บทที่ 3 รูมเมตสายบวก 1
รูมเมตสายบวก
รถยนต์อเนกประสงค์คันย่อมของผิงผิงเลี้ยวเข้าสู่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมหรูใจกลางย่านสุขุมวิท
ตัวตึกสูงตระหง่านดีไซน์โมเดิร์นกระจกสะท้อนแสงแดดยามบ่ายดูแพงระยับสมราคาค่าเช่าหลักแสนที่เอเจนซี่เป็นคนออกให้ เจ้าเอยก้าวขาลงจากรถพลางสวมแว่นกันแดดสีดำอันเดิม สายตากวาดมองรอบตัวด้วยความรู้สึกกึ่งตื่นเต้นกึ่งเหนื่อยใจ
“หรูหราหมาเห่ามากแก พี่หน่อยสายเปย์จัดคอนโดห้องสวีตสองห้องนอนสองห้องน้ำให้เลยนะเว้ย” ผิงผิงพูดพลาดยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ยักษ์ของเจ้าเอยลงจากท้ายรถ
“ก็แน่ล่ะแก เงินลงทุนตั้งห้าล้าน เขาคงคาดหวังให้เราทำคอนเทนต์ออกมาดูแพงสไตล์คู่รักคนดังอยู่แล้ว” เจ้าเอยถอนหายใจยาว มือเรียวช่วยลากกระเป๋าเดินทางอีกใบ
แต่ว่ายังไม่ทันที่สองสาวจะเดินไปถึงประตูทางเข้าล็อบบี้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์ขาดๆ ที่เดินแซงหน้าพวกเธอไปอย่างรวดเร็ว คอปเตอร์สะพายเป้ใบเดียวเดินทอดน่องเชิดหน้าไม่คิดจะหันมามอง หรือยื่นมือมาช่วยผู้หญิงสองคนที่กำลังหอบกระเป๋าพะรุงพะรังเลยสักนิด
“อ้าวไอ้เตอร์!!! มาถึงนานยังวะ ไม่คิดจะช่วยเพื่อนร่วมงานถือของหน่อยเหรอ” ผิงผิงตะโกนไล่หลัง
คอปเตอร์ชะงักเท้า หันใบหน้าหล่อเหลาแต่แววตาเบื่อโลกกลับมามอง เขาลดหูฟังครอบหูสีดำลงไปอยู่ที่คอ พลางเลิกคิ้วมองกระเป๋าเดินทางสี่ใบใหญ่ของเจ้าเอยด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย
“พวกเธอนี่นะ มีมือสองมือเท่ากัน สะพายเป้ตัวเองก็ไม่มีแรงแล้ว เจ้าเอยเขาจะย้ายบ้านหรือจะเปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสอง คอนโดเขาให้อยู่สามเดือน ไม่ได้ให้อยู่สามปี” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยจิกกัดนิ่งๆ ตามนิสัยปากร้ายก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าประตูลิฟต์ไปก่อน
“ไอ้บ้า!!! มันกวนประสาทตั้งแต่วันแรกเลยเว้ย!!!” เจ้าเอยกัดฟันกรอด กำหูหิ้วกระเป๋าแน่นจนมือสั่น
“นี่ฉันต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับกุมารทองปากเสียแบบนี้จริงๆ เหรอวะผิง”
“เอาน่าเอย เพื่อห้าล้าน เพื่อทุบหน้าหน้าหมอพีท ท่องไว้แก ท่องไว้” ผิงผิงปลอบใจพลางดันหลังเพื่อนสาวให้รีบเดินตามเข้าลิฟต์ไป
ห้องพักชั้นสามสิบห้ากว้างขวางและตกแต่งอย่างเรียบหรูโทนสีขาวและเทาอ่อน ผนังฝั่งหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่ที่มองเห็นวิวเมืองกรุงเทพฯ ได้แบบพาโนรามา ห้องนั่งเล่นตรงกลางมีโซฟาหนังตัวยาวเนื้อดีสีครีมตั้งตระหง่าน แสงแดดรำไรที่ส่องเข้ามาทำให้ห้องดูอบอุ่นน่าอยู่ เหมาะแก่การเป็นฉากหลังของคู่รักอินฟลูเอนเซอร์ที่สุด
แต่บรรยากาศความสวยงามพังทลายลงในพริบตา เมื่อเจ้าเอยเริ่มลากกระเป๋าเดินทางสี่ใบเข้ามากลางห้อง ข้าวของเครื่องสำอาง ไฟสปอตไลท์ส่วนตัว และเสื้อผ้าแบรนด์เนมถูกรื้อออกมาวางกองเต็มพื้นที่โต๊ะหน้าทีวี
“นี่เธอ จะจัดร้านขายของหรือไง” คอปเตอร์ที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องนอนฝั่งขวาเอ่ยขึ้น เขาเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นขี่ม้าและเสื้อกล้ามสีดำ เผยให้เห็นช่วงไหล่กว้างและผิวขาวซีดตามสไตล์คนติดเกม
“มุมนั้นฉันจะวางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ตัวเคสคอมฯ รวมจอมอนิเตอร์สามจอขยายกว้างเกือบสองเมตร หลบไปหน่อย”
“นายสิต้องหลบ!” เจ้าเอยเท้าสะเอวหันมาเผชิญหน้า
“นี่มันห้องนั่งเล่น ส่วนกลางย่ะ!!! นายมีห้องนอนตัวเองก็เอาคอมฯ ไปตั้งในห้องสิ จะมาตั้งตรงนี้ทำไม รกสายตา คอนเทนต์คู่รักของฉันต้องใช้แสงตรงมุมกระจกนี้ถ่าย Vlogคาเฟ่ทิพย์เข้าใจไหม”
“แต่พี่หน่อยบอกว่า สัปดาห์ละสามครั้งฉันต้องไลฟ์สตรีมเกมคู่กับเธอตรงห้องนั่งเล่นเพื่อให้แฟนคลับเห็นว่าเราอยู่ด้วยกันจริงๆ” คอปเตอร์กอดอก ยืนค้ำหัวหญิงสาวด้วยส่วนสูงที่ต่างกันเกือบยี่สิบเซนติเมตร
“ถ้าเอาคอมฯ ไว้ในห้อง แฟนคลับจะเห็นพื้นที่ส่วนกลางได้ไง ยัยคุณแฟนปลอมๆ”
“เออจริงด้วยแฮะเอย พี่หน่อยสั่งมาแบบนั้น” ผิงผิงที่นั่งอยู่บนโซฟารีบเสริม ส่งผลให้เจ้าเอยหันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิททันที
“งั้นมานี่เลย!!! มาเคลียร์กันให้รู้เรื่อง” เจ้าเอยทุบโต๊ะอาหารกระจกเสียงดังปัง พลางกวักมือเรียกคอปเตอร์
“ในเมื่อต้องอยู่ด้วยกันสามเดือน เราต้องตั้งกฎเหล็ก ไม่งั้นฉันประสาทแดกตายก่อนจบโปรเจกต์แน่ ผิงเอาซองเอกสารกับกระดาษมา!”
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะกินข้าว เจ้าเอยถือปากกาเคมีแท่งใหญ่ในมือพร้อมกระดาษฟลิปชาร์ต ราวกับกำลังจะเปิดประชุมผู้ถือหุ้นระดับชาติ คอปเตอร์นั่งกอดอกเอนหลังพิงพนัก สายตาจับจ้องท่าทางขึงขังของหญิงสาวด้วยความรู้สึกกึ่งขบขำกึ่งรำคาญ
“ข้อแรก!!!” เจ้าเอยเริ่มเขียนตัวเลขหนึ่งตัวใหญ่ๆ
“พื้นที่ส่วนตัวห้ามล้ำเส้นเด็ดขาด ห้องนอนฝั่งซ้ายของฉัน ห้องนอนฝั่งขวาของนาย ห้ามเข้าห้องของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นมีเหตุไฟไหม้หรือโจรปล้น!”
“เออ!!! ข้อนี้ฉันเห็นด้วย” คอปเตอร์พยักหน้ารับง่ายๆ
“ฉันก็ไม่อยากเดินไปเหยียบเศษแป้งหรือกลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของเธอเหมือนกัน”
“ข้อสอง!!! เรื่องความสะอาด นายเล่นเกมดึกแค่ไหนฉันไม่ว่า แต่กินอะไรเสร็จแล้วต้องล้างทันที ห้ามแช่จานทิ้งไว้ในอ่างเกินหกชั่วโมง ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ไม่ใช่คนใช้ส่วนตัวของนาย”
“แล้วถ้าเธอกินเหลือล่ะ” คอปเตอร์ย้อนถาม เลิกคิ้วกวน
“ฉันไม่มีทางกินเหลือย่ะ!!! และข้อสาม” เจ้าเอยขยับปากกาเขียนข้อความด้วยตัวหนังสือเน้นหนัก
“กฎสำคัญที่สุด... ห้ามคิดจริง ห้ามหวั่นไหวจริง และห้ามแสดงท่าทางคลั่งรักนอกเวลาอัดคลิปเด็ดขาด!!! จบงานหน้ากล้องปุ๊บ เราคือคนแปลกหน้าที่แชร์ค่าไฟกัน โอเคไหม”
คอปเตอร์นิ่งไปนิด ดวงตาสีนิลจดจ้องข้อความบนกระดาษ แววตาของเขาดูวูบไหวไปแวบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งสนิทและเย็นชาตามเดิม เขาคว้าปากกาเคมีจากมือเจ้าเอยมาถือไว้เอง ก่อนจะตวัดตาสบตากับเธอตรงๆ
“งั้นฉันขอเพิ่มข้อสี่” คอปเตอร์เอ่ยเสียงเรียบ
“อยู่ต่อหน้าคนอื่น หรือเวลาที่มีใครมาหาที่ห้อง เราต้องเล่นให้เนียนที่สุด โดยเฉพาะเวลาที่อดีตแฟนเก่าของเธอโผล่หัวมา”
คำว่าแฟนเก่า ทำเอาบรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที เจ้าเอยหน้าตึงขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำเกี่ยวกับหมอพีทและแวตาดราม่าในโลกออนไลน์ยังเป็นแผลสดที่ทำให้เธอเจ็บจี๊ดทุกครั้งที่ได้ยิน
“พี่พีทไม่มาที่นี่หรอก หมอนั่นคบกับยัยมินนี่ไปแล้ว” เจ้าเอยพูดเสียงเบาลง
“หึ!!! คนประเภทนั้นน่ะเหรอจะไม่มา” คอปเตอร์แค่นยิ้มสมเพช
“คนอย่างไอ้หมอพีทที่ฉันเคยเห็นในข่าว มันพวกหลงตัวเองจะตาย พอเห็นเธอเปิดตัวแฟนใหม่ที่หล่อกว่าและดังกว่าในโลกออนไลน์ มีเหรอคนรักศักดิ์ศรีแบบมันจะไม่ดิ้นพล่านทักมาหา”
“นายรู้จักพี่พีทด้วยเหรอ” เจ้าเอยเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
“ไม่รู้จักส่วนตัว แต่คนในมหาลัยเขาเมาท์กันให้แซดว่าแฟนบิวตี้บล็อกเกอร์สายฮาเกาะผู้หญิงกิน พอได้ดีเป็นหมอก็เทสะบัด” คอปเตอร์พูดจาตรงไปตรงมา ไม่มีการรักษาน้ำใจใดๆ
