บทที่ 7 7
ฉันปลดล็อคหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง พร้อมๆ กับการดูเวลาที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ราวหนึ่งชั่วโมงที่เขาหายเข้าไป เขาเคยคิดถึงคนรอบ้างไหม ไม่แคร์ ไม่สนใจ หรือฉันไม่มีความหมายอะไรกับเขาเลย
ฉันมองเข้าไปในตัวบ้าน ไม่มีใครโผล่พ้นออกมาจากตรงนั้น แต่เพียงแค่ฉันที่พอลดกระจกลงเล็กน้อย กลับได้ยินเสียงหัวเราะออกมาจากตัวบ้าน เป็นเสียงเล็กๆ ของเด็กผู้ชาย แม้จะไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเจ้าของเสียง แต่ทุกอย่างก็ชัดเจน ว่าพี่ไมค์ที่ไม่เคยแม้จะยิ้มให้ฉัน เขาคือผู้ที่ทำให้คนในบ้านนี้ยิ้มได้ ทุกอย่างมันชัดเจนตั้งแต่ต้น ฉันไม่ควรทนตั้งแต่ต้น ฉันไม่น่าทนตั้งแต่ทีแรกเลยจริงๆ
ฉันปลดสายรัดนิรภัย ดึงสายกระเป๋าขึ้นมาคล้องบ่า รอให้ไปรับที่มหา'ลัยสามชั่วโมง รอในรถต่ออีกหนึ่งชั่วโมง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะกลับออกมาตอนไหน มันมากพอแล้วกับการรอโดยที่ไม่มีจุดหมาย เมื่อฉันไร้ค่าเกินกว่าที่เขาจะใส่ใจ ฉันก็ควรคอยออกมา
ขาเรียวก้าวออกมาจากตรงนั้น ปลายนิ้วเรียวกดเข้าไปที่แอพพลิเคชันเพื่อดูเส้นทางในโทรศัพท์ ทั้งที่จริงแค่ฉันโทรกลับไปหาพ่อ ไม่นานเกินรอพ่อก็คงจะส่งคนมารับ หรือบางทีก็อาจจะมารับฉันเองด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่ใช่ตัวเลือกของฉัน เพราะลึกๆ แล้ ฉันก็ไม่อยากให้เขาเจอดี ทั้งที่เจอแน่ถ้าพ่อฉันมา
เท่าที่จำได้ เส้นทางที่มาที่นี่ ค่อนข้างที่จะลึก ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร เข้าใจว่าเขาแค่จะเอาของมาส่งไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่นานถึงขนาดนี้ เลยไม่ทันได้สังเกต ว่าวินมอเตอร์ไซค์หรือแท็กซี่น่าจะอยู่ที่ตรงส่วนไหน ความมืดเริ่มเข้าปกคลุม ฝีเท้าพยายามที่จะเร่งความเร็ว ในขณะที่สมองเองก็รีบประมวล ว่าฉันควรขอความช่วยเหลือจากใครดี
แตงกวา!
แน่นอนว่า ชื่อของเพื่อนรักผุดขึ้นมาในหัว แต่หากโทรให้เพื่อนมารับ ใช้เวลาในการมานานแน่ๆ แต่หากฉันเรียกไลน์แมน เห็นจะง่ายกว่าจริงๆ
เมื่อคิดได้ ฉันก็เข้าใช้โปรแกรมตอบสนองสิ่งที่ต้องการ แต่ไม่ทันที่ฉันจะทำสำเร็จด้วยซ้ำ
ปี๊กกๆ ปี๊กกๆ
ฉันสะดุ้งก่อนจะหมุนตัวกลับไปที่ทางด้านหลัง พบรถยนต์ที่คุ้นเคยเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบกัน
"จะเดินกลับ?" สีหน้าท่าทางที่แตกต่างจากตอนที่อยู่ในบ้านหลังนั้น คือสิ่งที่ฉันได้รับเป็นสิ่งแรก เขาลดกระจกมองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนจะตะเบ็งเสียงสั่ง ทำอย่างกับฉันเป็นคนที่ไม่มีหัวใจ
"เสียเวลา ถ้าจะให้ฉันไปส่งก็รีบขึ้นมา ฉันไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น"
ฉันไม่อยากขึ้นรถแล้วนั่งไปกับเขาเลยสักนิด แต่หากฉันปฏิเสธ สุดท้ายฉันก็จะถูกคำพูดร้ายๆ ถาโถมเข้ามาใส่อีกอยู่ดี และสิ่งที่สำคัญไปมากกว่านั้น ฉันเสียเวลาไปกับการรอคอยโคตรนาน ฉันไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ
"ทีหลังถ้าเราจะตบตาผู้ใหญ่ ถ้าพี่มีธุระ ช่วยบอกล่วงหน้าด้วยนะคะ ลิซไม่สนุกกับการรอคอยจริงๆ"
"ฉันก็ไม่เคยบอก ว่าฉันสนุกกับการที่ต้องตามรับตามส่งเธอ"
"ทั้งที่ความจริงแล้ว เราต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง แล้วทำไมต้องทำเหมือนไม่เข้าใจกันด้วยล่ะคะ"
"เพราะเธอไม่ได้รู้สึกเหมือนที่ฉันรู้สึกไงล่ะ เธออยากได้ฉันมาตั้งแต่ต้น บางทีการที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ มันอาจจะเข้าทางเธอก็ได้ใครจะไปรู้"
"สรุปไม่ว่าจะยังไง ลิซก็ไม่เคยมีดีในสายตาของพี่อยู่ดี" ฉันหันมองคนข้างๆ ตรงๆ ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ พร้อมๆ กับการหลุดเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
"หัวเราะทำไมคะ มันมีอะไรน่าขำอย่างนั้นเหรอคะ"
"ตีสองหน้าเก่งจังเลยนะ จะบอกอะไรให้นะอลิซ ถ้าเมื่อก่อนเธอไม่วิ่งตามฉันให้เห็น ถ้าเมื่อก่อนเธอไม่รักฉันหัวปักหัวปำ บางทีเธออาจจะมีค่ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่สิ ฉันว่าฉันพูดผิดไป ฉันใช้คำว่าเมื่อก่อนไม่ได้ เพราะเท่าที่ฉันรู้และเท่าที่ฉันเห็น เธอยังรักฉันหัวปักหัวปำแบบเดิม"
สุดท้ายทุกคำพูดของเขา ก็สร้างเพียงความรู้สึกแย่ๆ ให้ถาโถมเข้าใส่ ฉันเลือกเงียบ ทั้งที่จริงกำลังร้องไห้ พยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหล เพราะสุดท้ายแล้ว น้ำตาของฉันก็ไม่เคยมีความหมายต่อเขาอยู่ดี
@บ้านอลิซ
ฉันกลับมาถึงบ้าน หลังจากที่บิดาออกจากบ้านไปไม่นาน หลายต่อหลายครั้งที่ในเวลานี้ บิดาเลือกที่จะออกจากบ้าน ปล่อยให้ฉันอยู่กับเหล่าแม่บ้านที่มีหน้าที่ทำงานบ้าน หลายต่อหลายครั้งที่ความเหงาเข้าปกคลุม ไม่มีแม้แต่เพื่อนจะคุย
ผู้ที่ทำหน้าที่ขับรถมาส่งดูโล่งใจมากเมื่อพบว่าพ่อฉันไม่อยู่ รู้อยู่เต็มอก ว่าเขาไม่ได้เต็มใจที่จะเข้าออกในบ้านของฉัน เขาแค่จำเป็นต้องทำ เพราะไม่อยากให้แม่เสียใจหากรู้ว่าลูกชายที่ท่านรัก เป็นผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบเท่านั้นเอง
ติ๊งงง!
เสียงการแจ้งเตือนของโทรศัพท์มือถือทำให้ฉันหลุดจากภวังค์ ฉันคว้ามันมาปลดล็อก พบว่า เป็นแตงกวาที่ไลน์มา
[ แตงกวา : ตกลงไม่มาจริงเหรอ เปลี่ยนใจไหม? ]
จำได้ว่า วันนี้ตอนบ่ายกลุ่มเพื่อนนัดกันไปเที่ยว เป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่ดื่มบ้าง เที่ยวบ้าง ซึ่งฉันเองก็ไปบ้างไม่ไปบ้างเช่นเดียวกัน
[ แตงกวา : วันนี้นักดนตรีมาใหม่ หล่อมาก ร้องเพลงเพราะมาก บอกตรงๆ ว่าอยากให้มานะ บอกตรงๆ ว่าอยากให้เพื่อนมีแฟนใหม่ จะได้ลืมผู้ชายเฮงซวยแต่หล่ออย่างพี่ไมค์ไปเลย ]
ฉันอ่านข้อความของเพื่อนพร้อมกับหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ จริงๆ ตอนแรกปฏิเสธไปแล้ว ว่าวันนี้ฉันไม่ไปกับกลุ่มเพื่อน แต่สุดท้ายพอกลับมาที่บ้าน ก็ไม่มีใครอยู่กับฉันเหมือนเดิม เหงา โดดเดี่ยว บางทีการไปเที่ยวกับเพื่อน คงเป็นทางออกที่ดี อย่างน้อยๆ ฉันจะได้ไม่ต้องเก็บเอาเรื่องของเขาคนนั้นมาคิดให้ฟุ้งซ่าน แล้วนั่งเสียน้ำตาเพียงลำพังแบบที่เคยเป็น
@คลับ
ฉันมาถึงที่หมายโดยใช้เวลาหลังจากที่บอกกับแตงกวาว่าฉันเปลี่ยนใจราวหนึ่งชั่วโมง สายตาหลายคู่หันมาหยุดมองที่ฉัน แต่ฉันเลือกที่จะเดินผ่านผู้คนเหล่านั้นเข้าไปหากลุ่มเพื่อนของตัวเองที่มองเห็นอยู่ไกลๆ
แต่เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ ที่อยู่ๆ สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นแผ่นหลังแกร่งของคนบางคน ทรงผม สีผม เสี้ยวใบหน้า แม้กระทั่งเสื้อที่เขาใส่ ฉันจำได้ทันทีว่าเจ้าของบุคลิกนั้นคือใคร
"ลิซ ยัยอลิซ ทางนี้!" แตงกวาตะโกนเรียก เป็นเวลาเดียวกับคนที่ฉันแอบมอง หันมามองที่ฉัน เราสบตากันทันที ดวงตาคมกริบลดมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากหนาหลุดให้เห็นว่าเขาหัวเราะเยาะเบาๆ สุดท้ายเขาก็ดึงสายตากลับไป ทำเหมือนเราไม่ใช่คนที่รู้จักกัน
