บทที่ 6 เหมือนฝัน

แทนไทย

ตอนนี้ผมอยู่ที่เชียงรายแล้วครับ ผมขับรถมาเองแต่เลือกจะเปลี่ยนไปใช้อีกคันที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่เพื่อจะได้สะดวกไม่ให้ใครสังเกตรู้ได้ พอมาถึงตัวเมืองของจังหวัด ผมก็โทรหาอัญญาทันทีเพื่อขอทางไปบ้านของเธอ

ใช่ ผมเลือกจะพักที่บ้านของเธอครับ ผมไม่อยากไปพักโรงแรมเท่าไหร่ ถึงแม้ตอนแรกผมวางแผนและกำลังหาโรงแรมจะพัก แต่พอคิด ๆ ดูแล้วถ้าเกิดผมไปโรงแรมจริงมันต้องมีสักคนที่เห็นและจำผมได้ แล้วถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องเกิดข่าวของผมว่าผมอยู่ที่ไหนทำอะไร ความเป็นส่วนตัวก็ลดน้อยลง แล้วยิ่งผมมาคนเดียว กับอัญญาที่เป็นไกด์ผู้หญิงแบบนี้มันต้องเป็นประเด็นให้เกิดขึ้นได้ไม่ยากแน่นอน

แล้วตอนนี้ที่ผมกับอัญญาที่สนิทกันระดับหนึ่งอีกทั้งเธอก็ไม่ลำบากใจกับการต้อนรับผม ผมจึงเลือกทางนี้ราวกับไปบ้านเพื่อนคนหนึ่ง

(ฮัลโหลค่ะพี่แทน) เสียงปลายสายดังขึ้นอย่างไม่ต้องรอนาน

“ตอนนี้พี่ถึงตัวเมืองแล้วนะ อัญแชร์โลเคชั่นมาให้พี่หน่อยสิ” ผมบอกเธอออกไปให้รู้

(ได้ค่ะ) เธอตอบรับอย่างไม่รอช้า ซ่อนน้ำเสียงของความดีใจไว้ไม่ได้เลยสักนิด

“อืม” แล้วผมก็วางสายไป ไม่นานเสียงไลน์ก็ดังขึ้น ผมจึงเปิดเข้าไปก่อนจะกดเข้าแผนที่นำทางแล้วขับตามไปเรื่อย ๆ อย่างง่ายดายไม่ซับซ้อนอะไร

และใช้เวลาพอสมควรจากตัวเมืองมายังบ้านของเธอก็ถือว่าค่อนข้างไกลนิดหน่อยแต่ก็ไม่ไกลมาก และการเดินทางก็สะดวกสบาย จนกระทั่งผมมาหยุดตามจุดสิ้นสุดที่แผนที่บอก ผมเลยต่อสายหาเธออีกครั้ง

“อัญ มันสิ้นสุดแล้ว บ้านอัญหลังไหนเหรอ” ผมกวาดสายตามองก่อนจะถามเธอ

(รถพี่แทนใช่บีเอ็มสีดำไหมคะ) เสียงอัญญาถามขึ้น แสดงว่าเธอเห็นรถผมแล้วและอยู่ใกล้ ๆ นี้

“อ๋อใช่ครับ อัญเห็นพี่แล้วเหรอ” พอเธอถามขึ้นแบบนั้น ผมก็หันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาเผื่อเธอจะยืนอยู่แถวนี้

(พี่อยู่หน้าบ้านอัญแล้วค่ะ เดี๋ยวอัญเปิดประตูให้แล้วขับเข้ามาได้เลยนะคะ) อัญญาพูดขึ้นและเงียบไป แต่ไม่นานประตูรั้วไฟฟ้าของบ้านที่ผมจอดแอบอยู่ข้าง ๆ ทางก็เลื่อนออกทันที (เข้ามาเลยค่ะ หลังที่ประตูกำลังเปิดอยู่นี่แหละ)

แล้วเสียงของอัญญาก็ดังขึ้นบอกอีกครั้ง ผมเลยเลือกจะเข้าเกียร์แล้วขับรถเข้าไปในตัวบ้านของเธอทันที เอาจริง ๆ รั้วบ้านก็ไม่ได้โปร่งขนาดนั้น คนข้างนอกมองเข้ามาด้านในก็เห็นเพียงด้านบนของตัวบ้านนิดหน่อย ไม่คิดว่าคนในบ้านจะมองเห็นด้านนอก

ผมถอยรถเข้าจอดในที่จอดรถที่มีรถอีกคันจอดอยู่ ก่อนจะเอากระเป๋าและของฝากที่ผมซื้อมาฝากอัญญาเพื่อเตรียมลงจากรถ แต่พอหันกลับมาอีกทีสายตาผมก็ต้องสะดุดกับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเดินลงมาจากบ้านด้วยชุดอยู่บ้านสบาย ๆ  แต่กลับดูไม่ธรรมดาอย่างคนอื่น ๆ ใส่

ผมไม่คิดว่าผู้หญิงที่ผมเห็นในรูปที่ว่าสวยแล้ว ตัวจริงเธอจะสวยกว่าในรูปจนคิดว่าคนคล้ายยังได้ ผู้หญิงตัวเล็กที่สูงประมาณร้อยหกสิบนิด ๆ  ตัวเล็ก ๆ ผิวพรรณที่ขาวอมชมพูจนคิดว่าเธอไม่เคยโดนแดด ใบหน้ารูปไข่เรียวเล็กที่มีจมูกโด่งกำลังพอดีรับกับปากบางกระจับนั่น ผมยอมรับเลยว่าเธอสวยกว่าดารานางเอกในละครเกือบครึ่งวงการเลยก็ไม่เว่อร์ไปด้วยซ้ำ

“พี่แทนคะ” เสียงเรียกพร้อมกับเคาะกระจกดังขึ้น ทำให้ผมดึงสติตัวเองออกจากภวังค์กลับคืนมาได้ แล้วเปิดประตูออกไปด้านนอกทันที

พอออกมามองเธอชัด ๆ แบบนี้ มันยิ่งให้ผมอึ้งกับความสวยของเธอ ผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่โคตรสวยแบบนี้ ทำไมถึงรอดสายตาแมวมองมาได้ก็ไม่รู้ แล้วพอผมมายืนประจันหน้ากับเธอแบบนี้ เธอสูงเพียงแค่ระดับอกของผมเท่านั้นเอง ทำให้เธอดูน่าทะนุถนอมไปมากอีกระดับเลย

“สวัสดีครับ” ผมทักทายเธอออกไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมกับมองสำรวจเธออย่างละสายตาไม่ได้สักนิด

“สวัสดีค่ะ เข้าบ้านก่อนไหมคะ ข้างนอกแดดแรงไปหน่อย” เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มพร้อมแก้มที่แดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้เพราะร้อนหรือความเขินอายกันแน่ แต่กลับน่ารักมากในสายตาของผม

“ครับ” ผมตอบกลับไปแล้วเดินตามเธอไปติด ๆ พอเดินตามหลังแบบนี้แล้ว กลับได้กลิ่นอ่อน ๆ ธรรมชาติจากตัวเธอลอยมาเตะจมูก ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้ดูธรรมชาติไปหมดทุกอย่าง และน่าหลงใหลกว่าผู้หญิงเมืองหลวงมาก ๆ

“ขอโทษนะคะที่อัญไม่ได้ออกไปรับด้วยตัวเอง เผื่อมันจะไม่เป็นส่วนตัวต่อพี่” เธอพูดขึ้นหลังจากเดินเข้ามาถึงในบ้าน ซึ่งผมก็เข้าใจ เพราะถ้าเกิดเธอออกไปแล้วมีใครมารู้มาเห็นเข้าทีนี้จะซวยกันทั้งผมทั้งเธอ

“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ” การที่เธอไม่ออกไปแบบนี้ก็ดีแล้ว มันเหมือนกับแค่เพื่อนหรือญาติมาหาเท่านั้น คนอื่นจะไม่ได้ต้องสนใจ

“พี่แทนนั่งก่อนนะคะ เดี๋ยวอัญไปเอาน้ำมาให้” เธอพูดจบก็เดินหนีไปอีกทางทันที ผมก็เลยนั่งพักจากความเมื่อยล้าพร้อมกับมองสำรวจบ้านของเธอที่น่ารักและน่าอยู่มาก ดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบทุกมุม

ตอนที่คุยกันผมรู้มาว่าเธออยู่คนเดียวและบ้านนี้ก็เป็นบ้านของเธอที่ไม่ใช่บ้านพ่อแม่เธอเองด้วย ผมเลยเลือกจะมาที่นี่และก็คิดไม่ผิดที่มาเพราะบรรยากาศที่นี่ดีมาก ดีจนไม่ต่างจากบ้านพักตากอากาศเลยสักนิด

อรอัญญา

“น้ำค่ะ” ฉันวางน้ำให้พี่แทนไทยก่อนจะนั่งลงที่โซฟาอีกตัวอย่างไม่รู้จะทำตัวยังไง ตอนนี้ฉันยอมรับตรง ๆ เลยว่าเขินมากจนทำตัวไม่ถูกราวกับไม่ใช่บ้านตัวเอง และฉันก็เผลอมองเขาบ่อย ๆ ทั้งที่รู้ว่ามันเสียมารยาท แต่ก็อดไม่ได้ที่จะได้มอง แต่พอเขามองกลับมาก็แทบไม่กล้าสบตาเขานาน ๆ สักนิด แล้วบอกได้คำเดียว ว่าหล่อมาก! หล่อกว่าในทีวีจนทำเอาไม่อยากเชื่อว่าจะมีใครหล่อได้ขนาดนี้

“มีอะไรติดหน้าพี่หรือเปล่า” นั่นไง โดนจับได้จนได้ แล้วฉันจะแก้ตัวยังไงให้ฟังขึ้นล่ะทีนี้

“ปละ...เปล่าค่ะ ไม่มี” ฉันตอบกลับอย่างเก้อเขินที่เผลอทำตัวเปิ่น ๆ ให้เขาจับได้ แต่จะให้ฉันทำยังไงได้ล่ะก็คนมันรักแต่กลับไม่เคยเจอตัวจริง พอได้มาเจอและอยู่ตรงหน้าแค่เอื้อ!!มแบบนี้ก็อยากจะมองทั้งวันทั้งคืนเลย

ส่วนเรื่องที่พี่แทนไทยเลือกมาพักที่บ้านฉันก็ไม่มีอะไรมาก ก็เขาบอกว่าไปโรงแรมมันไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่กลัวว่าจะมีคนเห็น ซึ่งฉันก็เลยพูดเล่น ๆ ไปว่ามาพักบ้านฉันก่อนก็ได้ แล้วอยู่ ๆ เขาก็ถามออกมาว่าได้เหรอ พอฉันได้ยินแบบนั้นก็ไม่เสียเวลาคิดตอบกลับไปทันทีว่าได้ ทั้งที่ไม่ได้คิดและไม่กล้าคิดด้วยซ้ำว่าเขาจะมาพักที่นี่จริง ๆ

ตอนแรกเขาก็บอกว่าอยากมาแต่เกรงใจพ่อแม่และคนที่บ้านของฉัน ฉันดันปากไวไปบอกเขาอีกว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านฉันและฉันก็อยู่คนเดียว เท่านั้นแหละ พี่แทนไทยก็บอกว่าตกลกจะมาพักบ้านฉันทันทีเลย ซึ่งตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อเท่าไหร่ เพราะในเรื่องความสะดวกสบายมันก็ไม่เท่ากับโรงแรมอยู่แล้ว แต่พี่แทนไทยก็ยืนยันแล้วบอกเหตุผลที่ไม่อยากไปพักโรงแรมให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เข้าใจเขามาก ๆ ก็เลยตกลงให้เขามาพักที่นี่อย่างไม่มีข้อสงสัยหรือหวาดกลัวเลยนั่นเอง

“บ้านน่ารักดีนะ” แล้วอยู่ ๆ พี่แทนไทยพูดขึ้นหลังจากดื่มน้ำเสร็จ

“อาจจะเล็กและไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นะคะ” ถึงจะดีใจแค่ไหนแต่ฉันก็ยังกลัวว่าจะพาเขามาลำบากอยู่ดี เพราะบ้านฉันไม่ได้หลังใหญ่โตอะไร เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวสไตล์อิตาลี(ยกสูงประมาณบันไดห้าขั้น) มีแค่สามห้องนอนไม่ใหญ่มาก มีมุมรับแขก ห้องครัวและห้องทำงานของฉัน

คือสำหรับฉันมันใหญ่นะเพราะว่าฉันอยู่คนเดียวโดยเฉพาะตอนทำความสะอาด แต่ที่มีสามห้องก็เผื่อไว้เวลามีเพื่อนหรือแขกมานั่นแหละหรือไม่ก็ไว้สำหรับปรับเปลี่ยนตามความต้องการไปเรื่อย แต่สำหรับพี่แทนไทยที่เขาเป็นศิลปินที่ดังมาก และครอบครัวของเขาที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นนักธุรกิจ ฉันเลยคิดว่าบ้านฉันทั้งหลังมันคงจะเล็กกว่าห้องรับแขกของเขาคงจะได้

“ไม่สะดวกอะไรกัน พี่ก็เห็นมีทุกอย่างขนาดนี้” พี่แทนไทยพูดออกมาด้วยรอยยิ้มอย่างไม่ได้ซีเรียสอะไร ดูเขาไม่ใช่คนเรื่องมากถือตัวจนยิ่งทำให้ฉันชอบมากจนหาที่สิ้นสุดไม่เจอเลยสักนิด

“งั้นพี่แทนไปพักก่อนไหมคะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ”  หลังจากได้นั่งซึมซับความหล่อของเขาแบบที่ยังไม่พอใจเท่าไหร่ แต่ฉันก็มีมารยาทพอตัวจึงพูดขึ้นหลังจากคิดเรื่องที่ควรทำได้

“ไม่เป็นไร นั่งรถมาทั้งวันเดี๋ยวพี้เอากระเป๋าไปเก็บแล้วขอออกมาเดินยืดเส้นดีกว่า” แต่เขาปฏิเสธออกมาเพราะความเมื่อย

“แบบนั้นก็ได้ค่ะ งั้นห้องนี้เลยค่ะ” ฉันเข้าใจความรู้สึกเขาก็ไม่ได้พูดมาก ลุกขึ้นเดินนำพี่แทนไทยไปยังห้องรับแขกห้องหนึ่งที่ฉันได้เตรียมไว้ให้อย่างดี แต่เหมือนจะพึ่งคิดบางอย่างได้ “เอ่อ พี่แทนสะดวกใช้ห้องน้ำข้างนอกไหมคะ ถ้าไม่สะดวกเดี๋ยวไปนอนห้องอัญแทนก็ได้ค่ะ”

คือบ้านฉันเป็นสามห้องนอนสองห้องน้ำและห้องนอนฉันเป็นห้องใหญ่ที่มีห้องน้ำในตัว ส่วนอีกสองห้องก็ต้องออกมาใช้ห้องน้ำนอกห้อง

“ไม่เป็นไรไม่ใช่ปัญหา ห้องน้ำอยู่หน้าห้องแค่นี้เอง” พี่แทนไทยพูดขึ้นอย่างง่ายดาย เพราะว่าห้องที่เขานอนเป็นห้องมุมอยู่ติดกับห้องน้ำนั่นเอง

“ค่ะ ถ้ามีอะไรไม่สะดวกหรือต้องการอะไรบอกอัญได้เลยนะคะ” ฉันยังคงพูดขึ้นด้วยความเกรงใจไปหมด ไม่รู้คิดถูกคิดผิดที่ชวนเขามาพักที่บ้านตัวเองที่ดูเหมือนจะทำให้ขายหน้าได้

“คิดมาก” พี่แทนไทยพูดขึ้นเหมือนรู้ความคิดของฉันพร้อมกับยกมือมายีผมของฉันเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องไป นั่นทำให้ฉันยังคงยืนค้างอยู่กับสัมผัสอบอุ่นเมื่อกี้ราวกับจิตหลุดจากร่างไปเป็นที่เรียบร้อย

ไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าฉันจะแดงแค่ไหน แล้วทำไมพี่แทนไทยต้องทำอะไรที่แสนอบอุ่นแบบนี้ด้วย ไม่รู้หรือไงว่าฉันฟิน! และเขินมากแค่ไหน!

หัวใจจะวายตาแล้วแม่!!

“เป็นอะไร คิดอะไรอยู่?” ไม่รู้ตัวเลยนะว่าฉันยืนเพ้ออยู่ในภวังค์นานแค่ไหน รู้อีกทีก็ตอนที่พี่แทนไทยเอาของเข้าไปเก็บจนเดินกลับออกมาจากห้องคืนแล้ว และเขาก็กำลังยืนมองฉันด้วยรอยยิ้มหล่อเหลาของเขาอยู่ราวกับกำลังเจอเรื่องตลกขบขันอยู่

“เปล่าสักหน่อยค่ะ...” นี่ฉันทำตัวเองขายหน้าบ่อยไปหรือเปล่านะ “พี่แทนหิวไหมคะ เดี๋ยวอัญทำอะไรให้ทาน”

ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องทันที พยายามรักษาสีหน้าและท่าทางของตัวเองไม่ให้น่าขบขันไปมากกว่านี้เพราะไม่อยากให้เห็นว่าที่ฉันเป็นแบบนี้ ไม่อยากให้เขารู้ว่าฉันกำลังเขินเขาและเขาก็ทำให้ฉันเพ้อได้ขนาดนี้

“หึ!! ทำอาหารเป็นด้วยเหรอ” เขาแค่นหัวเราะแบบนี้หมายความยังไงกำลังขำท่าทางของฉันหรือไม่เชื่อกับสิ่งที่ฉันปฏิเสธ แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ

“ก็พอทำได้ค่ะ ก็อัญอยู่คนเดียวนี่คะ ก็ต้องทำเองทุกอย่าง แต่ถ้าเกิดพี่แทนไม่ไว้ใจจะกินจะสั่งมากินก็ได้นะคะเดี๋ยวอัญสั่งให้” อันนี้ไม่ได้ประชดนะ คือฉันก็ไม่ได้ทำอาหารเก่งอะไรแค่พอทำกินเองได้เท่านั้น แต่การทำให้คนอื่นกินก็กลัวจะไม่ถูกปากเขาและกลัวจะทำเขาท้องเสียด้วยนั่นแหละเลยเสนออีกทางเลือกที่อาจจะดีกว่าออกไป

“ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรขนาดนั้น คิดว่าพี่เป็นเพื่อนเธอคนหนึ่งก็ได้ ทำตัวสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็งหรือคิดมากขนาดนั้น” แล้วพี่แทนไทยก็พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแสนหล่อเหลาเหมือนเดิมราวกับรับรู้ได้ถึงการทำตัวไม่ถูกของฉันที่เป็นเจ้าบ้านแท้ ๆ

แต่นั่นสินะ ทำไมกลายเป็นแขกต้องมาบอกเจ้าบ้านแบบนี้ แล้วทำไมกลายเป็นเจ้าบ้านอย่างฉันที่เอาแต่เกร็งเองไม่หยุดแบบนี้ได้ล่ะ

“แฮร่! ก็มันห้ามกันไม่ได้นี่คะ” แต่ถึงจะรู้ตัวแต่ใครจะไม่เกร็งไม่เขินได้บ้างล่ะ ได้อยู่กับคนที่เราปลื้มมาก ๆ แถมเรายังเคยสถาปณาให้เขาเป็นผัวมโนมานานหลายปีด้วยแล้ว แต่ตอนนี้กลับได้พูดคุยใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าเพื่อนกันจริง ๆ อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวตรงหน้า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้จิตใจนิ่งสงบและทำตัวสบาย ๆ กับเขาได้...นอกจากใจบาปแล้วตอนนี้

“หึ!! ไปเถอะ อยากทำอะไรให้พี่กินก็ทำมาได้ พี่กินได้หมดนั่นแหละ” เขาตอบรับคำบอกเล่าของเขาก่อนจะพูดขึ้นอย่างสบาย ๆ อยู่ฝ่ายเดียวตั้งแต่แรกจนตอนนี้

แต่ทำไมเขาเอาแต่ทำตัวน่ารักแบบนี้นะ นอกจากจะหล่อแล้วยังไม่เรื่องมากอีกด้วย แล้วแบบนี้จะให้ฉันไม่เพ้อละเมอได้ยังไงกันล่ะ

“งั้นพี่แทนไปนั่งดูทีวีหรือเดินเล่นรอก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าเสร็จแล้วเดี๋ยวอัญจะมาเรียกอีกที” เมื่อตกลงกันเรียบร้อยฉันก็บอกเขาขึ้น ส่วนพี่แทนไทยก็พยักหน้ารับรู้ ฉันจึงเดินเข้าไปที่ครัวเพื่อทำอาหารง่าย ๆ ให้พี่แทนไทยกิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป