บทที่ 8 ว่าที่สามี
พริมาจับจ้องใบหน้าคมคายนิ่ง
“แต่เด็กไม่ได้ทำอะไรผิด” ฐานทัพพูดเสียงหนักแน่น “ถ้าเขาเข้ามาอยู่ในความดูแลของผม ผมจะไม่มีวันทำร้ายเขา และจะไม่ปล่อยให้หน้าไหนมาทำร้ายเขาเด็ดขาด... แค่นี้ที่ผมพอจะรับปากได้”
“คุณพูดแบบนี้เพราะสัญญาบีบบังคับหรือเปล่า”
“ผมยังไม่ทันเห็นกระดาษสัญญาสักแผ่น จะให้ผมพูดอ้างอิงตามข้อไหนล่ะ”
วาจากระด้าง ไร้ซึ่งคำหวานหู กลับทำให้น้ำหนักของความเชื่อใจก่อตัวขึ้นในอกของพริมา มากกว่าคำสาบานสวยหรูนับร้อยพัน
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขัดจังหวะ ก่อนป้าจันทร์จะผลักบานประตูเปิดกว้าง ให้เจ้าสัวธนินท์กับทนายความประจำตระกูลเดินก้าวเข้ามา
เจ้าสัวธนินท์ปรายตามองลูกสาวสลับกับฐานทัพ ก่อนสายตาเฉียบขาดจะสะดุดเข้ากับรอยแดงเป็นปื้นบนซีกแก้มของว่าที่ลูกเขย
“เกิดอะไรขึ้น”
ฐานทัพยกมือดุนกระพุ้งแก้มข้างที่โดนฝ่ามืออรหันต์
“ไม่มีอะไรครับ ลูกสาวคุณแค่ต้อนรับแขกหนักมือไปหน่อย”
“ฐานทัพ!” พริมาแหวเข้าให้
“ผมพูดผิดตรงไหน เมื่อกี้คุณตบหน้าผมจริงๆ”
เจ้าสัวธนินท์หันมองลูกสาว “แกตบมัน?”
“เขากวัดแกว่งปากพูดจาไม่ให้เกียรติพริมก่อนค่ะ”
“เธอก็เลยประทานเกียรติให้ผมด้วยฝ่ามือแทน” ฐานทัพรีบฟ้องเสริม
“หยุดพูดกวนประสาทสักนาทีจะได้ไหมคะ”
“ได้ แต่ผมคิดค่าปิดปากเป็นเรตรายนาทีนะ”
เจ้าสัวธนินท์ส่ายหน้าอย่างระอาใจกับมวยถูกคู่
“ถ้าเถียงกันจนพอใจแล้วก็ลงไปคุยธุระข้างล่าง”
“คุยเคลียร์กันที่นี่แหละครับ” ฐานทัพแย้ง “คุณพริมหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ขืนให้เดินขึ้นลงบันไดมากเดี๋ยวก็ได้หน้ามืดเป็นลมล้มพับไปพอดี”
พริมาตวัดค้อนขวับ
“ฉันไม่ได้เป็นอะไร”
“เมื่อกี้ใครยืนมือสั่นเป็นเจ้าเข้า ถ้าไม่อยากให้ผมแฉก็รีบนั่งลงไป”
น้ำเสียงนั้นเข้มงวดดุจคำสั่ง แต่เหตุผลรองรับกลับทำให้เจ้าสัวธนินท์ยอมพยักหน้าโอนอ่อน ท่านหันไปสั่งป้าจันทร์ให้เตรียมเก้าอี้และโต๊ะเสริมเข้ามาในห้อง
ไม่นานเกินรอ แฟ้มเอกสารสำคัญหลายชุดก็ถูกวางเรียงแผ่หราบนโต๊ะกลาง ทนายความเปิดแฟ้มและเริ่มแจกแจงรายละเอียดเสียงฉะฉาน
“สัญญาฉบับนี้ระบุข้อกำหนดระยะเวลาการสมรสขั้นต่ำไว้ที่สองปี หรือจนกว่าบุตรจะอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ แล้วแต่เงื่อนไขใดจะเกิดขึ้นภายหลังครับ”
“ข้อนี้ผมทราบดีแล้ว” ฐานทัพตัดบท “ข้ามไปพูดเรื่องสำคัญเลยดีกว่า”
ทนายความชะงักคำพูด ก่อนพลิกกระดาษไปยังหน้าถัดไป
“ภายในระยะเวลาดังกล่าว คุณฐานทัพและคุณพริมาจะต้องพักอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน และต้องแสดงตัวต่อสาธารณชนในฐานะสามีภรรยาอย่างถูกต้อง”
“บ้านหลังไหนคะ” พริมาตั้งคำถาม
“ตามร่างสัญญาเดิม คุณฐานทัพจะต้องย้ายเข้ามาพำนักที่คฤหาสน์ตระกูลธนินท์ครับ”
“ผมไม่ย้าย”
ฐานทัพสวนกลับแทบจะในเสี้ยววินาที
เจ้าสัวธนินท์จ้องหน้าเขาเขม็ง “แกไม่มีสิทธิ์เลือก”
“ถ้าไม่มีสิทธิ์เลือก ผมก็ไม่แต่ง”
“ค่ายมวยของแกกำลังจะถูกยึด”
“ผมรู้ ไม่ต้องคอยย้ำเตือนผมทุกห้านาทีหรอก”
“แล้วแกยังกล้าอวดดีมาต่อรองกับฉัน?”
“คุณเป็นคนยื่นข้อเสนอ ผมก็มีสิทธิ์ขาดที่จะบอกว่าเอาหรือไม่เอา”
ฐานทัพลุกขึ้นนั่งหลังตรง
“ผมต้องอยู่ดูแลค่ายมวยด้วยตัวเอง จะให้ผมทิ้งเด็กๆ กับครูมวยแก่ๆ ไว้เผชิญยถากรรม แล้วหอบเสื้อผ้ามาย้ายเสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์คุณ... ผมทำระยำแบบนั้นไม่ได้”
“ฉันสามารถส่งผู้จัดการมืออาชีพเข้าไปบริหารดูแลแทนได้”
“ค่ายมวยของผมไม่ต้องการคนนอกของคุณ”
“แล้วแกจะให้จัดการอย่างไร”
ฐานทัพประสานสายตากับพริมา
“ถ้าจะตกลงแต่ง เธอต้องเก็บกระเป๋าย้ายไปอยู่ค่ายมวยกับผม”
“ฉันไม่ไปค่ะ”
เธอประกาศกร้าวปฏิเสธแทบจะพร้อมกับเขา
“ถ้าคุณไม่ยอมไป ผมก็ไม่มา”
“ค่ายมวยของคุณมีสภาพซอมซ่ออย่างไรฉันยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ ห้องน้ำห้องท่าสะอาดถูกสุขอนามัยหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“มีน้ำสะอาดให้ใช้อาบ มีประตูปิดมิดชิด แต่ถ้าคุณหนูจะรกร้องหาอ่างแช่น้ำฟองสบู่ คงต้องรบกวนหอบกะละมังไปเอง”
“ฉันไม่ได้ต้องการอ่างแช่น้ำ!”
“ก็ดี จะได้ไม่เปลืองพื้นที่ค่าย”
ฝ่ามือเหี่ยวย่นทว่าทรงอำนาจของเจ้าสัวธนินท์ตบลงบนโต๊ะกระจก
“หยุดเถียงกันเป็นเด็กๆ ได้แล้ว”
ทั้งคู่ยอมหุบปาก แต่ยังจ้องตากันเขม็งเหมือนมีประกายไฟแลบเปรี๊ยะ ไม่มีใครยอมใคร
“พริมต้องเป็นฝ่ายย้ายไปอยู่ค่ายมวย” เจ้าสัวเคาะคำตัดสินเด็ดขาด “ถ้าแกปักหลักอยู่ที่นี่หลังแต่งงาน สังคมจะตราหน้าว่าไอ้ฐานทัพเป็นหนูตกถังข้าวสาร แต่งเข้าตระกูลเพื่อปอกลอกเงิน การย้ายไปกัดก้อนเกลือกินกับมันจะทำให้ละครฉากนี้ดูสมจริงและน่าเชื่อถือกว่า”
“ป๊ากำลังจับวางชีวิตพริมเป็นหมาก เหมือนกำลังวางแผนแคมเปญประชาสัมพันธ์บริษัทอีกแล้วนะคะ”
“ฉันกำลังก้มหน้าก้มตาตามล้างตามเช็ดปัญหาที่แกมีส่วนก่อขึ้นมาต่างหาก”
พริมาสะบัดหน้าหนีไปอีกทางด้วยความอัดอั้นตันใจ
ทนายความรีบฉวยจังหวะแทรกบทสนทนา ก่อนที่พ่อลูกจะเปิดศึกปะทะกันอีกระลอก
“ในส่วนของค่าตอบแทน... คุณฐานทัพจะได้รับการชำระล้างหนี้สินทั้งหมดจนปลอดภาระ พร้อมรับเงินเดือนประจำตำแหน่งในฐานะคู่สมรสอีกเดือนละห้าแสนบาทครับ”
“ตัดเงินเดือนห้าแสนนั่นทิ้งไป”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มร่างยักษ์พร้อมกัน
“แกแน่ใจหรือ” เจ้าสัวธนินท์หรี่ตาประเมิน “เงินห้าแสนต่อเดือนไม่ใช่น้อยๆ สำหรับคนอย่างแก”
“ผมต้องการแค่ล้างหนี้ให้ค่ายมวยเท่านั้น”
“แล้วค่าใช้จ่ายจิปาถะระหว่างที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพริมาล่ะ?”
“ต่างคนต่างรับผิดชอบกระเป๋าตัวเอง ผมมีปัญญาหาเงินกินข้าวเลี้ยงตัวเองได้”
ฐานทัพหันมาสบตากับพริมาอย่างหนักแน่น
“ส่วนทรัพย์สินเงินทองของเธอ มันก็เป็นของเธอ ผมจะไม่มีวันแตะต้องแม้แต่สลึงเดียว”
“อย่างน้อยคุณก็ยังหลุดคำพูดที่พอจะฟังเข้าหูคนได้บ้างนะคะ” พริมาเอ่ยเสียงเรียบ
“รบกวนคุณทนายช่วยจดบันทึกลงท้ายสัญญาด้วยนะครับ ว่าวันนี้เธอเคยเอ่ยปากชมผมหนึ่งครั้ง”
“ฉันไม่ได้ชม”
“เมื่อกี้ความหมายมันใกล้เคียงคำชมมากแล้ว”
