บทที่ 15 ไม่รักไม่ต้องมาดีกับฉัน
ในวินาทีนั้นเธออยากจะหัวเราะเยาะตัวเองที่ยังคงรู้สึกหวั่นไหวกับน้ำเสียงเขา แม้เขาจะจงใจใช้น้ำเสียงเฉยชา…เพื่อปิดบังบางสิ่งที่เธอเดาได้ แต่ไม่อยากเชื่อว่ามันอาจเป็นความรู้สึกผิด หัวไหล่ปวดแปลบทุกจังหวะหายใจ แต่หัวใจปวดร้าวยิ่งกว่า เพราะรู้ดีว่าแผลนี้…ไม่ใช่แค่ผลจากความรุนแรงทางกาย แต่มันคือรอยตรึงของความรุนแรงที่ฝังลึกลงไปในวิญญาณของเธอแล้ว
เมฆพงษ์ชะงักเมื่อเห็นหยดเลือดที่ไหลซึมผ่านรอยผ้าบางตรงหัวไหล่ข้างที่เขากระชากเมื่อครู่ เขานิ่งงัน…คิ้วเข้มขมวดมุ่นชั่วขณะ แต่นั่นแค่เสี้ยววินาที ก่อนเขาจะบังคับน้ำเสียงของตัวเองให้เฉยชาเหมือนเดิม
“ถ้าเจ็บนักก็ไม่ต้องมาอวดดีให้ฉันเห็นอีก” เขาพูดเสียงแผ่ว เหมือนคำพูดนั้นไม่ได้พูดกับเธอ แต่พูดกลบความรู้สึกผิดในใจของตัวเอง
ลัลน์ลลินไม่ตอบ ไม่มอง ไม่แม้แต่หันหลัง เธอเพียงเดินออกจากห้องช้า ๆ พร้อมน้ำตาที่ยังไหลเงียบ ไม่ทันได้รู้เลยว่าคนด้านหลังจ้องมองตามด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจจะเข้าใจ
เสียงคลื่นซัดชายฝั่งยังดังแผ่วเบาอยู่ไกล ๆ เหมือนจังหวะหัวใจที่กำลังสงบหลังเหตุวุ่นวายพ้นผ่าน บ้านพักทั้งหลังเงียบสงบเมื่อมนต์มีนายังคงหลับสนิทอยู่บนเตียงเล็กในห้องข้าง ๆ ร่างสูงของเมฆพงษ์ยืนมองลูกสาวหลับด้วยแววตาอ่อนลงกว่าปกติ ก่อนจะก้มลงห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วหมุนตัวออกจากห้องโดยไม่ให้เกิดเสียงใด
มือใหญ่ถือกระเป๋าปฐมพยาบาลไว้แน่น ก่อนจะเดินผ่านโถงบ้านไปยังห้องฝั่งตรงข้าม ไม่มีการเคาะ ไม่มีการบอกกล่าว เขาเอื้อมมือบิดลูกบิดประตูและเธอไม่ได้ล็อกห้อง เขาผลักประตูเข้าไปเงียบ ๆ ราวกับมีสิทธิ์เต็มที่ ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควร ไฟสลัวจากโคมไฟข้างเตียงสว่างพอให้มองเห็นเงาสะท้อนบนผนัง ร่างเล็กกำลังยืนหันข้างให้กระจกขณะพยายามปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้วยท่าทางที่ไม่ถนัด บ่าอีกข้างหนึ่งยกได้ไม่เต็มแรงจากอาการอักเสบ
เมฆพงษ์กำลังจะเอ่ยปากเรียก แต่ช้ากว่ามือเรียวที่ปลดเสื้อออกจากไหล่ข้างหนึ่ง เผยให้เห็นผิวเนื้อขาวซีดกับรอยช้ำแดงเป็นแนวยาวบริเวณหัวไหล่ ดวงตาคมชะงักวูบ คิ้วเข้มขมวดแน่นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ว้าย! คุณเข้ามาทำไม ออกไปนะคะ! ออกไป!” เธอร้องเสียงหลง รีบหมุนตัวหันหลังให้ จัดการดึงเสื้อที่ร่นลงจากบ่า และก้าวถอยหลังไปจนชิดขอบเตียง เหมือนขีดเส้นเขตที่เขาห้ามก้าวข้าม
“ขอโทษ…ฉันแค่จะเอายามาให้” เสียงเขาอ้อมแอ้ม แผ่วลงเกินกว่าภาพจำของเมฆพงษ์ที่เธอรู้จัก
“วางไว้ตรงนั้น แล้วคุณก็รีบออกไปเถอะค่ะ” น้ำเสียงที่เอ่ยสั่นพร่าอย่างคนที่พยายามสะกดข่มน้ำตาไว้สุดกำลัง เธอปรายตาหลบเลี่ยง ไม่ยอมสบสายตาของเขา เพราะรู้ว่าหากเผลอมองเข้าไป กำแพงที่ตั้งไว้คงพังทลาย
เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนเสียงขุ่นจะเอ่ยขึ้น “ความระวังตัวของเธอยังเป็นศูนย์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ก่อนถอดเสื้อผ้าทำไมถึงไม่ล็อกห้องให้เรียบร้อยเสียก่อนฮะ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้โกรธเธอ แต่เต็มไปด้วยความโกรธตัวเองที่ปล่อยให้เธอเจ็บถึงขนาดนี้
“ถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์เดียวกับฉัน คุณก็คงโฟกัสอยู่แต่อาการของตัวเองเหมือนกันแหละค่ะ” เธอตอบทั้งที่ยังไม่หันกลับมา “ฉันไม่น่าลืมว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ถามหามารยาทจากคุณ…ซึ่งควรจะเคาะประตูห้องคนอื่นก่อน ไม่ใช่บุกรุกเข้ามาโดยพลการแบบนี้” เสียงนั้นแผ่วลงในตอนท้าย แต่ยังแฝงแรงต้านจากความเจ็บและอับอาย เธอขยับเสื้อผ้าเข้าที่เชื่องช้า มือสั่นน้อย ๆ ในจังหวะติดกระดุมเหมือนต้องสู้กับแรงสั่นของหัวใจ
เขาไม่ตอบโต้เพียงแค่วางกระเป๋ายาไว้บนโต๊ะข้างเตียงเงียบ ๆ แล้วหมุนตัวจะเดินออกไป แต่ขณะเขาหันหลังได้ยินเสียงแสดงอาการเจ็บของเธอดังแผ่วเบา…ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงของความพยายามจะจัดการกับบาดแผลที่ไหล่ของตนด้วยตัวเอง ทว่ากลับทำได้เพียงกลั้นหายใจระงับความเจ็บแปลบ เสียงนั้นสะดุดอยู่ในความทรงจำของเขา เขาจำได้ดีว่าคราวก่อนเธอก็เงียบเช่นนี้ ไม่เคยครางออกมาง่าย ๆ เว้นแต่จะทนไม่ไหวจริง ๆ
มือของเขาหยุดค้างอยู่ที่ลูกบิดประตู ก่อนจะหันกลับมา ราวกับภาพตรงหน้ายึดตรึงเขาไว้ไม่ให้ก้าวไปไหนอีก เพียงเธอเงยหน้ามองและเห็นสีหน้าเขา คำพูดทุกคำที่ตั้งใจไว้ก็พลันหายไปจากริมฝีปาก
“จะให้ฉันทำแผลให้…หรือจะยืนกัดฟันไปจนหมดคืน?” เสียงเรียบต่ำเอ่ยขึ้น แม้ไม่ได้กดดัน แต่กลับชัดพอจะทำให้หัวใจเธอสั่น
เธอไม่ตอบ เพียงยืนนิ่ง ร่างบางสะท้านเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้าอย่างยอมจำนน ขยับตัวเดินไปนั่งที่ปลายเตียง หันหลังให้เขา แม้รู้สึกประดักประเดิด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธการช่วยเหลือจากเขาได้
เมฆพงษ์ไม่เอ่ยถามอะไรอีก ก้าวเข้ามาช้า ๆ พร้อมกระเป๋าปฐมพยาบาลในมือ ก่อนหย่อนตัวลงนั่งบนขอบเตียงด้านหลังเธอ เสียงน้ำหนักตัวกดลงบนฟูกแผ่วเบา แต่พอให้เธอรู้สึกได้ว่าความใกล้ชิดนั้นรุกเข้ามาอีกขั้น
อย่าขยับมาก เดี๋ยวแผลก็เปิดอีก” เขาวางกระเป๋าลงแล้วเอื้อมหยิบสำลีและขวดน้ำยาฆ่าเชื้อ
เธอนั่งตัวแข็ง มือข้างที่เจ็บยังค้างคาอยู่กับชายเสื้อ ไม่กล้าหันมาสบตา กลั้นใจจนลมหายใจตื้น เมื่อเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนลง คล้ายคำสั่งที่ซ่อนความห่วงใยไว้
“หันหลังมาหน่อย ฉันจะทำแผลให้”
“…ขอโทษนะคะ ถ้ามันทำให้คุณลำบากใจ”
“มันน่าจะเป็นเธอมากกว่าที่ลำบาก…ยังจะขอโทษอะไรอีก” น้ำเสียงนั้นไม่เย้ย ไม่ประชด แต่แฝงความลังเล เหมือนเขาเองก็ไม่แน่ใจว่ากำลังทำเพราะอะไร เพราะห่วง หรือเพราะไม่อาจปล่อยเธอไปได้
