บทที่ 4 สิบล้านแลกสองปี

ณ ห้องทำงานของเจ้าสัวธนินท์

“แต่งงานกับลูกสาวฉัน แล้วหนี้สิบล้านของค่ายแก ฉันจะล้างบัญชีให้ทั้งหมด”

ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหัว ฐานทัพมองเศรษฐีใหญ่ตรงหน้านิ่งไปอึดใจ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาโดยไม่มีรอยยิ้ม

“ผมเพิ่งโดนเตะก้านคอมาก็จริง แต่สมองไม่ได้เบลอจนฟังภาษาคนผิดใช่ไหมเสี่ย” ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “เอาเงินสิบล้านมาฟาดหัวซื้อผมไปเป็นลูกเขย คุณประเมินราคาผมสูงไป หรือประเมินค่าลูกสาวตัวเองต่ำไปกันแน่”

“ฉันแค่เสนอทางรอดที่แกต้องการ แลกกับสิ่งที่ฉันต้องการ สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย”

“แล้วลูกสาวคุณรู้เรื่องแผนจับคลุมถุงชนนี่หรือยัง”

“รู้แล้ว”

“เธอยอม?”

คนอาบน้ำร้อนมาก่อนเงียบงันไปชั่วอึดใจ

“ยัง”

คำตอบนั้นยิ่งทำให้ฐานทัพหัวเราะในลำคอหนักกว่าเดิม

“งั้นคุณก็กำลังจะใช้บ่วงมัดคอทั้งผมทั้งลูกสาวคุณพร้อมกันเลยสิ”

“ไม่มีใครเอาปืนจ่อหัวบังคับแก ถ้าใจเสาะก็แค่ลุกเดินออกไป แล้วพรุ่งนี้ค่ายของแกก็จะถูกยึดทรัพย์ตามขั้นตอนกฎหมาย”

กรามคมขบเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน เขาเกลียดสไตล์การพูดจาข่มขู่ของคนตรงหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกคำคือความจริงอันโหดร้ายที่เขากำลังเผชิญ

“ทำไมต้องเป็นผม” ชายหนุ่มถามเสียงห้วน

“แกตัวคนเดียว ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เล่นการพนัน ไม่เคยมีข่าวคาวมั่วสุมผู้หญิง และที่สำคัญ... แกมีเดิมพันชิ้นใหญ่ที่ต้องรักษาไว้เท่าชีวิต ฉันรู้ว่าคนอย่างแกไม่มีทางทำแผนของฉันพัง”

“สืบประวัติผมมาซะพรุนเลยสินะ”

“ระดับฉัน ไม่เอาเงินสิบล้านไปละลายแม่น้ำกับคนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าหรอก”

“แล้วลูกสาวคุณไปทำอีท่าไหน ถึงต้องเอาเงินตั้งสิบล้านมาตั้งเตาประมูลซื้อผู้ชายไปแต่งงานด้วย”

เจ้าสัวธนินท์ประสานสายตากับเขานิ่ง ก่อนเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตที่เปิดภาพข่าวสังคมออนไลน์ไปตรงหน้า

ภาพหญิงสาวหน้าตาสวยเฉี่ยว ปรากฏอยู่เคียงข้างชื่อของ ‘กวิน’ ทายาทนักธุรกิจหนุ่มที่กำลังตกเป็นข่าวฉาวกระฉ่อนโซเชียล

“เธอถูกผู้ชายมีเมียแล้วหลอก และตอนนี้เธอกำลังท้องลูกของมัน”

ฐานทัพกวาดตามองเนื้อหาข่าวเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว

“เธอไม่รู้จริงๆ หรือว่าไอ้หมอนั่นมีครอบครัวอยู่แล้ว”

“เธอยืนยันหนักแน่นว่าไม่รู้”

“แล้วคุณเชื่อ?”

“ลูกสาวฉันอาจตัดสินใจพลาดเพราะความโง่เขลา แต่พริมาไม่ใช่ผู้หญิงสิ้นคิดที่จะลดตัวไปแย่งสามีใคร”

ชายหนุ่มเลื่อนแท็บเล็ตคืนให้เจ้าของโต๊ะ

“สรุปคือคุณต้องการให้ผมไปรับหน้าเป็นพ่อเด็ก?”

“ในสายตาสังคม แกจะต้องสวมบทสามีที่แสนดีและพ่อของเด็ก อยู่ในสถานะกำมะลอนั้นอย่างน้อยสองปี หลังจากครบกำหนดสัญญา พวกแกจะหย่าขาดจากกันหรืออยู่กินกันต่อ ฉันไม่บังคับ”

“ส่วนผมก็จะได้ค่ายคืน”

“พร้อมโฉนดที่ดินปลอดภาระหนี้สินทุกบาททุกสตางค์”

ไพ่ทุกใบถูกหงายลงบนโต๊ะ ชัดเจน ตรงไปตรงมา และไร้ความปรานี เพียงแค่เขาจรดปลายปากกาเซ็นชื่อ ค่ายมวยที่พ่อสร้างมากับมือก็จะรอดตาย เด็กอีกสิบกว่าชีวิตจะยังมีหลังคาคุ้มหัว ครูเสกไม่ต้องระเห็จไปนอนข้างถนน และเขาไม่ต้องบากหน้าขึ้นชกจนร่างกายแหลกเหลวเพื่อหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยรายวันอีกต่อไป

แต่ราคาค่างวดของมันคืออิสรภาพสองปีเต็ม รวมถึงการต้องไปสวมเขาเป็นพ่อให้สายเลือดที่เกิดจากความมักง่ายของผู้ชายที่เขาไม่รู้จักแม้แต่เงา

“ถ้าผมปฏิเสธล่ะ”

“พรุ่งนี้เช้า เจ้าหน้าที่จะนำกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ค่ายแก”

สายตาคมกริบหลุบมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ

เมื่อตอนหัวค่ำ เขายังหยิ่งผยอง ปัดข้อเสนอเงินห้าแสนทิ้งอย่างไม่ไยดี เพราะไม่ต้องการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพ่อ แต่ตอนนี้... เงินสิบล้านกำลังถูกตีตราประทับเป็นราคาประมูลซื้ออิสรภาพของเขาทั้งชีวิต

ต่างกันตรงที่ครั้งนี้ สิ่งที่วางเป็นเดิมพันบนหน้าตัก ไม่ได้มีแค่ชื่อเสียงของตัวเขาเองคนเดียว

“ผมยังไม่ตกลง”

คิ้วสีดอกเลาของเจ้าสัวเลิกขึ้นสูง

“แต่ผมจะไปพบลูกสาวคุณ”

“เพื่ออะไร”

“ผมต้องได้ยินจากปากเธอชัดๆ ว่าเรื่องบัดซบทั้งหมดมันเป็นมายังไง และต้องรู้ให้แน่ใจว่าเธอคิดจะใช้ชีวิตร่วมชายคากับผมได้จริงหรือเปล่า”

“พรุ่งนี้เก้าโมงตรง ฉันจะให้คนขับรถไปรับ”

ฐานทัพยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนคว้าแฟ้มหนี้สินมาถือไว้ในมือ

“ไม่ต้อง ผมมีปัญญามาเอง”

“แกไม่กลัวว่าจะปอดแหกเปลี่ยนใจกลางทางหรือไง”

ชายหนุ่มจ้องหน้ามหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลกลับไปอย่างไม่ลดละ

“ถ้าผมตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ต่อให้ใครเอาโซ่ตรวนมาล่ามคอ ก็เปลี่ยนใจผมไม่ได้หรอกครับ”

เขาวางแฟ้มกระแทกโต๊ะดังปึก

“แต่จำคำผมไว้ก่อนนะเสี่ย การที่ผมยอมบากหน้าไปคุยกับลูกสาวคุณ ไม่ได้แปลว่าผมยอมก้มหัวให้เงินของคุณ”

ร่างสูงหมุนตัวเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกจากห้องทำงานไป ทิ้งความกดดันไว้เบื้องหลัง

เมื่อก้าวพ้นกรอบประตูคฤหาสน์ แสงไฟสีส้มที่ประดับประดาตามสวนสว่างไสว แต่มันกลับไม่อาจส่องนำทางให้เขามองเห็นอนาคตข้างหน้าได้ชัดเจนขึ้นเลยแม้แต่น้อย

พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า เขาต้องมาพบผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จัก ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และอาจจะไม่เต็มใจแต่งงานกับเขาพอๆ กัน

โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงสั่นครืดคราด หน้าจอโชว์เบอร์ครูเสกโทรเข้ามาถามไถ่ ชายหนุ่มกดรับสาย

“เป็นไงบ้างวะทัพ เขายอมผ่อนผันให้ไหม”

ชายหนุ่มหันกลับไปมองคฤหาสน์หรูหราอลังการเบื้องหลัง ก่อนตอบ

“เขามีข้อเสนอมาให้ผมครับ”

“ข้อเสนออะไรวะ”

“ไว้ผมกลับไปเล่าให้ฟัง”

ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงครูเสกจะอ่อนลง

“ถ้ามันไม่ไหวก็กลับมาก่อน ค่อยมาสุมหัวคิดกันใหม่ อย่าไปรับปากอะไรบ้าๆ เพราะกลัวพวกข้าไม่มีที่ซุกหัวนอนล่ะ”

ฐานทัพก้มมองข้อนิ้วที่พันเทปเปื้อนเลือดของตัวเอง ต่อให้เขาชกชนะน็อกได้ค่าตัวเท่าคืนนี้ทุกครั้ง เขาก็ไม่มีทางหาเงินมาโปะหนี้ทันพรุ่งนี้เช้า ร่างกายเขาคงพังพินาศก่อนจะได้เงินครบสิบล้าน

“ผมยังไม่ได้รับปากครับ” เขาตอบเสียงเรียบ “แค่ขอลองไปคุยกับเธอก่อน”

หลังวางสาย เขายืนรับลมเย็นอยู่หน้าคฤหาสน์อีกอึดใจ ข้อเสนอห้าแสนเมื่อหัวค่ำสั่งให้เขาทิ้งศักดิ์ศรีกลางสังเวียน แต่ข้อเสนอสิบล้านกำลังจะซื้อเวลาสองปีและชื่อของเขาไปใช้งาน

คราวนี้เขาไม่ได้เป็นคนเดียวที่ต้องจ่าย ผู้หญิงคนนั้นกับเด็กที่ยังไม่เกิดก็ติดอยู่ในร่างแหข้อตกลงนี้เหมือนกัน

เช้าวันถัดมา ก่อนเก้าโมงเล็กน้อย

ฐานทัพยืนส่องกระจกบานร้าวในห้องน้ำของค่าย แผลปริแตกเหนือคิ้วซ้ายได้รับการเย็บแล้ว รอยช้ำตรงโหนกแก้มกับมุมปากกลับบวมเป่งและชัดเจนขึ้นจนเสื้อยืดสีดำสะอาดตากับกางเกงยีนตัวเก่งแทบไม่ได้ช่วยให้สภาพของเขาดูเหมาะกับคฤหาสน์คนรวยเลยสักนิด

ครูเสกยืนกอดอกพิงกรอบประตู ไม่ได้เซ้าซี้ถามย้ำเรื่องข้อเสนอหลังฟังเขาเล่าเมื่อคืน

“มึงแน่ใจนะทัพ”

“ผมแค่ไปคุย ไม่ได้ไปให้ใครลากเข้าห้องหอ”

“ก็ไอ้ปากหมาๆ แบบนี้นี่แหละ ข้าถึงได้ห่วง”

ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก หยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์ยัดใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนเดินออกไปหน้าค่าย เด็กๆ กำลังช่วยกันเก็บกวาดเวทีทำความสะอาดนวมซ้อม บางคนยกมือไหว้ทักทายเขาอย่างร่าเริง ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในวันนี้ บ้านหลังนี้อาจไม่ใช่ที่ของพวกเขาอีกแล้ว

เขาหยุดยืนมองป้ายไม้เก่าๆ สลักชื่อ ‘ค่ายมวยศิษย์ครูเดช’ อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะออกเดินทาง

เมื่อมาถึงคฤหาสน์ แม่บ้านในชุดยูนิฟอร์มเดินนำเขาไปนั่งรอที่โซฟาห้องรับแขก ฐานทัพปฏิเสธน้ำชา นั่งประสานมือไว้บนเข่าแล้วก้มดูนาฬิกาข้อมือ... เก้าโมงตรงเป๊ะ

เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามา เจ้าสัวธนินท์ปรากฏตัวเพียงลำพัง

“ลูกสาวคุณล่ะ”

“อยู่ข้างบน”

“เธอรู้ใช่ไหมว่าผมจะมา”

“รู้”

คำตอบสั้นกุดจนเดาไม่ออกว่าพริมารู้สึกอย่างไร ฐานทัพเอนหลังพิงพนักโซฟา ทอดสายตามองขึ้นไปบนบันไดเวียนหินอ่อนที่ยังไร้เงาคน

เขามาตามนัดแล้ว แต่ก่อนจะลงลึกเรื่องตัวเลข หนี้สิน หรือสัญญาสองปีบ้าบอนั่น เขาต้องได้ยินจากปากผู้หญิงคนนั้นก่อน

เธออยากให้เขาเข้ามาอยู่ในชีวิต หรืออยากไล่ตะเพิดเขากลับไปกันแน่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป