บทที่ 2 เพื่อนใหม่

บทที่ 2

เพื่อนใหม่

ระยะเวลาผ่านมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ วันนี้เป็นวันแรกของการไปเรียน ญาณินตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ เพราะมีเรียนช่วงแปดโมงตรง เธอยังกะเวลาไม่ถูก จึงตื่นเร็วกว่าปกติ ถ้าหากว่าได้ไปเรียนดูสักระยะก็คงจะกะเวลาได้พอดีมากขึ้น

ใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวอยู่ประมาณสามสิบนาที ทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย หญิงสาวในคราบชุดนักศึกษาเดินออกมาจากซอยของหอพัก ก่อนจะตรงดิ่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าเพื่อไปลงสถานีต่อไป

ทันทีที่มาถึงมหาวิทยาลัย ญาณินตรงดิ่งเข้ามานั่งรออาจารย์ในคลาสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยความที่เธอเป็นหญิงสาวแต่งตัวเชย ๆ ทั้งยังมีแว่นปกปิดความเป็นตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ภายใน

นั่นจึงส่งผลให้เพื่อน ๆ ในห้องเรียนเดียวกัน ไม่มีใครให้ความสนใจมาที่เธอเลยสักคน ผิดกับสาวสวยที่มีดีกรีเป็นถึงดาราเน็ตไอดอลที่ใครต่างก็ให้ความสนใจและพูดชื่นชมกันอย่างไม่ขาดปาก

“นี่เธอ...อยู่คนเดียวเหมือนกันหรอกเหรอ?”

ในขณะที่ญาณินกำลังเบนสายตาออกไปทางนอกหน้าต่างเพื่อชมนกชมใจไปพลาง ๆ ระหว่างรออาจารย์ จู่ ๆ หญิงสาวแปลกหน้าก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมทั้งหย่อนกายลงนั่งข้าง ๆ เธอ

“อืม ฉันไม่ค่อยมีเพื่อนน่ะ มาเรียนที่นี่ก็มาคนเดียว ไม่มีคนรู้จักเลยสักคน” ญาณินพูดตอบด้วยน้ำเสียงใสกังวาน ทั้งยังดูจริงใจจนอีกฝ่ายสนใจในตัวของเธอเป็นอย่างมาก

“เหมือนฉันเลย ฉันเป็นเด็กต่างจังหวะน่ะ เข้ามากรุงเทพฯ ก็มาคนเดียว เหงามาก เธอเป็นเพื่อนกับฉันได้ไหม?”

แตงกวา หญิงสาวเจ้าของหน้าตาน่ารัก เธอเอ่ยบอกความต้องการของตัวเองออกไปอย่างตรงไปตรงมา ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เธอเองก็เลยอยากจะมีเพื่อนเป็นคนในเมืองบ้าง แถมในตอนที่อยู่โรงเรียนเก่าเธอเองก็ไม่ได้มีเพื่อนเยอะมากเท่าไร เพราะไม่ได้ถูกเป็นที่ยอมรับเท่าที่ควร

“ถ้าเธอไม่ได้รังเกียจ เราก็เป็นเพื่อนกันได้อยู่แล้ว แค่จริงใจต่อกันก็พอ” ญาณินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความเป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด

โดยปกติแล้วเธอเองก็ไม่ได้เปิดใจให้คนนอกได้เข้ามาทำความรู้จักกับตัวเองสักเท่าไร ทว่าอย่างน้อย ๆ เข้ามหาวิทยาลัยแล้วก็ควรจะมีเพื่อนสนิทไว้คอยช่วยกันทำงานส่งอาจารย์สักคนสองคนก็ไม่ได้เสียหายอะไร

“แน่นอนสิ ฉันจริงใจกับทุกคนอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะชอบเจอคนที่เสแสร้งใส่...”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ฉันไม่ใช่คนซับซ้อนอะไร ออกจะตรงไปตรงมาเลยด้วยซ้ำ มีอะไรก็พูดตรง ๆ กับฉันได้เลย เราจะได้เข้าใจ”

“อื้ม ถ้าอย่างนั้นนับตั้งแต่วันนี้ เราสองคนเป็นเพื่อนกันแล้วนะ”

“ก่อนจะเป็นเพื่อนกัน เธอชื่ออะไรเธอยังไม่บอกเลย ฉันชื่อญาณิน เรียกสั้น ๆ ว่าญาก็ได้”

หญิงสาวเจ้าของใบหน้างามแนะนำตัวคร่าว ๆ พร้อมทั้งหันมารอคำตอบจากปากของฝ่ายตรงข้ามอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก่อนเธอไม่เคยถูกให้ความสนใจจากใคร พอขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วมีคนมาทักทายและขอเป็นเพื่อนด้วยแบบนี้

ญาณินเองก็แอบดีใจ แม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าตนจะเป็นเพื่อนที่ดีให้กับเธอคนนี้ได้หรือไม่กันแน่...

“อ้อ...ฉันชื่อแตงกวา ยินดีที่ได้รู้จักนะญา บอกเลยว่าฉันจะไม่ทำให้เธอเหงาแน่นอน”

“ไม่มีปัญหา เป็นตัวของตัวเองน่ะดีที่สุดแล้ว”

บทสนทนาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความขำขัน แตงกวาเป็นคนอัธยาศัยดีในระดับหนึ่ง ซึ่งก็เป็นโชคดีของญาณิน เพราะเธอเป็นคนเงียบ ๆ เมื่อได้เพื่อนที่พอจะพูดเป็นพูดเก่ง ก็ช่วยในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้เยอะพอสมควรเลยทีเดียว

เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมงทั้งสองคนเรียนกันเสร็จ ก็รีบเดินกันออกมาจากตึกเรียนทันที เนื่องจากว่าช่วงเย็นมีเรียกรวมสำหรับการรับน้องปีหนึ่ง ที่เพิ่งจะเข้ามาเป็นนิสิตใหม่ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

วิธีการรับน้องของที่นี่ค่อนข้างเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่มีการใช้ความรุนแรงเหมือนอย่างที่เคยได้ยินมาปากต่อปากว่าการถูกรับน้องจะต้องน่ากลัวเพราะรุ่นพี่ส่วนมากมักบ้าอำนาจ แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น

ทุกคนใจดีแล้วก็เป็นมิตรกับเธอเอามาก ๆ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นจุดสนใจอย่างที่ควรเลยก็ตาม

การเรียนวันแรกสำหรับญาณินผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี เธอเดินกลับมาพักที่หอตามปกติ ก่อนที่จะนึกหาวิธีการหาเงินที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนไปทำงานไป ที่สำคัญจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนของเธอเป็นอันขาด

ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่าเธอจำเป็นที่จะต้องหางานเสริมทำในระหว่างที่ยังเรียนอยู่ที่นี่ เพราะไม่อยากยื่นมือไปขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อและแม่ หากเธอจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

เธอก็ต้องหารายได้เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ไม่ใช่เอาแต่รอเงินรายเดือนจากพวกท่านทั้งสองอย่างเดียว

เช้าวันถัดมา...

หญิงสาวเจ้าของร่างบางใช้เวลาในการเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยประมาณยี่สิบนาที เธอนัดเจอกับแตงกวาที่บริเวณม้าหินอ่อนใต้คณะระหว่างรอให้ถึงเวลาเข้าเรียน หากเข้าไปรอในห้องตั้งแต่ตอนนี้ก็คงจะชุลมุนวุ่นวาย ซึ่งเธอไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก

“หวัดดีญา มาถึงนานหรือยังเนี่ย” แตงกวาเดินเข้ามาจากทางด้านหลังก่อนจะทักทายกลับ

“เราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน ว่าแต่...นั่นใครเหรอ?” เมื่อหันไปเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มาคนเดียว ซ้ำยังเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ดูด้วยตาเปล่าแล้วก็เดาออกได้ในทันทีว่าเป็นรุ่นพี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังตามติดแตงกวาอย่างไม่หยุดหย่อน

“รุ่นพี่น่ะ”

“พี่ตามจีบแตงกว่าอยู่น่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ” ชายหนุ่มคนนั้นเอ่ยตอบญาณินด้วยท่าทีเป็นกันเอง หวังตีสนิทเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทของแตงกวา ในอนาคตอาจจะได้ขอความช่วยเหลือจากเธอก็เป็นได้

“พี่ไม่มีเรียนหรือไง เดี๋ยวหนูจะขึ้นไปเรียนกับเพื่อนแล้วค่ะ พี่ไปได้แล้ว” แตงกวาเห็นว่าญาณินไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร เธอจึงรีบไล่รุ่นพี่คนนั้นให้กลับไปเรียนทันที อย่างน้อยได้อยู่กันสองคนก็น่าจะดีกว่ามีคนนอกเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

“แตงกวา จริง ๆ เธอไม่ต้องไล่พี่เขาไปก็ได้นะ เขามาจีบเธอนี่คงใจเสียหมดแล้วมั้งน่ะ” เมื่อรุ่นพี่ที่มาตามจีบเพื่อนสาวเดินจากไปตามคำขอของเธอ ญาณินก็รีบพูดความคิดเห็นของตนสวนขึ้นมาอย่างไว

“ไม่เป็นไรหรอก บางทีฉันเองก็แอบรำคาญเหมือนกัน อยากอยู่กับเพื่อนแบบสองต่อสองบ้างน่ะ”

“เพิ่งมาเรียนเมื่อวานวันแรก วันนี้แกก็มีหนุ่มมาติดซะแล้ว เนื้อหอมไม่เบาเลยนะแตงกวา” ญาณินพูดแซวอย่างทีเล่นทีจริงพร้อมทั้งปรากฏรอยยิ้มละไมบนใบหน้า

“เปล่าสักหน่อย ฉันขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ที่รู้ว่าสอบติดได้ใหม่ ๆ แล้วพอมาอยู่ก็รู้สึกเบื่อ ก็เลยไปหางานพาร์ตไทม์ทำเล่น ๆ น่ะ แล้วก็ไปเจอที่เขานี่แหละ นับตั้งแต่นั้นมาเขาก็ตามจีบฉันมาเรื่อย ๆ เลย”

“อ๋อ...เป็นแบบนี้นี่เอง”

“คนอย่างฉัน เอาอะไรมาเนื้อหอม ฟลุกเจอมามากกว่า” หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ ก่อนจะหลบหลีกสายตาของญาณินไปชั่วขณะ แตงกวาไม่ใช่คนที่มั่นใจในตัวเองมากถึงเพียงนั้น เวลาที่มีคนมาชื่นชมเธอก็มักจะเอ่ยปากปฏิเสธกลับไปอยู่บ่อยครั้ง

“ก็คนอย่างแกนั่นแหละ มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ขนาดแค่นี้ยังหลบสายตาฉันเลย แบบนี้มันได้ยังไงกัน”

“ก็ฉันพูดเรื่องจริงนี่นา”

“แค่มีหนุ่มมาตามติดก็การันตีได้แล้วนะว่าแกน่ะเนื้อหอมจริง ๆ พี่เขาอาจจะชอบความที่แกเป็นแกแบบนี้ก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ใต้มาตรฐานของสังคมเหมือนที่คนอื่น ๆ เขาพูดกันหรอก”

ญาณินสัมผัสได้ในทันทีว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งเธอไม่ได้อยากให้เพื่อนสนิทต้องรู้สึกเช่นนั้น แตงกวาเป็นผู้หญิงน่ารัก มีเสน่ห์ในตัวเองค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย

“ขอบคุณนะญา เพิ่มความมั่นใจให้ฉันได้เยอะเลย”

“ก็มีกันอยู่สองคน แกจะให้ฉันไปพูดกับใคร”

“ก็จริงอย่างที่แกว่านั่นแหละ ฮ่า ๆ ๆ” เธอว่าพร้อมกับหัวเราะชอบใจออกมาจนเสียงดังไปทั่วบริเวณ แตงกวารู้สึกว่าตัวเองคิดถูกเป็นอย่างมากที่เลือกญาณินมาเป็นเพื่อนสนิทของตน และคาดว่าในอนาคตเธอก็คงจะรู้สึกเช่นนี้ไปตลอด

“เอ้อ...ว่าแต่เรื่องรับน้องแกว่ามันน่าเบื่อเหมือนอย่างที่คนอื่น ๆ พูดกันไหม ฉันว่ามันก็ปกตินะ ถ้ามากไปก็ไม่ดีแต่ถ้าน้อยกว่านี้ก็ดูไม่มีอะไรเลย เราว่าเท่าที่พวกพี่ ๆ เขาเตรียมเอาไว้ ก็กำลังดีแล้วนะ”

เนื่องจากว่าวันนี้เด็ก ๆ ปีหนึ่งจำเป็นต้องเข้ากิจกรรมรับน้องเหมือนกับเมื่อวาน ซึ่งญาณินเองก็ดันได้ยินคนอื่น ๆ ในคณะซุบซิบกันว่ากิจกรรมรับน้องน่าเบื่อ หลายคนจึงอยากโดด ไม่อยากเข้าร่วม

“ใช่ เราก็ว่าโอเคแล้ว จริง ๆ มันก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้นหรอก”

“เห็นว่าจะมีคนโดดน่ะ แต่เราว่าจะไปเหมือนเดิม เธอว่าไง”

“ไปสิ มันเป็นกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเลยนะ ดีซะอีกที่ได้ทำความรู้จักกับพี่ ๆ เผื่อว่าจะพอให้ได้ช่วยเรื่องเรียนบ้างน่ะ”

“ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็ช่างมันเถอะ ไปเรียนกันดีกว่า”

ญาณินได้ยินเพื่อนสาวตอบกลับเช่นนั้น ก็โล่งอกไปที เธอเพียงแค่กลัวว่าแตงกวาจะมีความเห็นที่แตกต่างไปจากกัน แล้วพวกเขาทั้งคู่จะเข้ากันไม่ได้เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ก็เท่านั้น

หลังจากที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการรับน้องกันเสร็จ ทั้งสองก็ตัดสินใจขึ้นมารออาจารย์บนห้องก่อนเวลาที่ระบุเอาไว้ในตารางเรียน

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเวลาเลิกเรียนก็มาเยือนอีกครั้ง ญาณินและแตงกวารีบเก็บสัมภาระลงกระเป๋าเป้คู่ใจก่อนจะพากันเดินไปยังลานสำหรับทำกิจกรรมรับน้องที่เหล่ารุ่นพี่จัดเตรียมรอเอาไว้ให้

ญาณินสังเกตเห็นว่าผู้คนที่มาเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องในวันนี้ค่อนข้างน้อยกว่าปกติ จึงได้แต่มองหน้ากับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน ทั้งสองรู้เหตุผลดี ทว่าก็ไม่กล้าพูดออกไปแต่อย่างใด...

“เอาจริง ๆ วันนี้สนุกมากเลยนะ คนที่โดดพลาดมาก”

“นั่นสิ สนุกดีเหมือนกัน ว่าแต่นี่แกกลับบ้านเลยหรือเปล่า หรือว่ามีนัดต่อ”

“เดี๋ยวฉันว่าจะกลับหอไปอาบน้ำน่ะ แล้วค่อยออกไปที่ทำงาน ว่าแต่แกเถอะ หางานได้หรือยัง ให้ฉันช่วยแนะนำไหม”

“ก็ยังลังเลอยู่น่ะ ไม่รู้ว่าที่ดูเหมือนจะดี มันจะดีเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้จริง ๆ หรือเปล่า ฉันก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจ”

ญาณินตอบกลับเพื่อนสาวทันควันเมื่อคืนเธอเลื่อนหางานพาร์ตไทม์ที่เหมาะกับนักศึกษาในอินเทอร์เน็ตจนถึงดึก แต่ทว่าก็ยังไม่ได้ที่ที่ถูกใจเสียที

“ยังไงก็ลองดูนะ ฉันแนะนำว่าให้อยู่ใกล้ ๆ หอไว้ จะดีที่สุด”

“อืม ขอบใจนะ ถ้าอย่างนั้นฉันกลับหอแล้ว แกก็กลับดี ๆ ล่ะ”

“บ๊ายบาย พรุ่งนี้เจอกันนะญา”

ทั้งสองกล่าวลากันอยู่สักพัก ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับหอพัก เพราะต่างคนก็ต่างมีหน้าที่ที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ มิหนำซ้ำเช้าวันต่อไปก็ต้องมาเรียนกันแต่เช้าเลยอีกด้วย...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป