บทที่ 6 ดีเจสุดแซ่บ
ดีเจสุดแซ่บ
แต่ถึงกระนั้น คำตอบจากปากของเจ้าตัวถือเป็นที่สิ้นสุด เธอยังคงยืนหยัดในคำตอบแรกของเธอ ผู้เป็นเจ้าของผับจึงได้แต่ทำใจยอมรับแล้วปล่อยให้เธอกลับทั้งที่เสียดายเหลือเกิน
“ญา...มาทำงานที่นี่เถอะ ผับนี้ ไม่ใช่ว่าใครก็ได้นะที่จะได้เป็นดีเจประจำ ถึงขนาดที่คุณเพชรเขามาขอให้แกทำงานที่นี่ด้วยตัวเอง ฉันเชื่อเลยว่าไม่มีใครได้โอกาสนี้แน่ ๆ”
หลังจากที่เจรจากับเพชรเรียบร้อยและได้ข้อสรุปแล้ว ญาณินก็ขอตัวกลับทันที เมื่อเป็นแบบนั้นเก้าก็ไม่พลาดที่จะมาส่งเธอกลับด้วยตัวเอง และไม่วายที่จะพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หวังเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมมาทำงานที่นี่ตามความต้องการของทุก ๆ คน
“พอได้ยินแบบนี้ ฉันก็เริ่มจะลังเลซะแล้วสิ ตอนเห็นลูกค้าเรียกร้องให้กลับขึ้นไป ก็ว่าหนักใจแล้ว เจ้าของผับกับแกมาพูดแบบนี้อีก ฉันก็ยิ่งหนักใจ”
“ฉันไม่ได้อยากกดกันแกนะ แต่ว่าโอกาสแบบนี้ไม่ใช่ว่า
ทุกคนจะได้จริง ๆ นะ ฉันแค่ไม่อยากให้แกพลาดน่ะ เพราะฉันเองก็เห็นมาตลอดว่าแกรักในงานนี้เอามาก ๆ”
“ฉันก็เข้าใจทุกคนแหละ แต่สิ่งรอบข้างมันก็ไม่ได้เป็นใจให้ฉันขนาดนั้น ไว้จะลองเอากลับไปคิดดูนะ แล้วจะกลับมาให้คำตอบ”
“อื้ม ไม่ว่าแกจะตัดสินใจยังไง ฉันก็เคารพมันเสมอ เอาที่ตัวเองไหว ยังไงทุกคนก็เข้าใจ ถึงจะเสียดายสุด ๆ เลยก็เถอะ”
เก้าหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ใจหนึ่งก็เข้าใจเพื่อนรักและอีกใจก็นึกเสียดาย เพราะรู้ว่าคำตอบของญาณินค่อนข้างที่จะเด็ดขาด เธอคงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่าย ๆ แต่ตราบใดที่เธอยังขอเอากลับไปคิด ก็ยังมีหวังอยู่ดี...
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับแล้วนะ ขอบคุณมากที่ชวนฉันมา แล้วก็เรื่องนั้นไว้ฉันจะให้คำตอบนะ”
“โอเค กลับดี ๆ นะ ถึงแล้วบอกด้วย ฉันจะได้ต้องห่วง”
“บ๊ายบาย”
“บาย...”
ทั้งสองโบกมือลา ก่อนที่จะต่างคนต่างแยกย้ายกัน เก้ายังคงต้องทำงานที่ผับต่อ ส่วนญาณินก็มุ่งหน้ากลับหอไปพักผ่อนตามปกติ
ประตูห้องถูกเปิดออกก่อนจะเผยให้เห็นหญิงสาวเจ้าของห้องเดินเข้ามาด้วยความอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด ญาณินเหน็ดเหนื่อยกับงานในวันนี้
เธอโน้มตัวลงนอนบนโซฟาอย่างหมดสภาพ แต่ภายในหัวก็คิดเรื่องที่เก้ามาเกลี้ยกล่อมไปด้วย ถ้าหากว่าเธอเข้าไปเป็นดีเจที่นั่น ก็คงจะมีเงินใช้โดยที่ไม่ต้องขอพ่อกับแม่ไปวัน ๆ เหมือนตอนนี้...
ญาณินพรูลมหายใจออกมาจากริมฝีปากบางด้วยความหนักใจ เธอไม่รู้เลยว่าจะเอายังไงกับชีวิตของตัวเองดี นั่นเลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
เมื่อวานญาณินผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ฟ้าสว่างเสียแล้ว เธอตื่นขึ้นมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างไว ก่อนจะมานั่งเล่นเช็กมือถือตามปกติเหมือนอย่างทุก ๆ วัน เวลาที่เธอไม่มีเรียนคลาสเช้า
ทว่าในเวลานั้น อยู่ ๆ เสียงเรียกเข้าก็พลันดังสวนขึ้นมาพอดิบพอดี ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเก้าเพื่อนสนิทสมัยมัธยมของญาณิน
“ฮัลโหล ว่าไงเก้า”
“ญา...คือตอนนี้ที่ร้านหาดีเจที่มีฝีมือจริง ๆ มาแทนไม่ได้เลย แกได้คำตอบหรือยัง”
จริง ๆ แล้วเก้าเองก็ไม่ได้อยากโทร.มากดดันถึงขั้นนี้ หากแต่เจ้าของร้านที่เขาทำงานอยู่กดดันมาอีกที เธอเลยมีความจำเป็นที่จะต้องโทร.มาทวงคำตอบแบบนี้
“เอ่อ...คือว่า...”
“เราเองก็ไม่ได้อยากกดดันแกหรอกนะ แต่ว่าเราอยากให้แกมาทำงานนี้จริง ๆ”
“โอเค ฉันจะทำงานนี้ แกตอบตกลงคุณเพชรไปได้เลยนะ แล้วเดี๋ยวคืนนี้ฉันเข้าไปที่ผับเพื่อพูดคุยกับเขาอีกที”
“จริงนะญา อย่าหลอกกันนะเว้ย”
“จริงสิ ฉันคิดไว้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำตอนไหน เอาเถอะ ทำก็ทำ”
“อย่างนั้นดีเลย คืนนี้เจอกันนะ ฉันจะรอ”
หลังจากนั้นสายก็ถูกตัดไปทันที ไม่ใช่แค่เก้าที่ตื่นเต้น แต่ตัวของญาณินเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน เธอเพียงแค่รู้สึกว่าทุกคนคงไม่ได้
มีโอกาสดี ๆ แบบนี้ เมื่อเธอได้รับมันมาแล้วหากจะปล่อยไปง่าย ๆ วันหน้าก็คงจะต้องมานั่งเสียดายแน่ ๆ
เพราะฉะนั้นคำตอบนี้ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้วสำหรับการเจรจาในครานี้...
เมื่อตอบตกลงที่จะทำงานประจำที่ผับแล้ว ช่วงบ่ายหญิงสาวก็มาเรียนที่มหาวิทยาลัยตามปกติ มาถึงก็เจอกับแตงกวาก่อนเลยเป็นคนแรก
“ญา...วันนี้เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าตาดูไม่สดใสเลย”
เพื่อนสนิทที่นั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ กัน เอ่ยถามขึ้นด้วยเสียงเบาบาง เมื่อความสงสัยพรูขึ้นมา หลังจากที่สังเกตเห็นความผิดปกติของญาณิน
“เหรอ...ก็ปกตินะ”
“ไปทำอะไรมา เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ ฉันไม่เห็นแกตอบข้อความกลับมา ก็นึกว่าหลับไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้วซะอีก”
“อ๋อ เก็บห้องน่ะ เลยไม่ได้จับโทรศัพท์เลย แต่ก็ได้นอนอยู่นะ มันดูออกง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอแตงกวา?”
ญาณินถามเพื่อนสาวกลับ เธอกลัวว่าจะถูกคนรอบข้างจับได้ที่กลายไปเป็นดีเจสุดแซ่บของผับดัง เธอเพียงแค่ยังไม่พร้อมที่จะบอกใครก็เท่านั้น
“ถ้าไม่สังเกตก็ไม่เห็นหรอก แต่ไม่พลาดสายตาฉันแน่ ๆ อะ ไปทำอะไรกันแน่ สารภาพมาเลย”
“เปล่าสักหน่อย ห้องฉันรกจริง ๆ ไม่มีอะไรเลย”
“โอเค ๆ ไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร ถ้าอย่างนั้นวันนี้...ไปกินข้าวด้วยกันไหม?”
ยังไม่ทันไร แตงกวาก็วนเข้าเรื่องนี้อีกแล้ว ถึงวันนั้นจะตกลงกันเอาไว้อย่างจริงจัง แต่ท้ายที่สุดเธอก็ไม่อยากปล่อยให้เพื่อนสนิทต้องอยู่คณะคนเดียวอยู่ดี
“ไม่...”
“จะไม่ไปด้วยกันจริงเหรอ?”
“ไม่มีทาง ฉันไม่อยากเจอหน้าหมอนั่น แกก็รู้ นี่แค่พูดถึงยังหัวเสียขนาดนี้ ถ้าต้องไปเจอหน้าเขาอีก ฉันคงกินข้าวไม่ลง”
ญาณินออกปากปฏิเสธโดยที่เธอแทบจะไม่ได้หยุดคิดก่อนเลยด้วยซ้ำ เวลานี้นอร์ทคงเป็นสิ่งเดียวที่เธอไม่ชอบมากที่สุด เพราะแบบนี้จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปพอเจอกับเขาอีก
“ก็ได้ ไปคนเดียวก็ได้”
“มันควรจะเป็นแบบนั้นตั้งนานแล้ว บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วงฉัน มีแฟนก็ไปอยู่กับแฟนเถอะ ฉันไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้หรอกน่า”
“อืม เอาตามนั้นก็ได้ แต่ถ้าพี่นอร์ทไม่อยู่ ฉันโทร.ตามนะ โอเคไหม”
“โอเค ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา”
พวกเธอทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เมื่อถึงเวลาพักเที่ยงก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปกินข้าวกลางวันตามที่ตกลงกันทันที
วันนี้ญาณินเข้ามาที่โรงอาหารของคณะตัวเองคนเดียว เธอเดินไปซื้อข้าวก่อนจะมานั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ แม้ว่าถึงเหงาไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการที่ต้องไปเผชิญหน้ากับนอร์ทเป็นไหน ๆ
“ฮัลโหล ว่าไง”
“ญา วันนี้พี่นอร์ทไม่อยู่ มากินข้าวด้วยกันไหม”
แตงกวาเอ่ยบอกญาณินด้วยน้ำเสียงดีอกดีใจ พอเธอรู้ว่านอร์ทไม่ได้อยู่ที่คณะวิศวะฯ ก็รีบโทร.มาแจ้งข่าวให้เพื่อนรักได้รู้อย่างรวดเร็วทันใจ
“คงไม่ได้ไปแล้วแหละ ฉันซื้อข้าวที่โรงอาหารคณะเรามากินแล้ว เจอกันใต้ตึกก็แล้วกันนะ ฉันกินข้าวก่อน”
“โอเค ๆ เจอกัน”
ญาณินรีบกดวาง ก่อนจะหันมาสนใจจานข้าวตรงหน้า เธอไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า ก็เลยหิวกว่าปกติ แต่ในวินาทีที่กำลังจะตั้งหน้าตั้งตากิน อยู่ ๆ เสียงอันคุ้นหูก็ดังขึ้นตรงหน้าของเธอ...
“ยายเฉิ่ม ไม่มีเพื่อนคบเหรอ ถึงได้มานั่งกินข้าวเหงา ๆ คนเดียวตรงนี้”
นอร์ทปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับจานข้าวที่โรงอาหารสถาปัตย์ซึ่งเป็นคณะที่ญาณินเรียนอยู่ นาทีที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงแล้วเห็นว่าเป็นใบหน้าของชายที่ตนเกลียดเข้าไส้ เธอก็ถึงกับส่ายหน้าไปมา คราวนี้เธอคงตัดสินใจผิดมหันต์ที่ไม่ตามติดแตงกวาไปด้วย
“พี่มาทำไรคณะสถาปัตย์ไม่ทราบคะ?”
“เรื่องของฉัน เธอจะยุ่งทำไม”
“ก็ไม่ได้อยากยุ่งนักหรอกค่ะ เห็นว่าเข้ามาทักก็เลยทักกลับเป็นมารยาท”
เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ก่อนจะหลุบสายตามองจานข้าว ไม่สบสายตากับนอร์ท เพราะใจจริงไม่ได้อยากเจอเขาตั้งแต่แรกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
“เดี๋ยวฉันนั่งกินเป็นเพื่อนเอง จะได้ไม่เหงา”
“ไม่ต้อง ใครเขาอยากจะนั่งกับคนปากไม่ดีล่ะคะ”
“ก่อนจะว่าคนอื่น อย่างแรกเลยคือเธอต้องดูตัวเองซะก่อนนะ ยายเฉิ่ม...” สิ้นเสียงทุ้มต่ำทำเอาคนฟังถึงกับกลอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้ ถ้าหากว่านอร์ทไม่ได้เป็นรุ่นพี่ เธอก็คงจะไม่ให้เกียรติเหมือนอย่างตอนนี้ อย่างน้อยก็คงได้สู้กันสักฉาดไปแล้ว
“ฉันไม่ได้เฉิ่มสักหน่อย ไม่รู้อะไรจริงอย่าพูดดีกว่านะคะ”
“เอาอะไรมาไม่เฉิ่ม ก็เห็นกันอยู่ ไหนลองถอดแว่นออกหน่อยสิ”
“นี่พี่จะยุ่งอะไรกับฉันนักหนาเนี่ย ฉันไม่ถอดอะไรทั้งนั้นแหละ จะไปไหนก็ไปเถอะค่ะ ถ้าทำเป็นเหมือนว่าไม่เห็นกันไปเลยได้ ก็จะขอบคุณมากค่ะ”
ญาณินพูดบอกชายเบื้องหน้าไปตามความรู้สึกของตัวเองที่อัดอั้นอยู่ภายในใจมานานแสนนาน ในเมื่อวันนี้มีโอกาส เธอก็ไม่คิดจะปล่อยให้มันผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นเคย
“เรื่องอะไรฉันต้องทำตามที่เธอต้องการ ฉันจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เลย”
“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่ค่ะ อยากทำอะไรก็เชิญ ฉันจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น”
“อย่างนั้นก็ดีเลย นั่งรอตรงนี้ อย่าหนีไปไหน ไม่อย่างนั้นคราวหน้าฉันจะคิดบัญชีที่เธอไม่เชื่อฟังรุ่นพี่อย่างฉัน”
คำขู่ดังกล่าวส่งผลให้ญาณินเหลือบสายตาขึ้นมองใบหน้า
คมสันอย่างเอาเรื่อง เขารู้ว่าเธอกำลังจะคิดหนีระหว่างที่เขาจะไปซื้ออาหารมานั่งกินด้วยกัน เพราะฉะนั้นเขาจึงดักทางเอาไว้ก่อน หวังให้ญาณินเกรงกลัว
หากแต่คนอย่างญาณิน แน่นอนว่าไม่มีใครบังคับได้ แม้กระทั่งพ่อและแม่ ดังนั้นคนอย่างนอร์ทเองจึงไม่ใช่ข้อยกเว้นสำหรับเธออยู่แล้ว
เมื่ออีกฝ่ายเดินหายเข้าไปในกลุ่มคน เธอก็รีบหนีออกมาในทันทีทันใด โดยที่ไม่รู้เลยว่าคราวหน้าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง...
