บทที่ 6 พายุลูกใหม่

ชายหนุ่มยกนิ้วโป้งขึ้นแตะปลายคิ้วตัวเองเบาๆ ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก

“เวทีมวยครับคุณหนู มีกรรมการ มีระฆัง ไม่ได้ไปลอบกัดดักตีหัวใครหลังซอยเหมือนพวกหมาลอบกัด” เขาเว้นจังหวะ นัยน์ตาคมวาวโรจน์ขึ้น “ซึ่งถ้าพูดถึงหมาลอบกัด... พ่อคุณเล่าเรื่องผู้ชายคนนั้นให้ผมฟังหมดแล้วนะ”

ร่างกายของพริมาแข็งทื่อ

“ผมถามตรงๆ เถอะ” ฐานทัพโน้มตัวมาข้างหน้า วางท่อนแขนล่ำสันลงบนหน้าขา จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เริ่มไหวระริกของเธอ “ระดับผู้บริหารหญิงที่เก่งกาจอย่างคุณ ดูไม่ออกจริงๆ หรือว่าจงใจหลับตาข้างหนึ่ง... เพราะอยากได้ผู้ชายคนนั้นจนยอมลดตัว”

เพียะ!

ใบหน้าคมคายสะบัดหันไปตามแรงตบของฝ่ามือเรียว เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั้งห้องนอนกว้าง

พริมารู้ตัวอีกทีตอนที่ฝ่ามือของเธอเริ่มชาหนึบ หญิงสาวยืนหอบหายใจแรง อกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธจัดที่ถูกเหยียดหยาม

ฐานทัพนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ ก่อนจะค่อยๆ หันหน้ากลับมา รอยริ้วแดงเถือกเป็นรูปนิ้วมือทาบทับลงบนรอยช้ำเดิมตรงข้างแก้มอย่างพอดิบพอดี ชายหนุ่มดุนกระพุ้งแก้มด้านใน รับรู้ได้ถึงรสเฝื่อนของเลือดที่ซึมออกมาจากมุมปาก

“มือหนักใช้ได้นี่หว่า...” เขาเค้นเสียงพึมพำลอดไรฟัน นัยน์ตาดุดันตวัดขึ้นมองเธอ “แฟนมวยอุตส่าห์ยอมควักกระเป๋าซื้อตั๋ววีไอพีมาดูผมชก... ยังไม่มีใครหน้าไหนได้โปรโมชันถึงเนื้อถึงตัวรุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยนะคุณ”

“ไสหัวออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!”

“ตบฟรีจนหน้าหันไปฉาดใหญ่ขนาดนี้แล้ว จะไม่ยอมเปิดปากพูดความจริงให้มันกระจ่างหน่อยหรือไงฮะ!”

“ฉันไม่เคยรู้!”

เสียงของพริมาแข็งกร้าว แม้หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศจะเอ่อคลอ แต่เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้

“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเขามีครอบครัวอยู่แล้ว! ถ้าฉันรู้ความจริงอันสกปรกนั่น ต่อให้เขาเป็นผู้ชายคนสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่บนโลกใบนี้ ฉันก็ไม่มีวันลดตัวลงไปเกลือกกลั้วด้วยเด็ดขาด! เขาโกหกหน้าตายสร้างวิมานในอากาศหลอกลวงฉัน... และฉันก็เพิ่งจะตาสว่างรู้ความจริง... พร้อมๆ กับคนทั้งประเทศเมื่อวานนี้เอง!”

ฐานทัพนั่งนิ่งงัน ปล่อยให้หญิงสาวระเบิดอารมณ์ความอัดอั้นออกมาโดยไม่ปริปากแทรก

พริมายกสองมือขึ้นกอดตัวเองแน่น ซ่อนอาการสั่นเทา

“ฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงกับชีวิตตัวเอง จะบอกลูกในท้องยังไงว่าพ่อของเขาเป็นคนแบบไหน คุณคิดว่าฉันอยากให้ป๊าเอาเงินสิบล้านไปฟาดหัวซื้อคุณมาเพื่อแก้ปัญหาบ้าๆ นี่นักหรือไงคะ!”

ความเงียบอันน่าอึดอัดทิ้งตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณ ฐานทัพยกหลังมือขึ้นปาดคราบเลือดที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่าทียียวนคุกคามเมื่อครู่จางหายไป

“ผมปากพล่อยเอง... ขอโทษ”

คำขอโทษห้วนสั้นแต่แฝงความจริงใจหลุดออกจากปากชายหนุ่ม ไม่มีคำแก้ตัวประดิษฐ์ประดอยใดๆ ให้มากความ

พริมามองเขา ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่เริ่มถูกแทนที่ด้วยอาการหน้ามืดวิงเวียน หญิงสาวเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มือบางควานหาที่ยึดเหนี่ยว

ฐานทัพขยับตัวเข้าประชิดด้วยสัญชาตญาณความไว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกเล็กเพื่อพยุงร่างบางไม่ให้ล้มพับลงไปกองกับพื้น

“นั่งลงก่อน” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม รั้งตัวเธอให้นั่งลงบนเก้าอี้ใกล้โต๊ะ

เมื่อเห็นว่าเธอทรงตัวได้มั่นคงแล้ว เขาก็รีบปล่อยมือ ชายหนุ่มหันไปคว้าแก้วน้ำเปล่าบนโต๊ะ เลื่อนกระแทกมาจ่อไว้ตรงหน้าเธอ

“ถ้าเหม็นคาวนมจนกระเดือกไม่ลง ก็จิบน้ำเปล่าล้างคอซะ จะได้ไม่หน้ามืดล้มตึงไป เดี๋ยวพ่อคุณจะมาแหกปากหาว่าผมทำร้ายร่างกายลูกสาวเขาก่อนจะได้เซ็นสัญญา”

พริมาตวัดสายตาขุ่นขวางใส่คนปากร้าย แต่ก็ยอมยกแก้วน้ำขึ้นจิบเพื่อดับความแห้งผากในลำคอ

“คุณนี่มัน... พูดจาดีๆ กับคนอื่นเป็นบ้างไหมคะ”

“เมื่อกี้นับรวมคำขอโทษด้วยก็ได้สามประโยคแล้ว อย่าหวังเยอะ ผมใช้โควตาคนดีของวันนี้หมดแล้ว”

ฐานทัพเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดิม รักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ดูคุกคามจนเกินไป

“ถ้าจะเปิดโต๊ะเจรจากันต่อ ผมขอตั้งกฎข้อแรกไว้ตรงนี้เลยนะ... ห้ามคุณง้างมือตบหน้าผมอีก หน้าหล่อๆ ของผมมีไว้ทำมาหากิน ขืนช้ำไปกว่านี้ พ่อคุณได้ฉวยโอกาสหักค่าตัวผมแน่”

พริมาแค่นเสียงหยันในลำคอ “ใครเขาอยากจะลดตัวไปแตะต้องคุณกันคะ หลงตัวเองไม่ลืมหูลืมตา”

“ไม่ได้หลงตัวเอง แค่ประเมินเรตติ้งจากป้ายไฟหน้าเวที เรื่องจริงประจักษ์ตาล้วนๆ ห้ามเถียง”

หญิงสาวเม้มปากแน่น นึกค่อนขอดในใจว่าผู้ชายคนนี้รับมือยากกว่าที่คิด เขาไม่ได้ศิโรราบต่อเงินของบิดาเธออย่างสิ้นเชิง และเขาก็พร้อมจะฟาดฟันฝีปากกับเธอได้ทุกเมื่อ

“เมื่อคืนคุณได้ค่าตัวจากการชกมาเท่าไรคะ” เธอตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง ถามเข้าประเด็นสำคัญ

ฐานทัพเลิกคิ้วเล็กน้อย

“หักค่านายหน้าแล้วเหลือแสนสอง... ทำไม กะจะให้เงินเดือนผมเพิ่มหรือไง”

“แล้วยอดหนี้ที่ป๊าจะตามยึดค่ายคุณวันนี้ล่ะคะ เท่าไร”

“สองล้าน จากยอดรวมสิบล้าน” ชายหนุ่มประสานสายตากับเธออย่างไม่หลบเลี่ยง “ระดับผู้บริหารอย่างคุณ คงคำนวณส่วนต่างในหัวได้เร็วกว่าผมแน่”

พริมาก้มมองบาดแผลบนตัวเขา เงินสิบล้านที่เธอเคยมองว่าเป็นเพียงตัวเลขในงบประมาณ กลับมีราคาเท่ากับหยาดเหงื่อ รอยเลือด และชีวิตของคนนับสิบในค่ายมวยของเขา

“ถ้าคุณมีทางเลือกอื่น คุณก็คงไม่มาเหยียบที่นี่”

“ผมก็คงนอนให้ครูเสกด่าเรื่องหน้าแหกอยู่ที่ค่ายนั่นแหละ”

“แล้วทำไมคุณยังไม่ตอบตกลงเซ็นสัญญากับป๊าทันทีล่ะคะ ในเมื่อเงื่อนไขมันหอมหวานขนาดนั้น”

ฐานทัพเอนแผ่นหลังกว้างพิงโซฟา นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพริมา

“เพราะค่ายมวยมันสำคัญ... แต่ชีวิตของคนที่ผมต้องเอาตัวเองไปผูกติดด้วยตั้งสองปี ก็ไม่ใช่แค่เงื่อนไขพ่วงท้ายสัญญาที่ผมจะหลับหูหลับตาเซ็นรับมาส่งๆ ได้เหมือนกัน ผมต้องมาดูให้เห็นกับตา ว่าผมกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงแบบไหน และเราสองคนจะคุยภาษาคนกันรู้เรื่องหรือเปล่า”

พริมาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ความรู้สึกที่มีต่อผู้ชายตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย

“ถ้าเราต้องแต่งงานกันจริงๆ ฉันก็มีเงื่อนไขส่วนตัวที่ต้องตกลงกับคุณค่ะ”

“ผมก็มีเงื่อนไขของผมเหมือนกัน”

“และการที่ฉันยอมเปิดใจนั่งคุยกับคุณตรงนี้... ไม่ได้แปลว่าฉันตอบตกลงที่จะแต่งงานกับคุณแล้วนะคะ”

ฐานทัพกระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าดุดันนั้นดูร้ายกาจและมีเสน่ห์อย่างประหลาด

“งั้นก็จำประโยคนั้นไว้ใช้กับผมด้วยแล้วกันคุณหนู... การที่ผมยอมบากหน้าขึ้นมาคุยกับคุณถึงในห้องนอน ก็ไม่ได้แปลว่าผมยอมขายวิญญาณสิบล้านให้พ่อคุณแล้วเหมือนกัน”

คนต่างขั้วสองคนประสานสายตากันอย่างไม่มีใครยอมลดละให้ใคร

พริมาเริ่มประจักษ์ชัดแล้วว่า ผู้ชายที่บิดาเลือกมา ไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่จะยอมให้บีบหรือคลายได้ตามใจชอบ แต่เป็นนักสู้ที่พร้อมจะสวนกลับทุกการคุกคาม

หากพวกเขาต้องจดทะเบียนสมรสกันจริงๆ คฤหาสน์หลังนี้... คงเตรียมรับมือกับพายุลูกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป