บทที่ 8 ไม่สงสัยอะไร

ไม่สงสัยอะไร

หลังจากที่เมื่อวานหนีกลุ่มของนอร์ทกลับหอมาอย่างหัวซุกหัวซุน วันถัดมาญาณินก็อาบน้ำแต่งตัวมาเรียนแต่เช้า วันนี้ทั้งวันเธอพยายามเลี่ยงการเจอกันกับนอร์ทเพราะกลัวว่าจะถูกทักเรื่องเมื่อคืน

ซึ่งเมื่อแตงกวาเห็นท่าทีที่น่าสงสัยของเพื่อนสนิท ก็อดไม่ได้ที่จะทักท้วงขึ้นมา

“วันนี้แกเป็นอะไรของแกเนี่ย หลบ ๆ ซ่อน ๆ หลบหน้าใครอยู่หรือเปล่า?”

“เอ่อ...ก็เปล่านิ ปกติดีนะ”

“ปกติก็บ้าแล้ว แกเป็นอะไรกันแน่ หลบหน้าพี่นอร์ทอยู่เหรอ?” นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นจากการคาดคะเนเท่านั้น เพราะสิ่งเดียวที่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ญาณินเป็นแบบนี้ได้ ก็คงจะหนีไม่พ้นนอร์ท

“อะไร ฉันจะหลบหน้าพี่เขาทำไม ก็มาสิ จะด่ากลับเอาด้วย”

“ทำเป็นพูด พอพี่เขามาจริง ๆ แกก็หลบอยู่หลังฉันแบบนี้นั่นแหละ”

“ไม่จริง ว่าแต่วันนี้แกไม่ไปกินข้าวตึกวิศวะฯ เหรอ? ทำไมถึงมากินที่ตึกเราได้”

ญาณินเปลี่ยนเรื่องคุยได้อย่างแนบเนียน แต่เธอก็แอบสงสัย เพราะปกติแล้วแตงกวาก็มักจะติดแฟนหนุ่มจนต้องไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน

“ไม่ละ เพราะว่ากลุ่มพี่นอร์ทจะมากินข้าวที่ตึกเรา ฉันเลยมานั่งรอพวกเขาอยู่กับแกนี่ไง”

“ฮะ...แกว่าไงนะ มาทั้งกลุ่มเลยเหรอ?”

“อืม ก็ใช่น่ะสิ มาหมดนั่นแหละ สมใจแกเลยไหม?”

“หนีตอนนี้ทันไหมอะแก...” หญิงสาวเอ่ยเสียงสั่น ก่อนจะทำท่าเหมือนว่าจะหนีออกไปเหมือนอย่างที่ปากพูดจริง แต่ทว่าก็ดันถูกเพื่อนรักดึงรั้งเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที

“ไม่น่าทันแล้วนะ มานู่นแล้ว...”

สิ้นคำบอกกล่าวของแตงกวาได้ไม่นาน กลุ่มชายหนุ่มที่มีคู่กัดของญาณินอยู่ในนั้นด้วยพากันเดินตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเธอทั้งสองอย่างรวดเร็ว

ญาณินหลบสายตานอร์ททันทีที่เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ มิหนำซ้ำยังลอบกลืนนำลายลงคอไปด้วยความยากลำบาก เธอประหม่าเสียยิ่งกว่าตอนที่จะต้องขึ้นไปเป็นดีเจบนเวทีอีกเสียด้วยซ้ำ

“ยายเฉิ่ม วันนั้นใครใช้ให้เธอลุกหนีฉัน อยากโดนลงโทษหรือไง”

คำถามแรกหลังจากที่เจอหน้ากันยังคงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้น แน่นอนว่านอร์ทไม่ได้สงสัยกับการที่เธอเปลี่ยนตัวเองให้เป็นดีเจสาวสุดเซ็กซี่บนเวทีในค่ำคืนที่ผ่านมาแต่อย่างใด

รวมไปถึงเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเขาด้วยเช่นเดียวกัน

“เรื่องของฉัน พี่เป็นใครถึงได้บังคับขู่เข็ญคนอื่นเขาไปทั่ว ไม่ใช่ว่าเป็นรุ่นพี่แล้วจะทำอะไรใครก็ได้นะคะ”

เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เอะใจเกี่ยวกับเรื่องนั้น ญาณิน เองก็โล่งอกไปที อย่างน้อยก็ถือว่าครั้งนี้รอดตัวไป

“ปากดีไปเถอะ เดี๋ยวเราได้เห็นดีกัน”

“โอ๊ย สองคนนี้นี่จะกัดกันทุกครั้งที่เจอหน้าเลยเหรอวะ”

วีได้ยินทั้งสองสนทนากันเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทักท้วงขึ้นมา ไม่ว่าจะครั้งไหน เวลาที่พวกเขาได้เจอหน้ากันก็มักจะมีปากเสียงกันเป็นประจำ ซ้ำแล้วยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งใช้ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก

เวลาผ่านไปจนกระทั่งตกเย็น ญาณินกลับจากมหาวิทยาลัยพร้อมกับความโล่งใจ ทั้งที่เป็นกังวลตั้งแต่ลงจากเวทีเมื่อวาน แต่สุดท้ายกลับไม่มีใครรู้เรื่องนั้นเลยสักคน

แม้แต่จะเอะใจก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ ดูท่าการเปลี่ยนลุกในครั้งนี้ เธอคงจะเปลี่ยนไปมากคนใกล้ตัวถึงไม่มีใครจำเธอในคืนนั้นได้เลย

การใช้ชีวิตของญาณินในทุก ๆ วันยังคงเหมือนเดิม เธอวางใจเรื่องที่เคยเป็นกังวลไปแล้ว จึงไปทำงานที่ผับได้อย่างมั่นใจว่าจะไม่มีใครหน้าไหนจำเธอได้ทั้งนั้น

ซึ่งวันนี้เธอก็เดินทางมาทำงานตามปกติ จากสาวเฉิ่มที่มหาวิทยาลัยก็กลับกลายเป็นดีเจสาวสวยสุดเซ็กซี่ซึ่งเป็นที่จับตามองของชายหนุ่มหลาย ๆ คนเลยทีเดียว

ด้วยความที่รูปลักษณ์ภายนอกของเธอตรงตามมาตรฐานความสวยของผู้ชายไทยส่วนใหญ่ นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มีคนเข้ามาขายขนมจีบให้ไม่เว้นแต่ละวัน

แน่นอนว่าญาณินกลายเป็นดีเจดาวเด่นของที่นี่ไปแล้ว เพราะไม่ใช่แค่หน้าตาและรูปร่างที่ดี แต่ฝีมือในการมิกซ์เพลงก็ไม่ใช่เล่น ๆ เช่นกัน นั่นจึงส่งผลให้ลูกค้าต่างก็พากันติดตาตรึงใจ บอกต่อ ๆ กัน จนรายได้ของผับพุ่งสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่

“สวัสดีครับ นี่ใช่ดีเจที่อยู่บนเวทีเมื่อกี้นี้หรือเปล่าครับ?”

หลังจากที่หน้าที่ของญาณินเสร็จสิ้นลง เธอก็มานั่งจิบไวน์

ชิลชิล ที่บาร์หลักของผับ แล้วดื่มด่ำไปกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงเพื่อคลายเครียด

แต่ในขณะเดียวกัน อยู่ ๆ ก็มีชายนิรนามคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายของหญิงสาวโดยที่เธอไม่ทันได้ตั้งตัว ญาณินหันมองตามไปยังต้นเสียง ก่อนจะยิ้มอ่อน ๆ แล้วตอบคำถามเมื่อสักครู่กลับไปอย่างทันควัน

“ใช่ค่ะ ฉันเอง มีอะไรหรือเปล่าคะ?”

“ผมขอนั่งด้วยได้ไหมครับ?”

“ได้สิคะ เชิญเลยค่ะ”

“คุณทำงานที่นี่มานานแล้วเหรอครับ ทำไมผมไม่คุ้นหน้าคุณเลย”

ชายหนุ่มคนนั้นค่อย ๆ เข้าประเด็นหลักทันทีที่หญิงสาวเปิดโอกาสให้เข้าได้ใกล้ชิด ซึ่งเจตนาของเขาเป็นอย่างไร ญาณินเองก็รู้ดี

“เปล่าค่ะ ฉันเพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ประมาณสัปดาห์เดียวเองมั้งคะ เป็นดีเจหน้าใหม่น่ะค่ะ ยังไงฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

เจ้าของใบหน้าสวยตอบกลับอีกฝ่ายไปตามมารยาท เธอเห็นว่าเขาเป็นลูกค้าของผับคนหนึ่ง จึงไม่ได้มีท่าทีว่าจะตีตัวออกห่างแต่อย่างใด

“ได้สิครับ ว่าแต่คุณมีแฟนหรือยังครับ?”

“ยังไม่มีค่ะ แต่ก็ไม่อยากมีใครอยู่แล้ว ขอโทษด้วยนะคะ”

เธอโต้ตอบด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่และเด็ดขาดเป็นอย่างมาก ญาณินแทบไม่ได้หยุดคิดเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมมากแค่ไหนก็ยังคงยืนยันที่จะปฏิเสธ

ยังไม่มีผู้ชายคนไหนที่ทำให้เธอเปลี่ยนคำตอบนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว

“ไม่คิดจะลองเปิดใจดูก่อนเหรอครับ คุณตรงสเป็กผมมากเลย ผมก็เลยอยากทำความรู้จัก ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปก็ได้ครับ ผมไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว”

ชายแปลกหน้าคนนั้นยังคงเดินหน้าจีบญาณินอย่างไม่ลดละ แม้ว่าจะถูกปฏิเสธไปแล้วก็ตาม เขาเพียงเห็นว่าเธอดูเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจ จึงอยากลองคบหาด้วยก็เท่านั้น

“ไม่คิดจะลองหรอกค่ะ ฉันไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย เรื่องอื่นยังไม่ค่อยจะได้เรื่องเลย ฉันกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเสียใจที่มาคบกับฉันเปล่า ๆ น่ะค่ะ หวังว่าจะเข้าใจกันนะคะ”

ครั้งนี้ญาณินปฏิเสธอย่างไม่อ้อมค้อม และไม่ลืมจะบอกเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจเช่นนี้ตามติดออกไปด้วย ซึ่งก็หวังว่าเขาจะเข้าใจมันเป็นอย่างดี...

“หว่า...น่าเสียดายจังนะครับ ผมนึกว่าจะได้ทำความรู้จักคุณมากกว่านี้ซะอีก แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ครั้งนี้ผมถูกปฏิเสธตรง ๆ แล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”

โชคดีที่เขาเข้าใจและเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ได้ตามตื๊อต่อจนน่ารำคาญใจเหมือนกับคนก่อน ๆ ที่พยายามเข้าหาด้วยวิธีที่ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย

เวลานั้นญาณินได้แค่คิดอยู่ในใจ ว่าการที่ต้องตกเป็นจุดสนใจแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเธอเองต้องการเท่าไรนัก แต่ก็คงจะหนีไม่ได้แล้ว เพราะเธอก้าวขาเข้ามาในวงการอย่างเต็มตัวแล้วจริง ๆ ถ้าพูดถึงผับชื่อดัง ใคร ๆ ก็นึกถึงดีเจญาญ่าคนนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

ค่ำคืนนี้ญาณินถูกชายหนุ่มหลายคนเข้าหาด้วยเจตนาแบบนั้น เอาเข้าจริง ๆ เธอกลับรู้สึกชินไปแล้ว เธอปฏิเสธพวกเขาจนปากเปียกปากแฉะ ทำเอาเธอดูกลายเป็นคนใจร้ายไปเลยก็ว่าได้

แต่ด้วยความเบื่อหน่าย นั่งดื่มจนพอใจก็รีบเก็บของแล้วมุ่งหน้าตรงกลับมาที่หอพักทันที

เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเองหญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบอาบน้ำชำระร่างกายแต่งชุดนอนครบเซตแล้วโน้มตัวลงนอนบนเตียงนอนนุ่มด้วยความเมื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันหลายคืน

ทว่าวินาทีที่กำลังจะปิดเปลือกตาลง เธอกลับนึกบางสิ่งขึ้นมาได้โดยฉับพลัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็รีบหันไปดูนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างหัวนอนอย่างไว

“ฮะ...นี่ตีสามแล้วเหรอเนี่ย เกือบลืมไปเลยว่าตอนเก้าโมงต้องกลับบ้าน แล้วจะตื่นไหวไหมเนี่ยไอ้ญา...”

ด้วยว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันหยุด แม่ของเธอจึงขอให้ลูกสาวกลับไปเยี่ยมบ้านบ้าง ซึ่งเธอก็ตอบตกลงไปตั้งแต่สามวันก่อน หากจะเลื่อนนัดก็คงจะทำพ่อกับแม่เสียใจแย่ ป่านนี้คงเตรียมจองร้านอาหารสุดโปรดปราณของเธอเอาไว้แล้วด้วย ยังไงก็เบี้ยวนัดไม่ได้เด็ดขาด

ญาณินได้เขกหัวตัวเองที่เกือบลืมนัดครอบครัว ไม่อย่างนั้นเธอคงขอที่ผับลาสักคืนสองคืนไปแล้ว แต่นี่อะไร เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะฟ้าสาง แต่ทว่าเธอกลับยังไม่ได้นอน แถมเมื่อเช้าก็ตื่นต้องแต่เช้าเพื่อไปเรียน ดูท่าคงจะไม่ตื่นไม่ทันแน่ ๆ

“เอาวะ ขอนอนสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ยังดี ขออย่างเดียว อย่าหลับเพลินก็แล้วกัน” เธอย้ำเตือนตัวเองเอาไว้ทันทีที่หนังตาเริ่มหย่อน ยังไงซะตอนนี้เธอก็ต้องได้นอนพักผ่อนเอาแรงเสียหน่อย เพราะถ้าไม่เช่นนั้น คงตื่นแต่เช้าเพื่อกลับบ้านไม่ไหวแน่นอน

หญิงสาวร่างบางถอนหายใจอย่างหัวเสีย ก่อนเอนหลังลงนอน ใช้เวลาเพียงชั่วครู่เธอก็ตกเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างรวดเร็วทันใจ

วันนี้เป็นอีกวันที่ญาณินเหนื่อยเอาการ เธอฝืนร่างกายของตัวเองไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ได้นอนพักสักหน่อยอาการเหนื่อยที่ว่าก็คงจะบรรเทาลงไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป