บทที่ 10 บังเอิญ
บังเอิญ
หลังจากวันนั้น ญาณินก็กลับมาใช้ชีวิตคนเดียวที่หอเหมือนอย่างเดิม เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมากที่ไม่ทนฟังคำร้องขอในวันนั้นของผู้เป็นแม่ ถึงจะรู้ดีว่าสุดท้ายต้องทำตามก็เถอะ...
วันนี้เป็นเช้าวันใหม่ที่แสนสดใส หญิงสาวเจ้าของร่างเพรียวตื่นสายได้นิดหน่อยเพราะว่าเป็นหยุดสุดสัปดาห์ ไม่มีเรียนเหมือนอย่างทุกวันที่ผ่านมา จึงวางแพลนไว้ว่าเช้านี้จะไปเดินห้าง ซื้อเสื้อผ้าแล้วก็เครื่องสำอางดูสักหน่อย เผื่อว่าจะมีลุกใหม่ ๆ ให้ลูกค้าที่ผับได้ดูเป็นอาหารตาบ้าง
ญาณินเดินทางมายังห้างสรรพสินค้าใกล้หอที่เธอพักอยู่เป็นประจำโดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ถ้าเทียบกับการจราจรที่กำลังติดขัดบนท้องถนนแล้วถือว่าเธอใช้เวลาไม่นานเท่าไรนักก็มาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
หญิงสาวในคราบชุดกระโปรงยาวคลุมหัวเข่าอย่างมิดชิดเดินตรงดิ่งไปยังเชลฟ์เครื่องสำอาง แต่ก่อนเธอไม่ค่อยได้สนใจเรื่อง
พวกนี้เท่าที่ควร มีอะไรก็ใช้ ๆ ไป ไม่ได้คิดมากเหมือนกับตอนนี้เลย
สักนิด
แต่ทว่าในเวลานี้เธอไม่ใช่คนที่ใคร ๆ ก็ตั้งชายาให้เป็นยายเฉิ่มอย่างเดียวอีกแล้ว เพราะเธอยังอีกฉายานั่นก็คือดีเจสาวสุดแซ่บ หากจะให้ใช้แต่ของเดิมวนซ้ำไปซ้ำมาก็ดูจะยังไง ๆ อยู่
ญาณินเดินสำรวจดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยตามประสาหญิงสาวที่เพิ่งศึกษาเกี่ยวกับความสวยความงาม โชคดีที่ยังพอมีพนักงานตามเชลฟ์คอยให้คำแนะนำเป็นอย่างดี
ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เธอหมดเงินไปกับสิ่งของเหล่านั้นประมาณสามพัน แต่ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด เธอรู้สึกว่านี่เพิ่งเป็นการเริ่มต้น ญาณินเตรียมงบมาไม่อั้นดังนั้นวันนี้ยังอีกยาวไกล ถ้าหากไม่ถูกใจเธอก็คงจะไม่เป็นอันกลับหอพักแน่ ๆ
มือน้อย ๆ ของหญิงสาวร่างบางหยิบเสื้อผ้าน้อยชิ้นมากองรวมกันเพื่อเตรียมลองว่าเหมาะกับสไตล์ของเธอในการที่จะเป็นดีเจสาวหรือไม่ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นใจไปเสียหมด ไม่ว่าจะกี่ตัว ๆ ที่ญาณินหยิบออกมาจากราวมันก็เข้ากับเธอแทบทุกตัว ทำเอาตัดสินใจเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว
ตั้งแต่ช่วงสิบเอ็ดโมงมาจน ณ ปัจจุบัน ระยะเวลาล่วงเลยมาเบ็ดเสร็จแล้วเกือบสี่ชั่วโมงเต็ม ญาณินเพลิดเพลินกับการเลือกเสื้อผ้าแนวใหม่ ๆ ให้กับตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เธอเข้าใจแล้วว่าสวรรค์ของผู้หญิงคือการได้ช็อปอย่างสุดพลัง ที่สำคัญยังไม่ต้องกังวลงบที่มีอีกด้วย เพราะเธอตั้งไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่ายังไงวันนี้ก็มีให้ไม่อั้น
สวยจัง...
ไม่ว่าจะเดินผ่านร้านไหน เธอก็มักจะอุทานคำนี้อยู่ในใจ แต่ด้วยความที่เธออยู่ท่ามกลางร้านเสื้อผ้ามาหลายต่อหลายชั่วโมงแล้ว เกรงว่าถ้าหากอยู่ต่อคงจะกลับไปเตรียมตัวไม่ทัน ยังไงซะวันพระก็ไม่มีหนเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนั้นญาณินก็รีบหอบข้าวของที่ซื้อมากลับหอพักอย่างรวดเร็ว
กว่าจะมาถึงตะวันก็พลันลาลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว เธอกระโดดลงเตียงนอนด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ถึงอย่างนั้น ญาณินเองกลับรู้สึกถึงความสุขที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน
วันนี้เป็นวันแรกที่เธอไม่ได้แตะเงินค่าขนมที่ครอบครัวคอยส่งให้ใช้ทุกเดือน เงินที่จ่ายออกไปเพื่อต่อยอด เป็นเงินที่ได้มาจากทิปลูกค้าและเงินเดือนจากการเป็นดีเจทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์...
รอยยิ้มเบาบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวานอย่างห้ามไม่อยู่ ด้วยความที่พ่อและแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ นั่นเลยทำให้ญาณินไม่เคยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แทบจะไม่มีอะไรให้น่าภูมิใจเลยด้วยซ้ำ
คิดแล้วก็ไม่อยากให้ใครจับได้เลยว่าเธอกำลังปิดบังตัวตนอีกตัวตนหนึ่งอยู่อย่างสุดกำลัง ไม่อย่างนั้นเธอคงจะล้มเลิกความชื่นชอบนี้ไปโดยสิ้นเชิง
แต่อย่างไรก็ตาม อนาคตยังมาไม่ถึง ญาณินดีดตัวจากที่นอน แล้วตรงดิ่งเข้าไปอาบน้ำชำระร่างกาย ก่อนจะรีบออกมาแต่งหน้าแต่งตัวเตรียมพร้อม สำหรับการไปทำงานที่เธอรักด้วยความคล่องแคล่วว่องไว
ขณะนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง ดีเจสาวประจำผับเพิ่งจะเดินทางมาถึง เมื่อยานพาหนะจอดนิ่งอยู่ที่หน้าผับ ญาณินก็เร่งฝีเท้าวิ่งเข้าไปด้านในทันที
แต่ทันใดนั้นเอง เธอดันวิ่งชนเข้ากับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งตรงหน้าเข้าอย่างจัง วินาทีนั้นแว่นตาที่ใส่เอาไว้เพราะยังไม่ทันได้ใส่คอนแท็กต์เลนส์ดันหล่นลงไปอยู่บนพื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
ญาณินย่อตัวลงก่อนจะพยายามควานหาของของเธอที่หล่นหายไป ซึ่งชายคนนั้นกลับเป็นนอร์ทเสียได้...
ในตอนนั้นเขาไม่ได้สงสัยอะไรเลยสักนิด หญิงสาวแปลกหน้าที่วิ่งเข้ามาชนคงกำลังรีบจึงไม่ทันระวังก็เท่านั้น
“หาอะไรเหรอครับ?”
คำถามดังกล่าวลอยแว่วมาถึงหูของญาณินทันทีที่มือข้างซ้ายกำลังหาแว่นบนพื้น แน่นอนว่าเธอจำเสียงอันคุ้นหูนั้นได้เป็นอย่างดี
หญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอไม่อย่างประหม่า แล้วค่อย ๆ ตั้งสติ คิดหาวิธีหนีหน้านอร์ทให้ได้เร็วที่สุด
“เปล่าค่ะ เมื่อกี้ขอโทษด้วยนะคะที่วิ่งชน พอดีรีบอยู่น่ะค่ะ ขอโทษอีกครั้งนะคะ”
หญิงสาวในชุดสายเดี่ยวกางเกงยีนต์รัดรูปกล่าวบอกอีกฝ่าย เธอยืนนิ่งอยู่สักพักเพราะคิดว่าตอนนี้นอร์ทอาจจะรู้ความจริงที่เธอปิดบังเอาไว้แล้วเป็นแน่
ถ้าหากว่าเขารู้แล้วจริง ๆ อย่างที่คาดเดาเอาไว้ ยังไงเธอก็ต้องเจรจากับเขา ว่าจะไม่แพร่งพรายออกไปให้คนอื่นรู้เป็นอันขาด
“ไม่เป็นไรครับ ถ้ารีบ ก็ไปเถอะครับ ผมเองก็กำลังรีบอยู่เหมือนกัน”
“ขอบคุณค่ะ ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบได้เพียงเสี้ยววินาที เธอหันหลังให้กับเขาพร้อมกับสวมแว่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม
จากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปด้านหลังเวทีด้วยความรวดเร็ว
นอร์ทที่ยังยืนอยู่บริเวณเดิม แปลกใจเล็กน้อยที่หญิงสาวคนนั้นมีอาการและท่าทีที่ดูผิดปกติ แต่ไม่นานเขาก็สะบัดไล่ความคิดเหล่านั้นทิ้งไปจนหมด ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินจากไปทันที...
เมื่อวิ่งมาจนพ้นสายตาของนอร์ทแล้ว ญาณินก็ถึงกับหายใจหอบ เธอยืนพิงผนังกำแพงข้างเวทีอยู่พักใหญ่ ๆ
“เกือบไปแล้วไหมล่ะไอ้ญา...ว่าแต่พี่เขาจำฉันไม่ได้จริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อความเหนื่อยค่อย ๆ หายไปความสงสัยก็คลืบคลานเข้ามา ทั้งที่เตรียมถูกจับได้เอาไว้แล้วแท้ ๆ แต่นอร์ทกลับไม่แม้แต่จะเอะใจหรือทักท้วงอะไรขึ้นมาเลยสักนิดเดียว เขาปล่อยผ่าน และทำเหมือนว่าเป็นคนแปลกหน้ากันจริง ๆ
ดูท่าการที่เธอเปลี่ยนลุกไปแบบนี้จะสามารถปกปิดสาวเฉิ่มที่มหาวิทยาลัยได้อย่างแนบเนียน ในที่สุดญาณินก็วางใจได้แล้วเสียที
คืนนั้นดีเจสาวยังคงเลือกที่จะทำหน้าที่ต่อจนครบกำหนดเวลางานของเธอ ทุกอย่างยังคงผ่านไปอย่างราบรื่น ไร้อุปสรรคใด ๆ มากีดขวาง
หลังจากวันนั้นญาณินก็ใช้ชีวิตตามปกติ แต่มีหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอจำเป็นที่จะต้องลางานสักระยะ...
“สวัสดีค่ะพี่เพชร หนูญาเองนะคะ”
“อ้าว ญาเองเหรอ ว่าไง ๆ”
“พอดี หนูจะโทร.มาลางานสักพักอะค่ะพี่ พอดีช่วงนี้หนูใกล้สอบแล้ว จำเป็นต้องทำงานส่งอาจารย์ แล้วก็ทวนเนื้อหาอื่น ๆ อีกเยอะแยะเต็มไปหมด ยังไงรบกวนพี่หน่อยนะคะ”
หญิงสาวพูดบอกเจ้าของผับที่เธอทำงานประจำอยู่ที่นั่นไปตามตรง เนื่องจากว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเธอแทบไม่มีเวลาเคลียร์งานค้างเลย นั่นเลยทำให้งานเก่า ๆ สะสมขึ้นเรื่อย ๆ เธอจึงจำเป็นจะต้องมีเวลาว่างมากขึ้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ผ่านวิชาเอกตั้งแต่ปีแรก
“อื้ม ได้สิ เดี๋ยวพี่จัดการให้ แล้วก็ถ้าจะกลับมาทำเมื่อไหร่ก็บอกพี่หรือฝากไอ้เก้ามาบอกก็ได้ แต่อย่านานมากนะ เดี๋ยวลูกค้าจะหายเอา”
“โอเคค่ะพี่เพชร หนูจะเรีบเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อย แล้วก็จะพยายามให้มันเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยค่ะ ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ”
“ไม่เป็นไร ๆ พี่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นไว้เจอกันนะ พี่ต้องไปดูร้านต่อแล้ว”
“โอเคค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
เมื่อประโยคสุดท้ายสิ้นสุดลงสายก็ถูกตัดไปทันที ยังถือว่าโชคดีที่เจ้าของผับเข้าใจและใจดีกับเธอ ถึงได้ให้ลาแบบไม่มีกำหนด แม้จะกำชับว่าอย่านาน แต่ก็ดีกว่าไม่อนุญาตเลยอยู่ดี...
พักนี้ญาณินเลยมีความจำเป็นจะต้องอยู่ที่มหาวิทยาลัยบ่อยขึ้น บางวันก็อยู่ถึงดึก เพราะไม่สามารถขนย้ายอุปกรณ์กลับไปกลับมาได้ มันไม่ค่อยสะดวกเอาซะเลย เพื่อน ๆ คนอื่นก็ตัดสินใจที่จะทำงานกันที่นี่
เท่านั้นยังไม่พอบางวันพวกเขาก็หลับกันคาบอร์ดภาพ ช่วงเวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่คณะสถาปัตย์คึกคักที่สุดของปีการศึกษานี้แล้ว
“ทั้งเทอมเราเรียนกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอวะแก ไม่เห็นจะรู้เรื่องสักบทเลย”
แตงกวาพูดสวนขึ้นมาท่ามกลางความเงียบสงบในยามค่ำคืน วันนี้พวกเธอได้พวกพี่ ๆ รหัสมาช่วยติวข้อสอบให้ แต่อาจเป็นเพราะเวลาเรียนไม่ค่อยได้สนใจอาจารย์หน้าชั้นเรียนขนาดนั้น
พอต้องมาทบทวนเลยมีบางส่วนที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เล่นเอาแตงกวาถึงกับสิ้นหวังกับคะแนนสอบในรอบนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสอบเลยทีเดียว
“ก็เวลาอาจารย์สอนแกเอาแต่ชวนฉันคุย ดูสิเนี่ย ทั้งเทอมเรียนไม่รู้เรื่องเลยสักอย่าง”
“แล้วใครใช้ให้แกตอบฉันเล่า ต่างคนก็ต่างชวนกันคุยนั่นแหละ”
“เออ ว่าแต่ชิ้นงานเสร็จหรือยังอะ ฉันว่าจะพักทวนบทเรียนพวกนี้แล้วเข้าไปทำชิ้นงานต่อให้เสร็จสักพักหนึ่งอะ”
“ใกล้เสร็จแล้วแหละ แต่เดี๋ยวฉันไปนั่งหลับเป็นเพื่อน”
“อืม ไปกันเถอะ เดี๋ยวเสร็จไม่ทันวันส่งกันพอดี” ทั้งสองคนนั่งตกลงกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพากันเข้าไปด้านในตึกเพื่อทำชิ้นงานกันต่อตามที่ได้พูดคุยกันเอาไว้เมื่อกี้นี้
ช่วงเวลาของปลายภาคเรียนก็จะค่อนข้างที่จะวุ่นวาย ญาณินเองก็หัวหมุนไม่น้อยเลยกับการที่ต้องกลับมานั่งเคลียร์งานต่าง ๆ และทบทวนบทเรียน เธอไม่ได้หลับนอนข้ามวันข้ามคืน แต่ยังดีที่มี
เพื่อน ๆ คอยช่วยกันดูแล โดยเฉพาะแตงกวาที่ตัวติดกันตลอดเวลา
ทว่าสุดท้ายการสอบก็ผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะผ่านมาได้แบบทุลักทุเลมาก ๆ เลยก็ตาม ญาณินและแตงกวาได้คะแนนสอบดีกว่าที่คิด ส่วนหนึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับพวกรุ่นพี่ที่เกร็งข้อสอบได้ค่อนข้างตรงกับข้อสอบจริง นั่นจึงทำให้เธอทำคะแนนได้ง่ายขึ้นมากพอสมควร...
