บทที่ 7 พันธะสัญญา
ฐานทัพทิ้งแผ่นหลังพิงพนักโซฟาฝั่งตรงข้าม สายตาคมประเมินหญิงสาวที่ยอมยกแก้วน้ำขึ้นจิบไปหลายอึก ก่อนจะเริ่มวกเข้าประเด็นสำคัญ
“พ่อคุณบอกรายละเอียดหรือยัง ว่าถ้าแต่งกันแล้วคุณต้องย้ายไปอยู่กับผม”
พริมากระแทกแก้วน้ำลงบนโต๊ะกระจก
“ป๊าบอกแค่ว่าเราต้องจดทะเบียน แล้วทำให้คนอื่นเชื่อว่าเด็กในท้องเป็นลูกของคุณ”
“แสดงว่ายังบอกไม่หมด”
“มีอะไรอีกคะ”
“เราต้องอยู่บ้านเดียวกันอย่างน้อยสองปี หรือจนกว่าเด็กจะอายุครบหนึ่งขวบ แล้วแต่ว่าอย่างไหนนานกว่า”
“สองปี?” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน
“หูคุณยังดีอยู่ ผมไม่พูดซ้ำหรอก”
ดวงตากลมโตตวัดมองคนตรงหน้าอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉันไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้”
“คุณคิดว่าผมดีใจจนอยากจุดพลุฉลองหรือไง”
“ถ้าไม่อยากแต่ง แล้วคุณเสนอหน้ามาที่นี่ทำไม”
“ก็บอกไปแล้วไงว่ามาดูหน้าคุณ”
“ดูพอหรือยังคะ”
ฐานทัพพยักหน้ารับอย่างยียวน
“พอเห็นหน้าแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญไสหัวกลับไปค่ะ”
“แต่ยังดูสันดานไม่หมด”
“คุณจะกวนประสาทฉันไปถึงเมื่อไร”
“ยังไม่แน่ใจ ต้องรอดูว่าคุณทนได้นานแค่ไหน”
พริมายกแขนขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้น “ฉันไม่จำเป็นต้องทน เพราะฉันจะไม่มีวันแต่งงานกับคุณ”
“ก็ดี ผมจะได้ไม่เสียเวลาไปเก็บกวาดหาห้องให้คุณอยู่”
“ค่ายมวยของคุณไม่มีห้องว่างหรือคะ”
“มี แต่ไม่รู้ว่าคุณหนูอย่างคุณจะเรียกมันว่าห้อง หรือเรียกว่าห้องเก็บของที่มีเตียงวางอยู่”
พริมาเริ่มยกมือนวดขมับ เริ่มแยกไม่ออกว่าผู้ชายคนนี้พูดความจริงหรือจงใจกวนประสาทให้เธอสติแตกกันแน่
“คุณอาศัยอยู่ซุกหัวนอนแบบนั้นได้อย่างไร”
“มีหลังคาคุ้มหัว มีพัดลม มีห้องน้ำ ผมอยู่มาตั้งหลายปี ก็เห็นยังไม่ตาย”
“มาตรฐานการใช้ชีวิตของเราคงต่างกันราวฟ้ากับเหว”
“เรื่องนั้นผมเห็นตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าห้องคุณแล้ว”
ฐานทัพกวาดสายตาสำรวจรอบห้องนอนหรูหราอีกระลอก
“พรมผืนเดียวในห้องนี้ เอาไปเร่ขายน่าจะซื้อกระสอบทรายให้ค่ายผมได้หลายใบ”
“อย่าบังอาจคิดแตะต้องพรมของฉันนะคะ” เธอถลึงตาใส่
“ผมไม่ได้อยากได้ ของแบบนี้เอาไปปูค่ายก็เปื้อนคราบเหงื่อเปล่าๆ”
“คุณนี่พูดจาดีๆ รักษาน้ำใจคนอื่นไม่เป็นเลยหรือคะ”
“เป็น แต่ไม่ค่อยได้ใช้”
พริมาตัดสินใจยุติสงครามประสาท เธอเลือกตั้งคำถามถึงสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจแทน
“ค่ายมวยนั่น... สำคัญกับคุณมากขนาดนั้นเลยหรือคะ”
ความยียวนบนใบหน้าของฐานทัพเลือนหายไปทันที
“อือ”
“ถึงขั้นยอมเอาชีวิตมาผูกติดคิดเรื่องแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักเนี่ยนะ?”
“ถ้าค่ายถูกยึด คนในนั้นก็จะไม่มีที่ซุกหัวนอน”
“ป๊าบอกว่าคุณติดหนี้อยู่สิบล้าน”
“นั่นยอดรวมทบดอกเบี้ยแล้ว”
“คุณเอาเงินไปถลุงทำอะไร ถึงเป็นหนี้พอกพูนมากขนาดนั้น”
“คิดว่าผมเอาไปเข้าบ่อนเล่นพนัน?”
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น”
“แต่สายตาคุณมันด่าผมไปแล้ว”
พริมาปฏิเสธไม่ออก เพราะลึกๆ ในใจเธอแอบนึกสงสัยเช่นนั้นจริงๆ
ฐานทัพประสานมือเข้าหากัน ก่อนตอบกลับตามตรง
“เริ่มจากค่ารักษาแม่ พ่อผมเอาที่ดินกับค่ายไปค้ำประกันเงินกู้ หลังจากแม่เสีย พ่อก็พยายามดิ้นรนประคองค่ายต่อจนตัวเองล้มป่วย หนี้ก้อนนั้นเลยตกทอดมาถึงผม”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ซ่อนความขมขื่นไว้มิดชิด เหมือนกำลังเล่าสารคดีชีวิตของคนแปลกหน้า
“แล้วคุณก็แบกรับหนี้ทั้งหมดไว้คนเดียวหรือคะ”
“จะให้โยนภาระไปให้ใคร พ่อแม่ผมตายหมดแล้ว”
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน รู้สึกจุกในอกที่เผลอไปสะกิดแผลสดในใจของเขา
“ฉัน... เสียใจด้วยค่ะ”
“ไม่ต้องทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้แทนผม เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว”
“ฉันแค่พูดตามมารยาทผู้ดีค่ะ”
“มารยาทผู้ดีของคุณ คงใช้ได้เฉพาะตอนที่ไม่ได้กำลังโมโหสินะ”
เธอตวัดค้อนวงโต ทว่าเลือกรูดซิปปากไม่ต่อความยาวสาวความยืด
“ตอนนี้ในค่ายมีคนอาศัยอยู่กี่คนคะ”
“ครูมวยหนึ่ง แม่ครัวหนึ่ง แล้วก็เด็กอีกสิบกว่าคน”
“เป็นญาติพี่น้องคุณทั้งหมดเลยหรือ”
“ไม่ใช่ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีบ้าน บางคนถูกทิ้ง บางคนหนีเตลิดจากครอบครัวที่มีปัญหา พ่อผมอ้าแขนรับพวกมันไว้ตั้งแต่ยังเล็กๆ”
ฐานทัพเว้นจังหวะไปอึดใจหนึ่ง
“ถ้าค่ายถูกยึด ทุกคนก็ต้องบ้านแตกแยกย้าย”
พริมาเริ่มกระจ่างถึงเหตุผลเบื้องลึกที่เขายอมบากหน้ามาที่นี่ ทว่าการเข้าใจสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าเธอจะเห็นดีเห็นงามกับวิธีแก้ปัญหาแบบจับคลุมถุงชน
“ต่อให้คุณต้องการรักษาค่าย คุณก็ไม่ควรต้องมาแต่งงานกับฉัน”
“ผมรู้”
“แล้วคุณจะจัดการอย่างไร”
“กำลังคิดอยู่”
“คุณพูดพล่อยๆ เหมือนการแต่งงานเป็นแค่การเลือกว่ามื้อเที่ยงจะกินอะไร”
“ถ้าผมมักง่ายคิดตื้นๆ ขนาดนั้น ป่านนี้คงเซ็นสัญญาตอบตกลงรับเงินพ่อคุณไปแล้ว ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งต่อปากต่อคำกับคุณถึงในห้องหรอก”
พริมาเงียบ ก่อนรวบรวมความกล้าถามคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิต
“ถ้าคุณแต่งงานกับฉัน คุณจะรับเด็กในท้องเป็นลูกได้จริงหรือคะ”
ฐานทัพประสานสายตากับเธอนิ่ง
“คุณต้องการคำตอบแบบไหน”
“ความจริงค่ะ”
“ตอนนี้ผมยังไม่รู้”
คำตอบขวานผ่าซากทำเอาเธอแอบผิดหวัง แต่ก็รู้ว่าอย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้หลอกลวงพ่นคำหวานเพียงเพื่อจะฮุบเงิน
“ผมไม่เคยเลี้ยงเด็กทารก ไม่เคยเป็นพ่อคน แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำตัวแบบไหน” เขาอธิบายต่อ “ถ้าจะให้มารับปากส่งเดชตอนนี้ว่าพร้อมจะรักเหมือนลูกแท้ๆ ผมพูดหน้าด้านๆ แบบนั้นไม่ได้”
