บทที่ 5 หมาจนตรอก

“คุณฐานทัพมาถึงแล้วค่ะคุณพริม”

พริมาละสายตาจากนาฬิกาแขวนผนัง เข็มยาวเพิ่งเคลื่อนพ้นเลขสิบสองไปไม่กี่ช่อง ผู้ชายคนนั้นมาตามนัดตอนเก้าโมงตรงเป๊ะราวกับตั้งเวลาไว้

ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เธอเฝ้าภาวนาให้เขาหยิ่งผยองพอที่จะปฏิเสธข้อเสนอคลุมถุงชนของบิดา กระทั่งได้ยินเสียงเครื่องยนต์แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขคฤหาสน์ เธอก็ยังพยายามบอกตัวเองว่าอาจเป็นเพียงแขกคนอื่น ทว่าถาดอาหารเช้าในมือป้าจันทร์พร้อมกับคำรายงานเมื่อครู่ ก็พังทลายความหวังลมๆ แล้งๆ ของเธอลงจนหมดสิ้น

“ป๊าให้ขึ้นมาตามหรือคะ”

“ค่ะ คุณผู้ชายรออยู่ที่ห้องรับแขกด้านล่างแล้ว”

พริมาก้มมองโทรศัพท์ที่คว่ำหน้าอยู่บนเตียง เธอตั้งค่าปิดเสียงแจ้งเตือนตั้งแต่เมื่อคืน แต่ความเงียบไม่ได้ช่วยลบเลือนความร้าวรานที่เพิ่งเผชิญ วันนี้เธอยังคงตั้งครรภ์ ผู้ชายสารเลวคนนั้นยังมีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และบิดาของเธอก็ยังดื้อดึงเชื่อว่า การใช้เงินสิบล้านซื้อผู้ชายแปลกหน้ามาสวมรอยเป็นสามีคือทางออกที่สมบูรณ์แบบที่สุด

“พริมยังไม่พร้อมลงไปพบเขาค่ะ”

ป้าจันทร์ถอนหายใจแผ่วเบา วางถาดแซนด์วิช ผลไม้ และแก้วนมอุ่นลงบนโต๊ะมุมห้อง ก่อนหันกลับมามองคุณหนูที่นั่งอยู่ปลายเตียง

“ให้ป้าลงไปเรียนคุณผู้ชายว่าขอเวลาเตรียมตัวอีกสักครู่นะคะ”

“ไม่ใช่เรื่องแต่งตัวค่ะป้าจันทร์” พริมาเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาที่แม้จะบวมช้ำแต่ยังคงความหยิ่งทะนง “พริมไม่มีความจำเป็นต้องลงไปเจรจากับคนที่ป๊าใช้เงินซื้อมา”

เธอยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะยุติเรื่องบ้าบอนี้อย่างไร ในเมื่อการปฏิเสธของเธอ อาจหมายถึงการทุบหม้อข้าวและยึดที่ซุกหัวนอนของเด็กอีกสิบกว่าชีวิต แต่ถ้าให้เธอกัดฟันตอบตกลง มันก็คือความเห็นแก่ตัวที่ดึงคนแปลกหน้ามารับภาระจากความผิดพลาดที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วม

“พริมไม่อยากแต่งงานบังหน้า และพริมก็ไม่ได้อยากดึงใครมาเดือดร้อนเพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเอง”

“ป้าเข้าใจค่ะ แต่บางที... เขาอาจจะมีเรื่องอยากตกลงกับคุณหนูเป็นการส่วนตัวเหมือนกันนะคะ”

กลิ่นของนมอุ่นลอยมาแตะจมูก อาการพะอืดพะอมตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยจนพริมาต้องยกมือปิดปากแล้วเบือนหน้าหนี ป้าจันทร์รีบขยับถาดออกห่าง

“ถ้าอย่างนั้น... ป้าจะลงไปบอกว่าคุณหนูยังไม่สะดวกรับแขกนะคะ”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพยักหน้าช้าๆ

เมื่อบานประตูปิดลง พริมาจึงพยุงร่างลุกจากเตียง เดินไปหยุดอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ ใบหน้าซีดเซียวสะท้อนกลับมา หญิงสาวทาบฝ่ามือลงบนหน้าท้องที่ยังแบนราบ

เธอไม่อยากให้ฐานทัพมาเห็นสภาพที่เปราะบางของเธอ ไม่อยากต้องมานั่งรอให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ประเมินพิจารณาว่าจะยอมรับเธอเป็นภรรยาหรือไม่ และที่รับไม่ได้ที่สุด... คือการต้องทนฟังว่าชีวิตของเธอกับลูก มีราคาค่างวดเท่ากับหนี้สิบล้านบาท

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้จังหวะการเคาะหนักหน่วงและเร่งเร้า

“เข้ามาค่ะป้าจันทร์”

ทว่าคนที่ผลักประตูเข้ามากลับไม่ใช่แม่บ้านเก่าแก่ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีดำรัดรูปและกางเกงยีนสีเข้มก้าวอาดๆ เข้ามาในอาณาเขตส่วนตัวของเธออย่างถือวิสาสะ

พริมาเบิกตากว้าง สูดลมหายใจลึกเมื่อเห็นสภาพของผู้มาเยือนเต็มสองตา

เรือนกายกำยำนั้นสูงใหญ่กว่าที่เธอจินตนาการไว้ ช่วงไหล่กว้างตึงแน่นไปด้วยมัดกล้าม ใบหน้าคมคายดุดันมีพลาสเตอร์ปิดแผลสดเหนือคิ้วซ้าย รอยเขียวช้ำตรงโหนกแก้มและมุมปากยิ่งขับให้เขาดูเถื่อนและอันตราย ซ้ำร้ายข้อนิ้วมือใหญ่หนาที่ทิ้งขนาบข้างลำตัวยังมีรอยบวมแดงจากการกระแทก

นี่หรือ... ผู้ชายที่ป๊าจะเอาเงินสิบล้านไปฟาดหัวซื้อมาเป็นลูกเขย!

ฐานทัพหยุดยืนอยู่กลางห้อง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดตามองการตกแต่งหรูหราเพียงแวบเดียว ก่อนจะมาหยุดลงที่ใบหน้าซีดเผือดของเจ้าของห้อง

“ป้าแม่บ้านบอกว่าคุณหนูไม่พร้อมลงไปรับแขก ผมก็เลยถือวิสาสะขึ้นมาหาเอง” น้ำเสียงทุ้มห้าวเอ่ยขึ้นหน้าตาย

“ใครอนุญาตให้คุณบุกรุกเข้ามาในห้องนอนฉัน”

“พ่อคุณ” ชายหนุ่มตอบสวนทันควัน “ท่านบอกว่าถ้าผมอยากได้ยินคำตอบจากปากคุณ ก็ให้ขึ้นมาเคาะประตูเอาเอง ซึ่งผมก็เคาะตามมารยาทแล้ว แต่คุณเป็นคนเอ่ยปากเชิญให้เข้ามาเองนะ”

“ฉันนึกว่าเป็นป้าจันทร์!” พริมาตวัดเสียงกร้าว เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมลดละ “เชิญคุณออกไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ที่นี่ไม่มีธุระอะไรให้คุณต้องมาเจรจา”

“ใจคอคุณหนูจะไล่ตะเพิดแขกตั้งแต่ยังไม่ทันได้นั่งพักหายใจเลยหรือไง”

“ฉันไม่ได้เชิญคุณ คุณไม่ใช่แขกของฉัน”

ฐานทัพไหวไหล่กว้างอย่างไม่ยี่หระกับวาจาเชือดเฉือน เขาเดินลอยหน้าลอยตาไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาบุนวมตรงมุมรับแขกราวกับเป็นบ้านตัวเอง ยืดขายาวออกไปข้างหน้าด้วยท่าทีสบายๆ จนน่าหมั่นไส้

“ก็จริง ผมมันแค่แขกวีไอพีของพ่อคุณ” เขาประสานสายตากับเธอ “ส่วนคุณ... ก็คงมีสถานะใกล้เคียงกับเงื่อนไขพ่วงท้ายสัญญา ที่ผมต้องมาตรวจเช็กรายละเอียดก่อนเซ็นรับ”

“หยาบคาย!”

“ผมพูดความจริงตรงไหนที่เรียกว่าหยาบคาย พ่อคุณตั้งโต๊ะประมูลผมด้วยเงินสิบล้าน ส่วนคุณก็ถูกมัดรวมมาในแพ็กเกจให้ผมพิจารณา สถานการณ์ของเรามันก็ถูกบีบคั้นพอกันนั่นแหละ”

พริมาสาวเท้าเข้าไปใกล้โซฟาเพื่อเผชิญหน้ากับผู้ชายปากร้าย

“คุณมันเห็นแก่เงิน ยอมเอาอิสรภาพตัวเองมาแลกกับหนี้”

“ศักดิ์ศรีมันเอาไปจ่ายค่าไฟค่ายมวยไม่ได้หรอกนะคุณหนู” ฐานทัพเอนหลังพิงพนัก เลิกคิ้วมองเธอกวนๆ “แต่เห็นสภาพคุณตอนนี้แล้ว ผมชักเริ่มลังเลว่าเงินสิบล้านนี่... มันจะคุ้มค่าตัวผมหรือเปล่า ท่าทางจะเลี้ยงยากกว่ากระสอบทรายที่ค่ายเยอะ”

พริมารู้สึกเหมือนเลือดในกายเดือดพล่าน ทว่าสายตาเธอดันไปสะดุดกับพลาสเตอร์และรอยเลือดซึมที่หางคิ้วของเขา

“เมื่อคืนคุณไปมีเรื่องวิวาทกับใครมา” เธอโพล่งถามออกไปเพื่อเบี่ยงประเด็น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป