บทที่ 2 สวมเขา

“ยัยนาแกรู้ไหมว่าฉันไปเจออะไรมา วันนี้ฉันเจอ...” เป็นการบอกเพื่อนที่น่าสงสารที่สุดในชีวิตแล้วแหละ ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวฉันจะมีวันนี้วันที่น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้างอีกครั้ง ไหลอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองว่าสายตาคนอื่นมันจะเป็นยังไง น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาพวกนี้สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าความรู้สึกมันเจ็บปวดไปทั่วหัวใจ “ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเจอกับตัวเอง เหี้ยแบบสุด ๆ ไปเลย”

ย้อนไปเหตุการณ์ 2 ชั่วโมง ก่อนหน้า

วันนี้เป็นวันครบรอบ1ปี

เนื่องในโอกาสที่ฉันคบกับวีแฟนหนุ่ม

ผู้ชายที่แสนอ่อนโยนอบอุ่นที่สุดช่างเอาอกเอาใจเป็นที่สุดแล้วเขาก็เป็นผู้ชายที่เข้าใจฉันอย่างแท้จริง ฉันจึงขอลางานกับเจ้าของร้านขายเสื้อผ้าที่ทำงานตอนเลิกเรียนเป็นประจำพร้อมกับหยิบของขวัญซึ่งเป็นกล่องดนตรีแก้วสวยที่มีรูปปั้นผู้ชายและผู้หญิงกำลังกอดกันด้วยความรักขึ้นมาถือเพื่อจะเอาไปให้วีที่คอนโดของเขา

จะเซอร์ไพรส์เขาในวันที่แสนพิเศษแบบนี้เมื่อมาถึงหน้าห้องของวีจึงรีบเร่งไขกุญแจเข้าไป วีเขาเคยให้กุญแจสำรองไว้ให้ฉันตั้งแต่ตอนที่คบกันแรกๆ จึงไม่ค่อยทำให้ยุ่งยากมากเท่าไหร่นัก

เพล้ง!

แต่แล้วภาพที่ฉันวาดฝันเอาไว้ต้องจางหายไปเหลือเพียงความมืดมนไม่แม้มีหนทางออกใดๆ เสียงวัตถุในมือตัวเองกระทบพื้นห้องแตกกระจายกลายเป็นเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งห้อง ต้นเสียงนั้นทำให้ชายหญิงคู่หนึ่งที่ทำศึกรักกันอยู่บนเตียงพร้อมกับร่างกายที่เปลือยเปล่าต่างชะงักทั้งสองหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้นอย่างพร้อมเพียงกันราวกับการถูกเรียกชื่อ...

“นี่มันอะไรกันวี!”

ฉันมองทั้งสองคนด้วยสายตาที่ผิดหวัง สายน้ำตามันพรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายทั้งที่ทั้งคู่คนหนึ่งก็เป็นแฟนคนแรกส่วนอีกคนก็เป็นเพื่อนรักแต่ฉันไม่คิดว่าทั้งสองจะทำเหมือนฉันเป็นควาย!

ควายที่กินหญ้าเป็นอาหารยังดูฉลาดกว่าเลย

การได้พบสิ่งที่เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าในวันนี้สิ่งที่เห็นทำให้ฉันแทบทรงตัวไม่อยู่ถ้าไม่จับโต๊ะเพื่อประคองร่างตัวเองไว้ก็คงจะล้มลงเป็นแน่

สายตาที่เห็นชัดเจนก็คือวีแฟนตัวเองกับแป้งเพื่อนรักของฉันอีกคนกำลังกอดกันบนเตียงพร้อมกับร่างกายที่เปลือย ไม่รู้ว่าทั้งสองเข้ากิจกรรมอย่างว่าไปแล้วกี่น้ำก่อนฉันมาเห็น

ยิ่งตอกย้ำความโง่ของตัวเองไม่สุดสิ้น

“นานแล้วหรือยัง?”

ฉันกลั้นใจถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เก็บอารมณ์สุดฤทธิ์พยายามไม่ให้ระเบิดออกมา

“…”

แต่แล้วคำตอบก็ว่างเปล่า

“ฉันถามว่านานแล้วหรือยัง หูหนวกหรือยังไงวะ!”

แต่แล้วก็ไม่สามารถกักเก็บอารมณ์ได้อยู่ ทางเลือกของฉันก็คือปล่อยมันระเบิดออกมาไม่สนใจสิ่งรอบข้างว่าจะเป็นยังไง การตะโกนด้วยคำพูดที่เสียงดังพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปใกล้กับเตียงนอนที่ทั้งสองยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งตอนนี้ทั้งสองใช้ผ้าห่มมาพันตัวไว้

ฉันมองทั้งสองด้วยสายตาที่แข็งกร้าว

“มันไม่ใช่อย่างที่เมย์คิดนะ”

หึ... เนี้ยหรอคือคำพูดของคนที่ฉันรักนักหนาเขาพูดมาได้ไงทั้งๆ ที่หลักฐานก็เห็นอยู่ตำตา

“ฉันปัญญาอ่อนหรอวีแม้แต่เด็กประถมยังรู้เลยว่าพวกนายทำอะไรกัน คิดว่าฉันโง่นักหรอ!” จากนั้นฉันก็หันหน้าไปสบตากับหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของวี  สายตาของเธอที่สบตากับฉันอย่างไม่คิดสำนึกพร้อมกับเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยออกมา นี่หรอสายตาที่เขาเรียกว่าเพื่อนรัก เพื่อนที่ฉันคบมานาน เพื่อนที่ฉันไว้ใจและไม่คิดว่าเธอจะแทงข้างหลังฉัน “ฉันรู้ว่าเรื่องแบบนี้พ่อแม่แกคงไม่ได้สั่งไม่ได้สอนและคงไม่สนับสนุนลูกตัวเองทำแต่มันเกี่ยวกับสันดานสถุลที่แกสร้างขึ้นมาเองยัยแป้ง!”

เบาไปด้วยซ้ำ มันใช่คำพูดแรง

คำพูดนั้นของฉันทำให้ยัยแป้งหันมองมองหน้าเหมือนกับอยากจะฆ่าจะแกงเต็มแก่ ฉันรู้ว่ายัยแป้งโกรธแต่มันยังน้อยกว่าที่ได้ทำไว้กับฉัน

“ลีเมย์!” ชื่อของฉันถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาตาแข็งจับจ้องออกมาจากยัยแป้งจากนั้นก็เปลี่ยนไป “หึ...ก็อย่างว่าล่ะนะใครมันจะทนคบกับแกได้วันๆ ก็เอาแต่ทำงานงกๆ จะบอกเอาบุญให้นะเพื่อนรัก ฉันกับวีเรามีอะไรกันตั้งแต่วันที่เขาตกลงคบกับแกแล้วคนอย่างแกมันก็เป็นได้แค่เพื่อนโง่ๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ”

มีอะไรกันตั้งแต่วันนั้น

สวมเขาให้ฉันเป็นควายตั้งแต่วันนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป