บทที่ 4 แปลก

ตอนที่4 แปลก

พอมาถึงโรงอาหารกลางพวกเราก็เอากระเป๋าไปวางโดยไม่ลืมหยิบกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์ติดมือมาด้วย ก่อนจะแยกย้ายกันไปซื้อข้าวของตัวเอง ซึ่งตอนนี้มันเป็นเวลาเที่ยงพอดีเลยทำให้คนค่อนข้างเยอะจนต้องรอคิวนานหน่อย แล้วยิ่งนี่เป็นโรงอาหารกลางที่อยู่ใกล้หลายๆ คณะแถวนี้ด้วยยิ่งทำให้จำนวนนักศึกษายิ่งเยอะและแออัดกันไปใหญ่

แต่ไม่นานฉันกับเพื่อนก็ได้ข้าวเที่ยงกันเรียบร้อย ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่ที่จองไว้พร้อมกับน้ำและข้าวคนละแก้วคนละจานแล้วเริ่มลงมือกิน

แต่...

“เอ่อ เราขอนั่งด้วยคนได้ไหม” เสียงที่ทักขึ้นทำให้พวกฉันสามคนแทบชะงักช้อนที่จะจ่อปากแล้วหันไปมองผู้มาใหม่ที่เริ่มจะคุ้นเสียงแล้ว

“อ๋อ นั่งสิ” ฉันตอบกลับไปอย่างไม่ได้เรื่องมากก่อนจะยกกระเป๋าตัวเองวางบนตักเพื่อให้พื้นที่แก่เธอ

“ขอบใจนะ” แก้มบุ๋มตอบกลับด้วยรอยยิ้มก่อนจะนั่งข้างๆ ฉันอย่างเป็นกันเอง เพราะว่าฉันนั่งตรงข้ามกับโซดาและคุกกี้ เลยทำให้เธอต้องนั่งข้างฉัน

หลังจากพวกเราใช้เวลากินข้าวกันไม่นานก็เสร็จเพราะหิวมาก จึงนั่งเล่นนั่งย่อยกันต่อนั่งพูดคุยกันไปเรื่อยตามประสาเพื่อน แต่วันนี้คงมีประเด็นให้พูดใหม่นั่นก็คือการซักเด็กใหม่อย่างแก้มบุ๋ม

“เธอย้ายมาจากไหนเหรอ” เป็นคุกกี้ถามออกไปอย่างไม่ได้คิดอะไร เป็นคำถามทั่วไปของเพื่อนใหม่ที่เข้ามาในกลุ่มเท่านั้น

“เรามาจากมหาวิทยาลัย XS น่ะ” แก้มบุ๋มตอบกลับมาอย่างไม่ได้ปิดบังอะไร

“แล้วทำไมถึงได้ย้ายมาล่ะ” คราวนี้เป็นโซดาที่ถามอย่างจับผิดมากถึงเหตุผลการย้ายมากลางคัน

“พอดีเรามีปัญหานิดหน่อยน่ะ เลยต้องย้ายกลับมาคืน” แก้มบุ๋มพูดขึ้นอย่างไม่ได้ปิดบังแต่ก็ไม่ได้บอกกล่าว่าเป็นปัญหาอะไร ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอที่มีสิทธิ์จะไม่พูด

“แปลกนะ เด็กนอกอย่างเธอแต่ดูเรียบร้อยยิ่งกว่าพวกฉันอีก” แล้วอยู่ๆ โซดาก็พูดสิ่งที่คิดออกมาอย่างสงสัยแปลกใจจนเก็บไม่อยู่ แทบจะปิดบังท่าทางจับผิดไม่มิดเลยเพื่อนฉัน

“แฮร่~ พอดีเราไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไปหรอก” แก้มบุ๋มยิ้มแห้งๆ ออกมากับคำถามนั้นก่อนจะพูดขึ้นถึงเหตุผลที่ทำให้เธอดูเป็นแบบนี้ทั้งที่เป็นเด็กนอก

“แล้วเธออยู่ที่นั่นนานแล้วเหรอ” คุกกี้ถามต่อซึ่งยังเป็นคำถามที่ไม่ได้ละลาบละล้วงอะไรขนาดนั้น

“ไม่หรอก เราพึ่งไปตอนจบมอปลายเอง แต่มันมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงกะทันมาก เลยทำให้ต้องย้ายกลับมาคืน” แก้มบุ๋มยังคงตอบออกมาอย่างไม่ได้ปิดบังเรื่องตัวเองเหมือนกับพร้อมทำความรู้จักกับพวกฉันเต็มที่เช่นกัน

“งั้นแสดงว่าตอนมัธยมเธอก็เรียนที่ไทยสิ” คุกกี้ได้ยินแบบนั้นก็ถามต่ออย่างตื่นเต้นเพราะคิดว่าอาจจะเคยรู้จักบ้าง

“อื้มใช่” แก้มบุ๋มตอบกลับตามตรง

“แล้วเรียนที่ไหนเหรอ เผื่อเราจะรู้จักกัน” คุกกี้ถามต่อในสิ่งที่เหมือนจะได้เรื่องคุยกันต่อยาว

“เราเรียนโรงเรียน YT น่ะ” แล้วคำตอบของแก้มบุ๋มก็ทำให้ฉันพวกฉันถึงกับขมวดคิ้วพร้อมกัน

“หืม? นี่มันโรงเรียนเดียวกับพวกฉันสามคนนี่ ทำไมถึงไม่เคยเจอ” โซดาถามออกมาอย่างแปลกใจ และมันก็น่าแปลกใจจริงๆ นั่นแหละที่พวกฉันจะไม่เคยเจอเธอเลย

“ฉันเรียนเอกวิทย์คณิตน่ะ แล้วพวกเธอล่ะ” แก้มบุ๋มตอบพร้อมถามกลับออกมา

“พวกฉันเรียนศิลป์ภาษา” ฉันตอบกลับไปเองเพราะเรียนคนละสายกับเธอ แต่ถึงอย่างนั้นก็น่าแปลกอยู่ดี

“ถึงจะเรียนคนล่ะเอก แต่มันก็มีแค่สิบสามทับรวมกัน ไม่น่าไม่เคยเจอกันได้ เธอก็ออกจะเด่นตาขนาดนี้” โซดาพูดออกมาอย่างวิเคราะห์กับความเป็นไปได้ยากมาก อะไรที่ตัวเองสงสัย เพื่อนฉันก็แบบนี้แหละ ได้คาใจอะไรก็จะไม่เลิกเชื่อจนกว่าจะได้คำตอบที่แน่ชัดด้วยตัวเองและหลายๆ อย่าง

แต่มันก็ไม่ได้ต่างจากที่ฉันคิดและสงสัยเลยเหมือนกัน เพราะมันมีหลายครั้งที่เป็นกิจกรรมเฉพาะชั้นที่เราควรจะผ่านหูผ่านตาเพื่อนร่วมชั้นกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งกับแก้มบุ๋มที่ดูจะโดดเด่นไม่น้อยแต่ทำไมกลับไม่สะดุดตาได้ล่ะ

“ตอนนั้นฉันคงเฉิ่มมากมั้ง เลยไม่ได้เป็นที่สนใจของใครๆ” แก้มบุ๋มได้ยินแบบนั้นก็พูดขึ้นติดตลกด้วยรอยยิ้มแห้งๆ ราวกับเป็นแบบนั้น

“คนอย่างเธอเคยเฉิ่มด้วยเหรอ” โซดาย้อนถามกลับเหมือนอยากรู้และแปลกใจ แต่หากรู้จักมันดีนี่คือคำถามต้อนลงไปอย่างจับผิดหาจุดผิดแปลกของความรู้สึกตัวเอง

ความหมายก็คงจะหมายถึงว่าเคยเป็นเด็กเฉิ่ม เด็กเนิร์ดอะไรแบบนั้นด้วยและมั้ง เพราะว่าแก้มบุ๋มเป็นคนสวยมากนะ ฉันยอมรับ มันเลยทำให้ไม่คิดว่าจะเคยอยู่ในลุคนั้นด้วย

“.....” แล้วแก้มบุ๋มก็เงียบไปด้วยรอยยิ้มแห้งๆ

“ช่างเถอะๆ ได้เวลาเรียนแล้ว ไปเรียนกันเถอะ” ฉันตัดบทออกไปเพื่อไม่ให้เพื่อนเซ้าซี้คนอื่นไปมากกว่านี้เมื่อเจ้าตัวเขาแสดงออกว่าไม่อยากตอบ ไม่งั้นเดี๋ยวยัยโซดาไม่เลิกสงสัยสักที รับรองแก้มบุ๋มโดนซักฟอกจนขาวแน่

แล้วบทสนทนาพวกเราก็เปลี่ยนไปทางอื่นที่ดูจะไม่ได้กดดันสำหรับเพื่อนใหม่เท่าตอนแรก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป