บทที่ 1 เดิมพันสิบล้านกับศักดิ์ศรีบนสังเวียน

ฐานทัพต้องการเงินสิบล้านบาทเพื่อยื้อลมหายใจค่ายมวยของพ่อให้รอดจากการถูกยึด ทว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน มีคนเสนอเงินก้อนถึงห้าแสนบาทให้ แลกกับการทิ้งตัวลงนอนบนพื้นผ้าใบในยกสุดท้าย

เสียงระฆังเปิดยกห้าดังลั่นสังเวียน

“เดินเลยไอ้ทัพ! อย่าไปถอย!”

“ศอกสิวะ! เอาให้หลับคาเวที!”

ฐานทัพดันแผ่นหลังกว้างออกจากเชือกมุมแดง เลือดข้นหนืดจากแผลปริแตกเหนือคิ้วซ้ายไหลซึมเข้าตาจนแสบพร่า รสเฝื่อนคาวคลุ้งอยู่ในโพรงปาก ริมฝีปากล่างบวมเจ่อจนตึง ชายโครงขวาปวดแปลบคล้ายกระดูกร้าวทุกครั้งที่กระเพื่อมลมหายใจ ทว่านัยน์ตาดุดันกลับจ้องเขม็งไปยังคู่ต่อสู้ร่างยักษ์ ไม่มีแววตายอมจำนนแม้แต่วินาทีเดียว

เขาเปิดหน้าแลกเลือดมาสี่ยกเต็ม รับหมัดตรงเข้าเบ้าตาจนภาพเบลอ โดนเตะอัดชายโครงจนแผ่นหลังชาหนึบ ซ้ำร้ายเพิ่งโดนศอกกลับถากคิ้วจนเลือดอาบ ร่างกายทุกส่วนพร่ำร้องให้ทรุดตัวลงนอนพัก แต่เขารู้ดีว่าตัวเองหยุดไม่ได้

“ไหวไหมวะทัพ!”

เสียงครูเสกตะโกนฝ่าเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่ม ชายวัยใกล้เกษียณผู้เป็นทั้งครูฝึกและญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียว กำผ้าขนหนูในมือแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

ฐานทัพปรายตามองผู้เป็นครูแวบหนึ่งแทนคำตอบ ก่อนยกนวมขึ้นตั้งการ์ดแน่น

คู่ต่อสู้ไม่รอช้า พุ่งพรวดเข้ามาปล่อยหมัดแย็บทักทาย ชายหนุ่มโยกหลบ ทว่านั่นเป็นเพียงเป้าหลอก ท่อนแขนแกร่งต้องรีบยกขึ้นบล็อกแข้งขวาที่ตวัดตามมาติดๆ

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังลั่นจนคนดูร้องฮือ

แรงปะทะทำเอาร่างสูงเซถอย อาการมึนงงจู่โจมจนภาพตรงหน้าหมุนคว้าง ฝ่ายตรงข้ามเห็นช่องโหว่จึงเร่งเครื่องเดินหน้า ปล่อยหมัดชุดรัวใส่ หวังน็อกให้จบในยกนี้

เขาถูกต้อนให้ถอยร่นไปเรื่อยๆ จนแผ่นหลังแทบจะแนบติดเชือกเส้นสุดท้าย

วินาทีนั้น ภาพธนบัตรปึกหนาที่ถูกโยนลงตรงหน้าเมื่อช่วงหัวค่ำพลันผุดขึ้นมาในหัว

‘ลงไปนอนในยกห้า เงินสดห้าแสนเป็นของมึง แค่ช่วยส่งเด็กของเสี่ยให้แจ้งเกิดหน่อย’

เสี่ยชาญ ผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังสนามมวย เสนอเงินก้อนโตให้เขาด้วยท่าทีสบายๆ ห้าแสนบาท มากกว่าค่าตัวที่เขาขึ้นชกแลกเลือดเนื้อหลายเท่า มันพอจะต่อลมหายใจให้เด็กในค่าย จ่ายดอกเบี้ยมหาโหด และยื้อเวลาจากเจ้าหนี้ไปได้อีกหลายเดือน

‘ถ้าอยากให้เด็กเสี่ยโปรไฟล์สวย ก็ให้มันชนะด้วยฝีมือตัวเองสิ’

เขาจำได้ดีว่าตอกกลับไปแบบนั้น

‘มึงมีหนี้สิบล้านนะไอ้ทัพ ศักดิ์ศรีมันเอาไปจ่ายดอกเบี้ยไม่ได้หรอกโว้ย’

‘ผมรู้’ เขาจ้องหน้าเสี่ยชาญกลับไปตรงๆ ‘แต่ชื่อค่ายของพ่อผม ก็ไม่ได้มีไว้ให้ใครเอาเงินมาฟาดเล่นเหมือนกัน’

เสียงโห่ร้องรอบเวทีดึงสติฐานทัพกลับมา หมัดขวาของคู่ต่อสู้พุ่งแหวกอากาศตรงเข้าใส่ใบหน้า ชายหนุ่มย่อตัวหลบ ปล่อยให้ท่อนแขนใหญ่เฉียดหัวไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนทิ้งน้ำหนักลงขาหลัง หมุนสะโพกสับศอกกลับเต็มแรง

ปึก!

ปลายศอกกระแทกเข้าคางคู่ต่อสู้อย่างแม่นยำ

ร่างยักษ์ชะงักกึก นัยน์ตาเบิกกว้างก่อนจะลอยคว้าง ฐานทัพไม่ปล่อยให้วินาทีทองหลุดลอย เขาสืบเท้าตาม ยกเข่าลอยกระแทกยอดอกจนอีกฝ่ายตัวงอเป็นกุ้ง ก่อนปิดฉากด้วยหมัดขวาตรงเข้าปลายคางซ้ำอีกดอก

ร่างใหญ่โตหงายหลังฟาดพื้นเวทีเสียงดังสนั่น

คนดูทั้งสนามลุกฮือ กรรมการถลาเข้ามาขวางทันที ก่อนคุกเข่าลงสับมือนับ

“หนึ่ง...สอง...สาม...”

ฐานทัพยืนหอบฮักอยู่ใกล้มุมเวที เลือดจากหางคิ้วหยดแหมะลงบนแผงอก ขณะที่คู่ต่อสู้พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่แขนขากลับอ่อนปวกเปียก

“แปด...เก้า...สิบ!”

กรรมการปราดเข้ามาคว้าแขนฐานทัพชูขึ้นสุดเหยียด

“ผู้ชนะน็อกในยกที่ห้า ฐานทัพ ศิษย์ครูเดช!”

ครูเสกรีบมุดเชือกตามขึ้นมา เอาผ้าขนหนูกดซับแผลที่คิ้วให้ เสียงเฮดังกระหึ่มทันทีที่ประกาศผล

“พี่ทัพคะ มองกล้องนี้หน่อย!”

ชายหนุ่มรับผ้าขนหนูมาซับเลือด ก่อนขยับมุมปากเป็นรอยยิ้มบางๆ ส่งให้กลุ่มแฟนคลับตามความเคยชิน แค่รอยยิ้มมุมปากนั้นก็เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่น

“คืนนี้ไปฉลองด้วยกันไหมคะพี่ทัพ พวกหนูเป็นเจ้ามือเอง!”

“กลับบ้านนอนเถอะครับ” เขาตอบกลั้วหัวเราะ พลางพาดผ้าขนหนูไว้บนบ่ากว้าง “ดึกแล้ว เดี๋ยวแม่ตีเอาหรอก”

เขาไม่ต่อความยาวสาวความยืด ยกมือลาแฟนคลับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนก้าวลงจากเวทีมุ่งหน้าไปห้องพักนักมวย

“มึงจะทำให้หัวใจข้าหยุดเต้นสักวันหรือไง ยืนเปิดหน้าแลกหมัดอยู่ได้”

“ถ้าไม่แลก มันก็ไม่ล้มหรอกครู”

“แล้วถ้าคนที่ล้มเป็นมึงล่ะวะ”

“ก็วันนี้ผมยังยืนอยู่นี่ไง”

“วันหน้าก็ไม่แน่โว้ย!”

ฐานทัพทิ้งตัวลงบนม้านั่งยาว ปล่อยให้ความปวดหนึบแล่นพล่านไปทั่วร่าง หลับตาลงขณะที่ครูเสกจัดการเช็ดคราบเลือดให้

“สรุปค่าตัวเท่าไรครับครู”

“แสนห้า แต่โดนหักค่านายหน้าค่าจิปาถะ เหลือแสนสอง”

บรรยากาศผ่อนคลายเมื่อครู่มลายหายไปทันที ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดขึ้นมา

เงินแสนสองแทบไม่พออุดรูรั่วดอกเบี้ยมหาโหด ไหนจะค่ากินอยู่ของเด็กในค่ายอีกสิบกว่าชีวิต

“พวกมันโทรมาอีกแล้ว” ครูเสกบอกเสียงเครียด “พรุ่งนี้วันสุดท้าย ถ้าไม่มีเงินก้อนไปวาง มันจะเข้ามาปิดค่าย”

ชายหนุ่มก้มมองคราบเลือดที่ซึมติดผ้าพันมือ

ค่ายมวยศิษย์ครูเดชไม่ใช่แค่ที่ดินหรือตึกเก่าๆ แต่มันคือหยาดเหงื่อทั้งชีวิตของพ่อ เป็นที่หลบภัยของเด็กเหลือขอที่ไม่มีที่ไป ถ้าค่ายถูกยึด เด็กพวกนี้ก็คงต้องกลับไปใช้ชีวิตเส็งเคร็งตามเดิม

“เรามีอะไรเหลือให้ขายอีกไหมครู”

“หมดแล้ว รถเก่าๆ ของพ่อมึงก็ขายไม่ได้ราคา ที่ดินหลังค่ายก็ติดจำนองรวมอยู่ในสัญญาหมด”

“ไม่ต้องพูดถึงมันอีก”

“ข้าไม่ได้จะไล่ให้มึงไปล้มมวย แต่…”

“พ่อสอนพวกเราไว้ยังไง ครูลืมแล้วหรือไง”

ครูเสกถอนหายใจเฮือกใหญ่ “จำได้สิวะ”

“ถ้าผมล้มมวยวันนี้ ต่อให้รักษาค่ายไว้ได้ แล้วเด็กในค่ายมันจะเหลืออะไรให้เคารพอีก”

ฐานทัพเอนหลังพิงผนัง ทว่ายังไม่ทันได้พักหายใจ เจ้าหน้าที่สนามก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดตรงหน้าประตู

“คุณฐานทัพ มีคนอยากพบครับ”

ชายคนนั้นบุ้ยปากไปทางรถยุโรปสีดำมันปลาบที่จอดติดเครื่องรออยู่ด้านนอก

“คนของเจ้าสัวธนินท์ครับ ท่านให้มารับคุณไปพบเดี๋ยวนี้”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันทันที

ชื่อของเจ้าสัวธนินท์ทรงอิทธิพลระดับประเทศ บริษัทของเขาคือเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ถือสัญญาค่ายศิษย์ครูเดชไว้

“ไม่ไป” เขาตอบปัดทันทีโดยไม่ต้องคิด

“ท่านฝากบอกว่า เป็นเรื่องหนี้สินของค่ายครับ ท่านกำชับว่า ถ้าอยากรักษาค่ายไว้ ควรไปฟังข้อเสนอด้วยตัวเอง”

ฐานทัพปรายตามองครูเสก ชายวัยกลางคนเม้มปากแน่น แต่แววตากลับฟ้องชัดว่าอยากให้เขาลองคว้าโอกาสนี้ไว้

“งั้นรอก่อน ขอผมล้างหน้าแป๊บ”

“รถจอดรออยู่ครับ”

“ก็บอกให้รอไง”

ชายหนุ่มคว้ากระเป๋าเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่ถึงสิบนาทีก็กลับออกมาในเสื้อยืดสีดำพอดีตัวกับกางเกงยีนตัวเก่ง หน้าตาดูสะอาดสะอ้านขึ้น แต่รอยแตกกับรอยฟกช้ำยังฟ้องชัดเจน

“มีอะไรโทรหาข้านะเว้ยทัพ” ครูเสกตบไหล่เขาเบาๆ

“ระดับเจ้าสัวคงไม่ฆ่าผมหมกป่าหรอกน่าครู”

รถยุโรปมาจอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานส่วนตัว พนักงานในชุดสูทเนี้ยบพากันลอบมองรอยช้ำบนหน้าเขาอย่างตกตะลึง แต่ฐานทัพทำเป็นไม่สนใจ

เขาเดินตามเลขาเข้าไปในห้องทำงานกว้างขวาง เจ้าสัวธนินท์นั่งเอนหลังอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ บนโต๊ะมีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเทาวางรออยู่แล้ว

“เพิ่งลงจากเวทีมาหรือ”

เจ้าสัวทักทาย พลางกวาดตามองสภาพสะบักสะบอมของแขก

“สภาพผมเหมือนเพิ่งไปเดินตากแอร์เล่นหรือไงเสี่ย”

ชายหนุ่มย้อนถามหน้าตาย ไม่มีความประหม่าหรือเกรงกลัวบารมี

ชายสูงวัยไม่ได้โกรธ กลับยกมุมปากขึ้นนิดๆ แล้วเลื่อนแฟ้มเอกสารไปตรงหน้าเขา

“พรุ่งนี้บริษัทฉันจะเริ่มขั้นตอนยึดทรัพย์ค่ายมวยของแก”

ฐานทัพเปิดแฟ้มออกดู ยอดหนี้ตัวแดงเถือกกับหนังสือแจ้งผิดนัดชำระหนี้ประทับตราหลาอยู่บนกระดาษ

“ยอดค้างสองล้าน แกหามาจ่ายได้หรือยัง”

“ถ้าหาได้ ผมคงไม่ต้องไปขึ้นชกจนหน้าแหกแบบนี้หรอกครับ”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันมีข้อเสนอ”

ชายหนุ่มปิดแฟ้มดังฉับ แล้วเงยหน้าสบตาผู้กุมชะตาชีวิตค่ายมวยของเขา นัยน์ตาดุดันไม่มีแววสั่นไหว

“ว่ามาเลยครับ”

“แต่งงานกับลูกสาวฉัน แล้วหนี้สิบล้านของค่ายแก ฉันจะล้างบัญชีให้ทั้งหมด”

บทถัดไป