บทที่ 4 ทะเบียนสมรส

“อดีตนักมวย ปัจจุบันเป็นเจ้าของค่ายมวยศิษย์ครูเดช”

พริมาแทบไม่อยากเชื่อว่าบิดาจะจับเธอแต่งงานกับผู้ชายซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่แตกต่างจากเธออย่างสิ้นเชิง

“เขาติดหนี้บริษัทอยู่สิบล้านบาท” เจ้าสัวกล่าว “และค่ายมวยกำลังจะถูกยึด”

“ป๊าเลยเอาหนี้ไปบีบให้เขาแต่งงานกับพริม?”

“ฉันเสนอทางเลือกให้มัน”

“ทางเลือกที่ต้องแลกระหว่างค่ายมวยของครอบครัวกับอิสรภาพของตัวเองเนี่ยนะคะ”

“มันยังไม่ได้ตอบตกลง”

คำตอบนั้นทำให้พริมาโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย

“ถ้าอย่างนั้นเขาคงไม่มา”

เจ้าสัวธนินท์เหลือบมองลูกสาว รอยยิ้มบางๆ ปรากฏตรงมุมปาก

“อย่ามั่นใจนักเลย คนเรายอมทำได้ทุกอย่างเมื่อสิ่งที่รักกำลังจะถูกพรากไป”

“ต่อให้เขายอม พริมก็ไม่ยอมค่ะ”

“เก็บคำปฏิเสธไว้พูดต่อหน้ามันพรุ่งนี้”

“ป๊าคะ!”

ชายสูงวัยเปิดประตู ก่อนทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับมา

“ทนได้ก็ทน”

เขาหยุดเพียงครู่เดียว

“ทนไม่ได้ ก็ต้องทน”

ประตูปิดลง ทิ้งให้พริมาอยู่กับแท่งตรวจครรภ์ หลักฐานการทรยศ และชื่อของผู้ชายแปลกหน้าซึ่งกำลังจะถูกลากเข้ามาอยู่ในชีวิตของเธอ

ฐานทัพ

เธอไม่รู้ว่าเขามีหน้าตาอย่างไร ไม่รู้ว่าเป็นคนแบบไหน และไม่เข้าใจว่าค่ายมวยแห่งหนึ่งจะมีค่ามากเพียงใด ถึงทำให้ผู้ชายคนหนึ่งยอมพิจารณาแลกศักดิ์ศรีกับการแต่งงานโดยไม่มีความรัก

พริมาได้แต่หวังว่าเขาจะเลือกปฏิเสธ เพราะหากฐานทัพก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้พรุ่งนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอคงไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป

เสียงระฆังเปิดยกสุดท้ายดังกังวานไปทั่วสนามมวยชั่วคราวกลางชุมชนแออัด กลิ่นเหงื่อ คาวเลือด และควันบุหรี่ลอยปะปนกับเสียงตะโกนเชียร์ซึ่งดังแทบฟังไม่ได้ศัพท์

“ออกมาเลยไอ้ทัพ อย่าถอย!”

“ศอกมันพี่ทัพ! เอาให้หลับ!”

“อย่าให้มันตั้งตัวได้!”

ฐานทัพยันตัวออกจากเชือกมุมแดง เลือดจากแผลแตกเหนือคิ้วซ้ายไหลปนกับเหงื่อลงมาตามแนวกราม ริมฝีปากล่างบวมช้ำ ชายโครงเจ็บทุกครั้งที่หายใจ แต่แววตายังจับจ้องคู่ต่อสู้ร่างใหญ่กลางเวทีอย่างไม่คิดยอมแพ้

เขาผ่านการชกมาแล้วสี่ยกเต็ม รับหมัดตรงเข้าเบ้าตาจนมองเห็นภาพซ้อน ถูกแข้งขวาอัดชายโครงจนชา และก่อนระฆังดังขึ้น เขาเพิ่งโดนศอกกลับเฉี่ยวคิ้วจนแตก

ร่างกายกำลังส่งสัญญาณให้หยุด

แต่ฐานทัพหยุดไม่ได้

“ไหวไหมวะทัพ!”

เสียงครูเสกตะโกนมาจากข้างเวที ชายวัยห้าสิบปลายผู้เป็นทั้งครูฝึก ผู้จัดการค่าย และญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ กำผ้าขนหนูแน่นด้วยความกังวล

ฐานทัพปรายตามองครูเพียงแวบเดียว ก่อนยกนวมขึ้นตั้งการ์ด

คู่ต่อสู้ไม่รอช้า พุ่งเข้ามาพร้อมหมัดแย็บซ้าย เขาเอียงศีรษะหลบ ก่อนยกแขนรับแข้งขวาซึ่งตามมาติดๆ

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังหนักจนผู้ชมรอบเวทีร้องฮือ

ฐานทัพเซไปครึ่งก้าว อาการมึนงงจู่โจมจนภาพตรงหน้าพร่ามัว คู่ต่อสู้เห็นดังนั้นจึงเร่งเดินหน้า ปล่อยหมัดเป็นชุด หวังปิดฉากให้ได้ภายในยกนี้

เขาถอยหลังหนึ่งก้าว สองก้าว จนแผ่นหลังเกือบชิดเชือกเส้นสุดท้าย

ภาพธนบัตรปึกหนาซึ่งถูกวางไว้ตรงหน้าเมื่อช่วงหัวค่ำ ผุดขึ้นมาในความคิด

“ลงไปนอนในยกห้า เงินสดห้าแสนเป็นของมึง แค่ช่วยส่งเด็กของเสี่ยขึ้นไปหน่อย”

เสี่ยชาญ ผู้จัดมวยซึ่งมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังสนามแห่งนี้ เสนอเงินก้อนนั้นให้เขาอย่างไม่สะทกสะท้าน

ห้าแสนบาทมากกว่าค่าตัวที่ฐานทัพต้องยอมเจ็บตัวขึ้นชกหลายครั้ง มันช่วยค่าอาหารของเด็กในค่าย จ่ายดอกเบี้ย และซื้อเวลาจากเจ้าหนี้ได้อีกระยะหนึ่ง

“ถ้าอยากให้เด็กของเสี่ยได้สถิติสวย ก็ให้มันชนะด้วยฝีมือตัวเอง”

ฐานทัพจำได้ว่าตอบกลับไปเช่นนั้น

“มึงมีหนี้สิบล้านนะไอ้ทัพ ศักดิ์ศรีมันเอาไปจ่ายดอกเบี้ยไม่ได้หรอก”

“ผมรู้”

เขาจ้องหน้าเสี่ยชาญโดยไม่หลบตา

“แต่ชื่อค่ายของพ่อผมก็ไม่ได้มีไว้ให้ใครเอาเงินมาเหยียบเล่นเหมือนกัน”

เสียงเชียร์ดึงฐานทัพกลับเข้าสู่การต่อสู้ หมัดขวาของคู่ต่อสู้พุ่งตรงเข้าหาใบหน้า เขาก้มหลบ ปล่อยให้กำปั้นเฉียดผ่านเหนือศีรษะ ก่อนทิ้งน้ำหนักลงขาหลังและหมุนสะโพกเหวี่ยงศอกกลับ

ปึก!

ปลายศอกกระแทกเข้าปลายคางอย่างแม่นยำ

คู่ต่อสู้ชะงัก ดวงตาพร่าเลือน ฐานทัพพุ่งตามเข้าไป ยกเข่ากระแทกกลางลำตัวจนอีกฝ่ายงอตัว ก่อนปิดฉากด้วยหมัดตรงขวาเต็มแรง

ร่างใหญ่หงายหลังลงบนพื้นเวที

เสียงผู้ชมระเบิดขึ้นพร้อมกัน กรรมการรีบเข้ามาขวาง ก่อนเริ่มนับ

“หนึ่ง…สอง…สาม…”

ฐานทัพยืนหอบอยู่ใกล้มุมเวที เลือดจากแผลเหนือคิ้วไหลลงมาถึงกราม ขณะที่คู่ต่อสู้พยายามยันตัวขึ้น แต่แขนขากลับไม่เหลือเรี่ยวแรง

“แปด…เก้า…สิบ!”

กรรมการคว้าแขนฐานทัพขึ้นชู

“ผู้ชนะน็อกในยกที่ห้า ฐานทัพ ศิษย์ครูเดช!”

ครูเสกรีบตามมาประกบ ก่อนยกผ้าขนหนูกดแผลเหนือคิ้วให้เสียงเฮดังกระหึ่มทันทีที่กรรมการชูมือประกาศชัยชนะ กลุ่มแฟนมวยสาวซึ่งจับจองพื้นที่หน้าเวทีส่งเสียงกรี๊ดจนแทบกลบเสียงพิธีกร หลายคนโบกป้ายไฟชื่อฐานทัพเหนือศีรษะ บ้างยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายคลิป บ้างเบียดกันเข้ามายื่นดอกไม้ ผ้าขนหนู และขวดน้ำให้ถึงขอบเวที จนเจ้าหน้าที่ต้องรีบเข้ามากั้นไม่ให้กรูขึ้นไปหาเขา

“พี่ทัพ มองกล้องนี้หน่อยค่ะ!”

“คืนนี้ไปฉลองกับพวกหนูนะคะ!”

“พี่ทัพขา ขอถ่ายรูปคู่หน่อย!”

ฐานทัพรับผ้าขนหนูจากเจ้าหน้าที่มาซับเลือดตรงคิ้ว ก่อนหันไปยกมุมปากให้กลุ่มแฟนคลับตามนิสัย เพียงรอยยิ้มเดียวก็เรียกเสียงกรี๊ดดังขึ้นกว่าเดิม

หญิงสาวคนหนึ่งพยายามยื่นช่อดอกไม้ข้ามเชือกเวทีมาให้ เขาจึงเอื้อมไปรับไว้ตามมารยาท

“คืนนี้ไปฉลองด้วยกันไหมคะพี่ทัพ พวกหนูเลี้ยงเอง!”

“กลับบ้านก่อนเถอะ”

เขาตอบเสียงเรียบ พร้อมพาดผ้าขนหนูไว้บนบ่า

“ดึกแล้ว เดี๋ยวแม่ตี”

คำตอบกวนๆ ทำให้กลุ่มแฟนคลับทั้งหัวเราะทั้งส่งเสียงกรี๊ด บางคนยังพยายามเดินตามไปขอถ่ายรูปและขอลายเซ็น จนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเปิดทางให้

ฐานทัพยกมือทักทายพวกเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเดินลงจากเวทีท่ามกลางเสียงเรียกชื่อที่ดังไล่หลัง มุ่งหน้าไปยังห้องพักนักมวยด้านหลังราวกับคุ้นชินกับการถูกสาวๆ รุมล้อมเช่นนี้เป็นประจำ

“มึงจะทำให้หัวใจข้าหยุดเต้นสักวันหรือไง ยืนแลกหมัดจนหน้าแหกอยู่ได้”

“ถ้าไม่แลก มันก็ไม่ล้ม”

“แล้วถ้ามึงล้มก่อนล่ะวะ”

“วันนี้ผมยังยืนอยู่”

“วันหน้าก็ไม่แน่!”

ฐานทัพไม่เถียงต่อ เขาทิ้งตัวลงบนม้านั่งไม้ ปล่อยให้ครูเสกจัดการเช็ดเลือด ก่อนถามถึงสิ่งที่สำคัญกว่าอาการบาดเจ็บ

“ค่าตัวเท่าไรครู”

“หนึ่งแสนห้าหมื่น แต่โดนหักโน่นหักนี่ เหลือแสนสอง”

คำตอบทำให้สีหน้าของเขาเคร่งลง

เงินแสนสองแทบไม่พอชำระดอกเบี้ย ไหนจะค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายของเด็กในค่ายอีกสิบกว่าชีวิต

“เจ้าหนี้โทรมาอีกแล้ว” ครูเสกบอกเสียงเบา “พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย ถ้าเรายังหาเงินก้อนมาจ่ายไม่ได้ เขาจะเข้ามาปิดค่าย”

ฐานทัพก้มมองคราบเลือดบนผ้าพันมือ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป