บทที่ 1 หมั้นหมาย
ตอนที่1 หมั้นหมาย
ลูกศร
“ยังไงเรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว ยังไงก็ต้องหมั้นกัน” เสียงของฟ้าจารวีหรือป้ารวีดังขึ้นอีกครั้งอย่างเด็ดขาดไม่เปลี่ยนใจหรือให้ใครปฏิเสธ
“แต่เด็กๆ ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าพวกเขายังไม่พร้อม” ตามด้วยเสียงของลุงนพวิชณ์หรือลุงวิชณ์พูดขึ้นตามความคิดเห็นของเจ้าของเรื่อง
“ไม่ได้หรอกค่ะ ยังไงลูกชายเราก็ทำผิดไปแล้ว ยังไงก็ต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ” แต่คุณป้ารวียังคงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเด็ดขาดอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้กับความคิดและการตัดสินใจของตัวเอง และถ้าเกิดเป็นคำขาดของป้ารวีเมื่อไหร่ ทุกคนในบ้านก็จะไม่กล้าขัด
รวมถึงฉันด้วย
“ยังไงก็แล้วแต่แม่เลยครับ” ร่างสูงที่นั่งนิ่งด้านข้างฉันพูดขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเลยสักนิด แต่มันไม่ใช่ว่าเขาเต็มใจหรืออยากทำในสิ่งที่แม่เขาเลือกหรอกนะ ฉันรู้จักเขาดี
“ไม่มีปัญหาก็ดีแล้ว” ป้ารวีได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นอีกครั้งอย่างพอใจกับการเชื่อฟัง
“งั้น ศรขอตัวนะคะ” เมื่อฉันไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรจึงพูดบอกผู้ใหญ่ออกไปอย่างทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่ ซึ่งพวกท่านก็พยักหน้าให้ฉันอย่างไม่ได้รั้งไว้ ฉันเลยลุกขึ้นเดินออกจากห้องรับแขกกลับเข้าห้องตัวเอง
สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ ลูกศร หรือ ศร อีกไม่กี่วัน ฉันก็กำลังจะขึ้นปีหนึ่ง แต่กลับต้องหมั้นหมายอย่างไม่ทันตั้งตัวแล้ว นิสัยของฉันก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ ฉันออกจะดูเรียบง่ายไม่ค่อยอยากมีเรื่องหรือปากเสียงกับใครเท่าไหร่ หรือจะพูดให้ถูกก็ดูเป็นคนง่ายๆ จนหลายครั้งต้องรองรับอะไรๆ หลายอย่างจากใครมากมาย แต่ฉันก็ไม่ได้อ่อนต่อโลกจนยอมไปทุกอย่างหรอกนะ ถึงเวลาฉันหมดความอดทนหรือมันไม่เหมาะจริงๆ ฉันก็สู้เหมือนกันนั่นแหละ แต่ฉันอาจจะมีข้อเสียที่ความอดทนสูงไปหน่อยก็เท่านั้น
ตอนนี้ฉันเป็นเด็กกำพร้า พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตคาที่ทั้งสองคนเมื่อเกือบสิบปีก่อน ทำให้ที่ผ่านมาชีวิตฉันได้ป้าจารวีกับลุงนพวิชณ์ที่เป็นเจ้านายและเพื่อนของพ่อกับแม่รับอุปการะเลี้ยงดูตลอดมาเพราะว่าฉันไม่เหลือใครแล้ว ถึงแม้ว่าฉันจะได้หุ้นของพ่อที่มีในบริษัทของท่านทั้งสองมาห้าเปอร์เซ็นต์จนได้มีเงินเข้าบัญชีทุกเดือนไว้เลี้ยงดูตัวเอง แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้ก็ได้ท่านทั้งสองที่เป็นคนดูแลจัดการให้เสมอ
ส่วนสถานะของฉันตอนนี้ทุกคนก็คงจะได้รู้แล้ว ว่าฉันกำลังจะหมั้นกับลูกชายของท่านทั้งสอง ที่มีอายุห่างจากฉันหนึ่งปี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญหรอกเพราะสิ่งสำคัญคือ เขาไม่ชอบหน้าฉันเท่าไหร่ แต่กลับ...
ย้อนไปเมื่อคืน...
“อื้อ!” ฉันร้องขึ้นด้วยความอึดอัดหลังจากรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกำลังกอดรัดและทาบทับร่างกายของฉันไว้ในห้องของฉัน
ฉันพยายามดันสิ่งที่ก่อกวนนี้ออกไปอย่างเท่าที่จะทำได้แต่กลับไม่เป็นผล จนความรำคาญที่ได้รับมันก่อตัวขึ้นมากกว่าเดิม มันเริ่มลุกลามไปทั่วร่างกายของฉันมากขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ฉันรู้สึกทั้งเสียวจนขนลุกไปทั้งตัว อึดอัด และที่สำคัญมันเจ็บมาก
เมื่อฉันทนความเจ็บเริ่มไม่ได้ มันก็ทำให้ฉันเริ่มรู้สึกตัวมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตื่นขึ้นมาด้วยสติที่เกือบครบถ้วน แต่ความรู้สึกทั้งหมดมันยังไม่ได้หายไปไหน กลับชัดเจนมากกว่าเดิม จนฉันต้องขยับตัวไปเปิดไฟหัวเตียง และภาพที่เห็นก็ทำให้ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“อร้าย!...อื้อ!!!” เสียงกรีดร้องของฉันจากความตกใจถูกกลืนเข้าลำคอทันที หลังจากฉันกำลังจะส่งเสียงร้องออกมาอย่างทำตัวไม่ถูกและตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ปากที่ถูกประกบปิดด้วยปากของคนบนร่างอย่างจาบจ้วงรุกล้ำ จูบไล่ต้อนลิ้นของฉันอย่างเอาแต่ใจดูดดื่ม มันทั้งรุนแรงเอาแต่ใจและหื่นกระหายอย่างมาก จนฉันเจ็บริมฝีปากและลิ้นไปหมดพร้อมกับความมึนเบลอที่ฉันสับสน
เนิ่นนานจนคนบนร่างพอใจเขาจึงยอมผละออกจากจูบของฉันให้เป็นอิสระ ฉันรีบสูดอากาศหายใจเข้าปอดตัวเองหลังจากขาดอากาศหายใจไปนาน ก่อนจะอ้าปากพูด
“ออกปะ...” แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้พูดจบประโยคด้วยซ้ำ เสียงเข้มคุ้นหูก็พูดออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนกับการกระทำของตัวเองเลยสักนิด
“หุบปากหน่า ถ้าดื้อจะเจ็บตัวได้นะ” เขาเอ่ยออกมาด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่เหมือนจะสบายๆ ไม่เห็นว่าการกระทำของตัวเองมันแปลกเลยสักนิด แต่สายตาบ่งบอกได้อย่างดีว่าถ้าไม่ฟังเขาฉันต้องเจ็บตัวจริงๆ
“อึก! พี่ดินทำแบบนี้ทำไม” ฉันถามเขาออกไปเสียงเบาพร้อมเสียงสะอื้นด้วยความผิดหวังเสียใจและไม่เข้าใจเลยสักนิด ทั้งรู้สึกเจ็บปวดส่วนกลางของร่างกายตัวเองไม่น้อย
“อยาก” คำตอบสั้นๆ ดังขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่หลุดออกมาทั้งเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ และดูเหี้ยมไปพร้อมๆ กัน
“.....” ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องมาอยากอะไรกับฉันแบบนี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงแอบเข้าห้องฉันมาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ไม่ชอบหน้ากันด้วยซ้ำ
ฉันพยายามขัดขืนดันเขาออกไปให้พ้นตัว แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือสิ่งที่เขาบอกนั่นคือความเจ็บปวด เขาส่งเสียงขัดใจออกมาอย่างชัดเจนก่อนจะตามมาด้วยการกระทำรุนแรงกับฉันอย่างมาก มากกว่าตอนแรกจนฉันทนไม่ไหว สลบไปทั้งที่ร่างสูงยังคงเคลื่อนไหวอยู่บนร่างของฉัน
แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คงจะเป็นวันใหม่ที่แสนโหดร้ายของฉัน ที่ดันป่วยจนตื่นสายทำเอาป้ารวีขึ้นมาดูและได้เห็นภาพที่น่ารังเกียจหลักฐานชั้นดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ฉันกับลูกชายของท่านนอนเปลือยกอดกันอยู่บนเตียงของฉันนั่นเอง สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดมันเลยบานปลาย จนทำให้ฉันกับพี่แผ่นดินต้องกลายเป็นคู่หมั้นกันโดยปริยาย
