บทที่ 8 ว่าที่สามี

“ไม่ได้หลง เขาโบกป้ายไฟเรียกชื่อผมกันเต็มหน้าเวที เรื่องจริงล้วนๆ”

พริมาวางแก้วน้ำลงแรงกว่าปกติ

“คุณกวนประสาทแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่าคะ”

“ไม่”

ฐานทัพตอบหน้าตาย

“เฉพาะกับคนที่ทำหน้าบึ้งแล้วดูน่าแกล้ง”

หญิงสาวถลึงตาใส่เขา ขณะที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กลับมาปรากฏตรงมุมปากของชายหนุ่มอีกครั้ง

การพบกันครั้งแรกยังไม่ทันผ่านพ้นหนึ่งชั่วโมง พริมาก็มั่นใจแล้วว่า ต่อให้ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนเลว เขาก็เป็นมนุษย์ที่ปากร้าย กวนประสาท และน่าหมั่นไส้ที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา

ส่วนฐานทัพก็กำลังเริ่มเข้าใจว่า คุณหนูหน้าหวานตรงหน้าไม่ได้บอบบางหรือยอมคนง่ายอย่างที่คิด

หากทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจริง บ้านหลังนั้นคงไม่มีวันเงียบสงบ

ไม่ใครก็ใครอาจต้องเป็นฝ่ายทนไม่ไหวก่อนครบสองปีแน่นอน

ฐานทัพนั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม เขามองแก้วน้ำในมือ พริมา พอเห็นว่าเธอยอมดื่มไปหลายอึกจึงเริ่มพูดเรื่องสำคัญ

“พ่อคุณบอกรายละเอียดหรือยัง ว่าถ้าแต่งกันแล้วคุณต้องย้ายไปอยู่กับผม”

พริมาวางแก้วลงทันที

“ป๊าบอกแค่ว่าเราต้องจดทะเบียน แล้วทำให้คนอื่นเชื่อว่าเด็กในท้องเป็นลูกของคุณ”

“แสดงว่ายังบอกไม่หมด”

“มีอะไรอีกคะ”

“เราต้องอยู่บ้านเดียวกันอย่างน้อยสองปี หรือจนกว่าเด็กจะอายุครบหนึ่งขวบ แล้วแต่ว่าอย่างไหนนานกว่า”

“สองปี?”

“หูคุณยังดีอยู่ ผมไม่พูดซ้ำหรอก”

พริมามองเขาอย่างไม่พอใจ

“ฉันไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้”

“คุณคิดว่าผมดีใจจนอยากจุดพลุหรือไง”

“ถ้าไม่อยากแต่ง แล้วคุณมาที่นี่ทำไม”

“ก็พูดไปแล้วว่ามาดูหน้าคุณ”

“ดูพอหรือยังคะ”

ฐานทัพพยักหน้าช้าๆ

“พอเห็นหน้าแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญกลับค่ะ”

“แต่ยังดูนิสัยไม่หมด”

“คุณจะกวนประสาทฉันไปถึงเมื่อไร”

“ยังไม่แน่ใจ ต้องดูว่าคุณทนได้นานแค่ไหน”

พริมากอดอก “ฉันไม่จำเป็นต้องทน เพราะฉันจะไม่แต่งงานกับคุณ”

“ก็ดี ผมจะได้ไม่เสียเวลาหาห้องให้คุณอยู่”

“ค่ายมวยของคุณไม่มีห้องว่างหรือคะ”

“มี แต่ไม่รู้ว่าคุณจะเรียกมันว่าห้อง หรือเรียกห้องเก็บของที่มีเตียงวางอยู่”

พริมาเริ่มปวดศีรษะ เธอไม่แน่ใจว่าฐานทัพพูดจริงหรือจงใจกวน

“คุณอาศัยอยู่แบบนั้นได้อย่างไร”

“มีหลังคา มีพัดลม มีห้องน้ำ ผมอยู่มาตั้งหลายปี ยังไม่ตาย”

“มาตรฐานการใช้ชีวิตของเราคงต่างกันมาก”

“เรื่องนั้นเห็นตั้งแต่เดินเข้าห้องคุณแล้ว”

ฐานทัพมองไปรอบห้องนอนอีกครั้ง

“พรมผืนเดียวในห้องนี้ น่าจะขายซื้อกระสอบทรายให้ค่ายผมได้หลายใบ”

“อย่าคิดแตะพรมของฉันนะคะ”

“ผมไม่ได้อยากได้ ของแบบนี้เอาไปปูค่ายก็เลอะเหงื่อเปล่าๆ”

“คุณนี่พูดดีๆ ไม่เป็นเลยหรือคะ”

“เป็น แต่ไม่ค่อยได้ใช้”

พริมาตัดสินใจไม่ต่อความยาว เธอถามเรื่องที่ยังค้างอยู่ในใจแทน

“ค่ายมวยสำคัญกับคุณมากขนาดนั้นเลยหรือคะ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของฐานทัพหายไป

“อือ”

“ถึงกับยอมคิดเรื่องแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก?”

“ถ้าค่ายถูกยึด คนในนั้นไม่มีที่ไป”

“ป๊าบอกว่าคุณติดหนี้สิบล้าน”

“ยอดรวมดอกเบี้ยแล้ว”

“คุณเอาเงินไปทำอะไร ถึงเป็นหนี้มากขนาดนั้น”

“คิดว่าผมเอาไปเล่นพนัน?”

“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น”

“แต่หน้าคุณถามไปแล้ว”

พริมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเคยสงสัยจริง

ฐานทัพเอนหลังพิงโซฟา ก่อนตอบตามตรง

“เริ่มจากค่ารักษาแม่ พ่อผมเอาที่ดินกับค่ายไปค้ำเงินกู้ หลังจากแม่เสีย พ่อก็พยายามประคองค่ายต่อจนตัวเองป่วย หนี้เลยตกมาถึงผม”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เหมือนกำลังเล่าเรื่องของคนอื่น

“แล้วคุณก็รับหนี้ทั้งหมดไว้คนเดียวหรือคะ”

“จะให้โยนไปให้ใคร พ่อแม่ผมตายหมดแล้ว”

พริมานิ่งไป

“ฉันเสียใจด้วยค่ะ”

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แทนผม เรื่องมันผ่านมานานแล้ว”

“ฉันแค่พูดตามมารยาท”

“มารยาทของคุณใช้ได้ตอนที่ไม่กำลังโมโห”

เธอถลึงตาใส่เขา แต่ไม่ต่อปากต่อคำ

“ตอนนี้ในค่ายมีคนอยู่กี่คนคะ”

“ครูมวยหนึ่ง แม่ครัวหนึ่ง แล้วก็เด็กสิบกว่าคน”

“เป็นญาติคุณทั้งหมดหรือ”

“ไม่ใช่ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีบ้าน บางคนถูกทิ้ง บางคนหนีจากครอบครัวที่มีปัญหา พ่อผมรับไว้ตั้งแต่ยังเล็ก”

ฐานทัพหยุดเล็กน้อย

“ถ้าค่ายถูกยึด ทุกคนก็ต้องแยกย้าย”

พริมาเริ่มเข้าใจเหตุผลที่เขายอมมาที่นี่ แต่การเข้าใจไม่ได้หมายความว่าเธอเห็นด้วยกับวิธีแก้ปัญหา

“ต่อให้คุณต้องการรักษาค่าย คุณก็ไม่ควรต้องแต่งงานกับฉัน”

“ผมรู้”

“แล้วคุณจะทำอย่างไร”

“กำลังคิดอยู่”

“คุณพูดเหมือนการแต่งงานเป็นเรื่องเลือกว่าจะกินอะไรตอนกลางวัน”

“ถ้าผมคิดง่ายขนาดนั้น ป่านนี้คงตอบตกลงพ่อคุณไปแล้ว ไม่เสียเวลาขึ้นมาทะเลาะกับคุณถึงห้องหรอก”

พริมาเงียบไป ก่อนถามคำถามที่สำคัญที่สุด

“ถ้าคุณแต่งงานกับฉัน คุณจะรับเด็กในท้องเป็นลูกได้จริงหรือคะ”

ฐานทัพไม่ตอบทันที

“คุณต้องการคำตอบแบบไหน”

“ความจริงค่ะ”

“ตอนนี้ผมยังไม่รู้”

คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอผิดหวัง แต่ก็รู้ว่าอย่างน้อยเขาไม่ได้โกหกเพื่อเอาเงิน

“ผมไม่เคยเลี้ยงเด็กทารก ไม่เคยเป็นพ่อคน แล้วก็ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง” เขาพูดต่อ “ถ้าจะให้รับปากตอนนี้ว่ารักเหมือนลูกแท้ๆ ผมพูดไม่ได้”

พริมามองเขานิ่ง

“แต่เด็กไม่ได้ทำอะไรผิด” ฐานทัพกล่าว “ถ้าเขาอยู่ในความดูแลของผม ผมจะไม่ทำร้าย และไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้าย แค่นี้ผมรับปากได้”

“คุณพูดแบบนี้เพราะสัญญาหรือเปล่า”

“ยังไม่ทันเห็นสัญญาเลย จะให้ผมพูดตามข้อไหน”

คำตอบห้วนๆ กลับทำให้พริมาเชื่อมากกว่าคำสัญญาสวยหรู

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนป้าจันทร์จะเปิดประตูให้เจ้าสัวธนินท์กับทนายความประจำตระกูลเดินเข้ามา

เจ้าสัวธนินท์มองลูกสาวสลับกับฐานทัพ ก่อนหยุดสายตาตรงรอยแดงบนแก้มของชายหนุ่ม

“เกิดอะไรขึ้น”

ฐานทัพยกมือคลึงแก้มที่ยังแสบอยู่

“ไม่มีอะไรครับ ลูกสาวคุณแค่ต้อนรับแขกหนักมือไปหน่อย”

“ฐานทัพ!”

พริมาส่งเสียงปราม

“ผมพูดผิดตรงไหน เมื่อกี้คุณตบจริงๆ”

เจ้าสัวธนินท์หันไปมองลูกสาว “แกตบมัน?”

“เขาพูดจาไม่ให้เกียรติพริมค่ะ”

“เธอก็เลยให้เกียรติผมด้วยฝ่ามือแทน” ฐานทัพพูดเสริม

“หยุดพูดสักนาทีได้ไหมคะ”

“ได้ แต่ผมคิดค่าปิดปากเป็นรายนาทีนะ”

เจ้าสัวธนินท์ถอนหายใจเหมือนเริ่มรำคาญทั้งคู่

“ถ้าเถียงกันเสร็จแล้วก็ลงไปคุยข้างล่าง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป