับ ถ้าสัญญาเสร็จคุณแจ้งผมได้เลย ผมจะเข้าไปเซ็นเอง หรือจะให้เลขาคุณเอามาให้ผมก็ได้”
ชัดเลยครับ ไอ้นี่มันต้องคิดอะไรกับแพรวาแน่นอนเลย เพราะสายตาที่มันมองแพรวามันไม่ได้มองแค่การคุยงานอย่างเดียว
“ครับ เอาแบบนั้นก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรแล้ววันนี้ผมขอตัว” ผมบอกก่อนจะหยิบเอกสารอันเก่าในมือมันกลับมาให้แพรวาเก็บด้วยมือของผมเองก่อนจะบอกลา แต่...
“ผมขอนามบัตรของคุณหน่อยได้ไหมครับ”
แล้วมันก็หันไปพูดกับแพรวาอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแม่เลขาของผมก็ไม่รู้จักปฏิเสธใครเลยจริง ๆ ทำหน้าที่ดีเกินเงินเดือนมาก
“ได้ค่ะ สักครู่นะคะ” แพรวาตอบพร้อมกับก้มหยิบนามบัตรของตัวเองในกระเป๋ามาส่งให้ไอ้พีรพัฒน์
เออไอ้นี่แหละ
“ผมขอตัว” ผมบอกก่อนวางเงินไว้บนโต๊ะแล้วจูงมือแพรวาเดินออกจากร้านกาแฟทันที
“เดินช้า ๆ ก็ได้ค่ะคุณติณ รีบไปไหนคะเนี่ย”
แพรวาบ่นออกมาระหว่างที่เดินตามแรงลากจูงของผมมาที่รถ ก่อนจะเปิดประตูรถให้เธอขึ้นไปแล้วขึ้นมานั่งที่ตัวเอง
“ให้นามบัตรมันทำไม!” ผมถามไปทันทีที่เมื่อขึ้นรถมาได้ รู้สึกหงุดหงิดไปหมดจนคุมเสียงและอารมณ์ตัวเองไม่ได้เลยสักนิด
ทั้งที่ไม่ควรเป็นแบบนี้และเธอดูไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากให้เธอทำและเหมือนเธอไม่ควรทำด้วย
“อ้าว ก็เค้าขอนี่คะ อีกอย่างสัญญาก็ยังไม่ได้เซ็นด้วย” แพรวาตอบกลับมาอย่างไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังทำผิด
“แต่เธอไม่ควรให้มัน ทีหลังถ้าใครขอก็เอานามบัตรฉันให้แทน แล้วถ้ามันโทรมาก็ไม่ต้องไปรับ” ผมพูดจบก็ออกรถกลับคอนโดด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวทันที
ไม่รู้ทำไมเวลามีใครมาคุยกับเธอ ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก และไม่ชอบใจมาก ๆ ด้วย
