บทที่ 9 ว่าที่ภรรยา

พริมาเลือกไม่ต่อปากต่อคำ เธอหันไปออกคำสั่งกับทนายความแทน

“ฉันขอเพิ่มเงื่อนไขส่วนตัวของฉันลงไปค่ะ”

“เชิญระบุมาได้เลยครับ”

“เราต้องแยกห้องนอนกันเด็ดขาด และคุณฐานทัพจะไม่มีสิทธิ์แตะเนื้อต้องตัวฉันโดยไม่ได้รับอนุญาตล่วงหน้า”

“ตกลง”

ฐานทัพรับคำอย่างง่ายดายไร้ข้อกังขา

“ยอมรับเงื่อนไขไม่มีอิดออดเลยหรือคะ”

“หรือคุณอยากให้ผมงอแงต่อรองขอนอนเบียดเตียงเดียวกันล่ะ”

“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!”

“งั้นก็ตกลงตามนี้ จะขึ้นเสียงโวยวายทำไม”

พริมาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ก่อนไล่เรียงข้อถัดไป

“ตลอดระยะเวลาที่เราสองคนยังมีชื่อผูกพันกันในทะเบียนสมรส คุณห้ามพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้าน หรือสร้างเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ให้เป็นข่าวเด็ดขาด”

“คุณเองก็ต้องรักษากฎข้อนี้เหมือนกัน”

“ฉันไม่มีวันทำตัวตกต่ำมักง่ายแบบนั้นแน่นอนค่ะ” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น

“ผมก็ไม่รู้จักนิสัยใจคอคุณลึกซึ้งมากพอจะเชื่อคำลอยๆ เหมือนกัน ระบุข้อห้ามนี้ผูกมัดไว้ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละยุติธรรมดี”

เธอต้องพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“เรื่องการตั้งครรภ์และแนวทางการรักษา อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องตกเป็นของฉันคนเดียว”

“เรื่องสิทธิในร่างกายคุณ ผมไม่ขอเถียง” ฐานทัพตอบกลับ “แต่ถ้าเรื่องไหนมันส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความปลอดภัยของเด็กในท้อง ผมต้องมีสิทธิ์เสนอความคิดเห็น”

“คุณเสนอความเห็นได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งบงการ”

“ถ้าคุณคิดจะทำอะไรแผลงๆ ที่มันอันตราย ผมก็ไม่รับประกันนะว่าจะพูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะ”

“ปกติคุณก็ไม่เคยสรรหาคำพูดเพราะๆ มาใช้อยู่แล้วนี่คะ”

“เห็นไหมล่ะ เริ่มเรียนรู้และเข้าใจตัวตนผมบ้างแล้ว”

พริมาลอบกลอกตาอย่างเอือมระอา ก่อนหันไปกำชับทนายความ

“ระบุลงไปตามที่ตกลงกันค่ะ”

ฐานทัพยกมือบ้างเพื่อรักษาสิทธิ์

“ฝั่งผมก็มีเงื่อนไขเหมือนกัน”

“ว่ามาสิคะ”

“ข้อแรก ห้ามทำตัวเย่อหยิ่งดูถูกคนในค่าย ห้ามพ่อคุณส่งคนนอกเข้าไปชี้นิ้วสั่งงานโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากผม และห้ามไล่ตะเพิดเด็กในการปกครองของผมออก ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็ตาม”

“ถ้าฉันพบเห็นเรื่องไม่เหมาะสม ฉันต้องมีสิทธิ์แจ้งคุณให้รับทราบ”

“แจ้งให้ทราบได้ ช่วยลงมือแก้ปัญหาได้ แต่ห้ามเดินกร่างเข้าไปตั้งแต่วันแรกแล้ววางก้ามทำตัวเป็นเจ้าของค่ายมวย”

“ถ้าฉันเห็นอะไรที่มันสกปรกโสโครกหรือไม่ปลอดภัย ฉันจะเปิดปากพูดแน่ค่ะ”

“เปิดปากพูดได้ แต่อย่าไปออกคำสั่งจิกหัวใช้ทุกคนเหมือนพวกเขาเป็นพนักงานต้อนรับในโรงแรมของคุณ”

“ฉันเรียนจบมาทางด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม ถ้ามีจุดไหนในค่ายที่พอจะปรับปรุงแล้วช่วยต่อยอดสร้างรายได้ ฉันก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะนำเสนอ”

ฐานทัพประสานสายตากับนักธุรกิจสาวอย่างประเมินท่าที

“ถ้าไอเดียมันช่วยค่ายได้จริงผมก็เอา แต่ถ้าคิดจะมารื้อค่ายมวยผมเพื่อเนรมิตเป็นรีสอร์ตห้าดาว... ผมไม่เอา”

“ฉันยังไม่ทันได้เห็นสภาพสถานที่จริงเลยด้วยซ้ำค่ะ”

“แค่เห็นหน้าคุณหนูอย่างคุณ ผมก็ต้องสร้างเกราะระวังตัวไว้ก่อนแล้ว”

“ส่วนฉัน แค่ทนฟังคุณพล่าม ก็เริ่มอยากจะเพิ่มเงื่อนไข ‘ห้ามกวนประสาทภรรยา’ ลงในสัญญาแล้วค่ะ”

ฐานทัพกระตุกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย

“ข้อนั้นต่อให้เอาปืนมาจ่อหัวผมก็ไม่เซ็น ทำไม่ได้จริงๆ”

เจ้าสัวธนินท์ส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนหันไปสั่งการทนายความ

“จัดการแก้ไขสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ทั้งหมด”

ทนายความพยักหน้ารับคำ ก่อนเร่งรวบรวมเอกสารไปจัดทำฉบับร่างแก้ไขใหม่

บรรยากาศในห้องนอนสงบลงระหว่างรอเอกสาร พริมาลอบมองชายหนุ่มร่างยักษ์ซึ่งทิ้งตัวนั่งอยู่บนโซฟาฝั่งตรงข้าม ผู้ชายคนนี้ฝีปากกล้า นิสัยยียวนกวนประสาท และขยันสรรหาคำพูดมาทำให้เธอเลือดขึ้นหน้าได้แทบทุกประโยค

ทว่า... เขากลับกล้าปัดทิ้งเงินเดือนเดือนละห้าแสนบาท ยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ล่วงล้ำทรัพย์สินส่วนตัวของเธอ และยอมรับทุกเงื่อนไขปกป้องร่างกายของเธอโดยไม่มีข้อแม้ต่อรองใดๆ

ผู้ชายคนนี้อาจห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบเพียบพร้อม

แต่มองมุมไหน เขาก็ดูไม่เหมือนคนหน้าเงินละโมบอย่างที่เธอเคยด่วนตัดสินไว้ในคราแรก

ทนายความนำเอกสารฉบับแก้ไขเสร็จสมบูรณ์กลับมาวางแผ่ตรงหน้า พร้อมยื่นปากกาสองด้ามให้คนทั้งคู่

“หากทั้งสองท่านตรวจสอบรายละเอียดแล้วไม่มีข้อแก้ไขเพิ่มเติม สามารถลงนามผูกพันสัญญาได้เลยครับ”

เจ้าสัวธนินท์พยักพเยิดส่งสัญญาณให้ลูกสาว

“รีบเซ็นเสียที เรื่องวุ่นวายนี้จะได้จบๆ ไป”

พริมาจับจ้องปากกาด้ามหรูในมือ สลับกับสมาร์ตโฟนที่วางสงบนิ่งบนโต๊ะกระจก ความทรงจำแสนเจ็บปวดวิ่งวนกลับมาตีรวนอีกครั้ง

ยังมีคดีอีกหนึ่งเรื่องที่เธอต้องสะสางให้จบสิ้น ก่อนจะยอมจรดปลายปากกาลงชื่อผูกมัดชีวิตตัวเองไว้กับผู้ชายแปลกหน้า

“พริมขออนุญาตโทรหากวินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป