บทที่ 5 ตัดใจ
(วันนี้เหนื่อยมากเลย ขอกำลังใจหน่อยสิ) เสียงออดอ้อนดังขึ้นหลังจากที่ฉันรับสายจากเบอร์ที่เฝ้ารอทุกวันเวลา
“อย่าหักโหมมากสิคะ อัญเป็นห่วง” ฉันบอกเขาออกไปด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับรอยยิ้มกว้างและใบหน้าร้อนผ่าวจากความเขินอาย
ช่วงนี้ฉันก็พอรู้ว่างานของเขาเยอะมากเพราะว่าเขาอัปไอจีอยู่เรื่อยและแต่ละครั้งก็มีแต่อยู่ที่ทำงาน และก็วันละหลายงานด้วย
(พี่อยากรีบเคลียร์ตารางให้ว่างนี่ จะได้รีบไปเที่ยวกับอัญ) พอได้ยินคำพูดนี้แล้วทำให้ฉันฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิมออกมาทันทีทั้งหน้าที่ร้อนจนแทบจะไหม้อยู่แล้ว เขาก็ปากหวานแบบนี้ตลอดนั่นแหละ ไม่รู้หรือไงว่าฉันหลงจนไม่รู้จะหลงยังไงแล้ว
“อัญก็อยากให้พี่แทนมาแล้วเหมือนกันค่ะ แต่อัญเป็นห่วงสุขภาพพี่แทนมากกว่านี่คะ” ถึงจะอยากเห็นเขาแค่ไหนแต่ก็อดห่วงไม่ได้จริง ๆ นะกับการหักโหมทำงานของเขา
(ไม่ต้องห่วงครับ พี่แข็งแรงมาก)
“ฮ่า ๆ ค่าเชื่อค่ะ เข้าฟิตเน็ตเกือบทุกวันไม่แข็งแรงได้ยังไงล่ะคะ” ฉันไม่ใช่โรคจิตนะ แต่ก็เห็นพี่แทนไทยเขาออกกำลังทุกวัน ไม่ว่าเขาจะทำงานเยอะแค่ไหนแต่สิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นชัดเจนก็คือเขาไม่ลืมที่จะออกกำลังกายอยู่ประจำ
(ได้ไงล่ะครับ อายุเริ่มเยอะแล้วถ้าไม่รักษาหุ่นไว้ เดี๋ยวได้รับบทคุณพ่อก่อนวัย) เขาพูดขึ้นติดตลก
แต่คุณพ่อที่ไหนจะหนุ่มแน่นและหล่อเหลาขนาดนี้
“ใครจะกล้าให้พี่แทนรับบทคุณพ่อกันคะ ถ้าไม่บอกอัญยังคิดว่าพี่แทนอายุเท่าอัญซะอีก” ไม่ได้อวยนะ แต่พูดเรื่องจริง เขาดูแลตัวเองดีจนมองไม่ออกเลยว่าอายุเกือบสามสิบแล้ว ถ้าให้เดาจากหน้าไม่อิงข้อมูลจริง ฉันก็ตอบเลยว่ายี่สิบต้น ๆ ถึงกลาง ๆ ก็ไม่เรียกอวยหรอก
(พูดแบบนี้พี่ลอยได้เลยนะ) เขาตอบกลับมาพร้อมกับเสียงหัวเราะขบขัน
“พูดเรื่องจริงนี่คะ” ไม่งั้นจะทำให้สาวน้อยคนนี้ตกหลุมรักได้หลายปีหรือไง
และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของฉันในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ ฉันยอมรับเลยว่าตั้งแต่ฉันได้คุยกับพี่แทนไทย ฉันนอนหลับฝันดีทุกคืน มันเหมือนกับฝันหวานที่กลายเป็นจริง จนตอนนี้ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลยด้วยซ้ำว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่จนถึงทุกวันนี้มันคือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝัน บางครั้งคุย ๆ อยู่ยังนึกว่าตัวเองละเมอฝันด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ
อีกอย่างฉันไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนี้มาก่อนด้วย ฉันยอมรับอย่างไม่อายเลยว่าฉันยังไม่เคยมีแฟนมาก่อน ถึงฉันจะเคยมีคนคุย ๆ บ้าง แต่ส่วนมากก็เข้ากันไม่ได้ คุยต่อไม่ได้ และฉันก็รักอิสระมาก เลยไม่พร้อมจะมีแฟนเพราะฉันกลัวว่าฉันจะให้เวลาเขาได้ไม่พอ และก็กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจในไลฟ์สไตล์ของฉันด้วย
ที่สำคัญกว่านั้นอาจจะเป็นสเปกของฉันด้วยที่ฉันอ้างอิงจากคนที่กำลังคุยอยู่ตอนนี้ มันเลยทำให้ไม่สามารถมีใครเตะตาพังกำลังแพงใจของฉันเข้ามาได้สักที นั่นเลยทำให้ฉันเลยไม่เคยมีแฟนกับคนอื่นสักที
แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าอยากลองมีเหมือนคนอื่นบ้างแล้วเหมือนกัน ยิ่งได้คุยกับพี่แทนไทยแบบนี้เกือบทุกวัน มันยิ่งทำให้ฉันอยากคบกับเขา ถึงแม้ว่าอีกใจหนึ่งฉันจะห้ามมันไว้เพราะคิดว่าเขาเป็นคนในวงการ และฉันเป็นคนธรรมดา อะไรหลาย ๆ อย่างมันไม่น่าจะเข้ากันได้ อีกทั้งเขาก็คงไม่ได้คิดอะไรกับเขาฉัน แค่เข้ามาจ้างฉันเรื่องงานก็เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นไอ้ส่วนที่มันคิดไปแล้วมันดันมากกว่าน่ะสิ ทำเอาฉันหยุดยั้งตัวเองไม่ได้สักนิด
ถ้าลองว่าตอนนี้พี่แทนไทยเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งน่ะเหรอ ฉันคงขอเขาคบไปแล้วเลยแหละ แต่ตอนนี้ฉันกับสถานการณ์แบบนี้ฉันก็ยังรู้ตัวว่าทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ อีกอย่างที่สำคัญที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของแฟนเก่าเขานั่นแหละ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเลิกกันไปแล้ว แต่ก็อย่างที่บอกว่าฉันเป็นแฟนคลับพี่แทนไทยตั้งแต่เขาเข้าวงการใหม่ ๆ มันเลยทำให้ฉันได้รับรู้ว่าพี่แทนไทยรักแฟนของเขามาก และไม่รู้ว่าเขาจะลืมและตัดใจใจได้แล้วจริง ๆ หรือเปล่า ดีไม่ดี การมาเที่ยวของเขาครั้งนี้ของเขาอาจจะมาเพื่อพักผ่อนเยียวยาใจจากเรื่องราวเจ็บปวดและพักผ่อนหัวใจตัวเองก็เป็นได้
แล้วทำไมฉันต้องคิดเองเออเองแล้วต้องนอยส์เองแบบนี้ด้วยล่ะทีนี้ เห้อ!...ช่างเถอะ ๆ มีความสุขอยู่ดี ๆ จะคิดอะไรที่ทำให้ทุกข์ใจไปทำไม เดี๋ยวยิ่งเจอหน้าเขาแล้วเผลอทำตัวไม่น่ารักจะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่อีก
(งั้นวันนี้อัญพักผ่อนเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว) หลังจากคุยกันสักพักพี่แทนไทยก็พูดขึ้นราวกับห่วงใยกัน
“ค่ะ พี่แทนก็เหมือนกันนะคะ รีบพักผ่อนนะคะ อัญเป็นห่วง” คนที่ควรจะรีบพักผ่อนมันคือเขาไม่ใช่ฉันสักหน่อย
(ครับ ฝันดีนะครับ)
“ฝันดีค่ะ” ฉันวางสายไปก็ได้แต่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับหน้าจอโทรศัพท์เหมือนคนบ้า
และมันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหายจากอาการนี้ได้สักที ตื่นเต้นตั้งแต่วันแรกจนนี่ก็เป็นเดือนได้แล้วที่ฉันกับพี่แทนไทยคุยกันแบบนี้เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยชินสักที หัวใจยังเต้นแรงเสมอแค่ได้เห็นเบอร์เขาโทรเข้ามา
