บทที่ 9 กลับบ้าน

กลับบ้าน

หญิงสาวที่กำลังนอนแผ่กายอยู่บนเตียงอย่างหมดสภาพ ค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เป็นเพราะแสงแดดที่แยงตาปลุกเธอให้ตื่นขึ้นจากภวังค์

แต่ก็ยังดีที่ทำให้เธอตื่นก่อนเวลานัดหมายเกือบ ๆ ครึ่งชั่วโมง

ญาณินไม่มัวรีรอ เธอเร่งรีบทำภารกิจส่วนตัวจนเสร็จสรรพภายในเวลาเพียงสิบห้านาที หลังจากนั้นก็รีบออกเดินทางไปยังที่นัดหมายทันที...

เธอมาถึงที่บ้านเวลาประมาณ เก้าโมงยี่สิบนาที ถึงจะสายไปหน่อย แต่พ่อกับแม่ของเธอก็ไม่ได้ว่าอะไร มีแต่จะดีใจเสียมากกว่าที่ลูกสาวคนเดียวกลับมาเยี่ยมเยียนที่บ้านบ้าง

“เป็นยังไงบ้าง ไหวไหม?” คำทักทายแรกของผู้เป็นพ่อดังสวนขึ้นมาทันทีที่หญิงสาวหย่อนกายลงนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกของบ้าน

“ไหวสิคะ จริง ๆ มันก็ไม่ยากอย่างที่คิด โอเคเลยค่ะ แค่...”

ญาณินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบวางมาดลูกสาวขี้เอาแต่ใจเอาไว้เหมือนอย่างเดิมไม่มีเปลี่ยน แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังเอ่ยปากสนทนากับพ่อ อยู่ ๆ ท้ายประโยคก็พลันขาดหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

“แค่อะไร?”

“เปล่าค่ะ ทุกอย่างโอเคดี สบายมากค่ะ”

ที่จริงแล้วญาณินเกือบจะหลุดปากพูดถึงรุ่นพี่ที่คอยหาเรื่องเธอไม่เว้นแต่ละวันอย่างนอร์ทให้คนเป็นพ่อได้รับรู้เสียแล้ว แต่ถ้าหากว่าพ่อของเธอรู้เข้า คงจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตเอาเปล่า ๆ แล้วเธอเองก็ไม่ได้อยากให้มันต้องเป็นเช่นนั้น

จึงตัดสินใจที่จะไม่พูดมันออกไปแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุยในทันที

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว แม่แกเป็นห่วงอยู่ทุกวัน กลัวจะไม่ไหว แต่ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ให้บอกฉันก็แล้วกัน”

“ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะแม่ ณินไหว ที่นั่นสนุกกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ”

แม้ว่าความสนุกที่ว่าจะปะปนไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยซึ่งทำเอาผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แบบเธอสายตัวแทบขาด ทว่าเธอก็ไม่ได้คิดที่จะพูดข้อเสียให้กับครอบครัวได้รับฟัง

อย่างน้อยการที่ไม่ทำให้พ่อและแม่ต้องเป็นห่วง เมื่อแยกกันอยู่ ก็คงจะเป็นหน้าที่ของลูกที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

“ก็ดีแล้ว ถ้ารู้แบบนี้แม่เองก็จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ถ้าเหนื่อยก็กลับบ้านเรานะลูก ทุกคนรออยู่ที่นี่”

“ค่ะ...”

“แล้วนี่พร้อมหรือยัง?”

“พร้อม? พ่อหมายถึงอะไรเหรอคะ?”

“ก็ที่จะไปทานข้าวกันไง แม่แกจองร้านอาหารไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน พลาดไม่ได้เชียวนะ”

“อ๋อ พร้อมค่ะ ๆ” ผู้เป็นลูกตอบรับก่อนจะหยัดกายขึ้นยืนแล้วเดินตามหลังพ่อกับแม่ไปขึ้นรถเพื่อตรงไปยังสถานที่รับประทานอาหารมื้อกลางวันทันที

พวกเขาทั้งสามคนมาถึงร้านอาหารดังกล่าวภายในเวลาเพียงยี่สิบนาทีเศษ ๆ ด้านในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สุดหรูเหมาะสมกับฐานะของที่บ้านเป็นอย่างยิ่ง

แต่เมื่อเดินเข้ามาได้ยังไม่ทันไร ก็เหมือนว่าทั้งพ่อและแม่ของญาณินจะเจอเข้ากับคนรู้จักและยังดูสนิทชิดเชื้อกันเป็นอย่างดีอีกด้วย

“อ้าว คุณเกด ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอกันที่นี่นะคะเนี่ย”

“เช่นกันค่ะ มาทานข้าวกับลูกสาวเหรอคะ หน้าตาน่ารักเชียว”

หญิงวัยกลางคนเอ่ยถึงญาณินด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร คุณอาฐาเอ็นดูเธอมาตั้งแต่เด็ก ๆ เคยทาบทามจะให้ลูกชายมาสู่ขออยู่บ่อยครั้ง แต่ก็เป็นเพียงแค่การหยอกล้อกันไปมา ไม่มีฝ่ายใดเจรจากันอย่างเป็นจริงเป็นจังสักที

“ใช่ค่ะ พอดีนาน ๆ จะกลับมาเยี่ยมบ้านที ก็เลยพาออกมาทานร้านโปรดสักหน่อย แล้วนี่ลูกชายไม่ได้มาด้วยเหรอคะ”

“ไม่ได้มาด้วยหรอกค่ะ รายนั้นน่ะ ไม่ค่อยชอบกลับบ้านเท่าไร ตามประสาวัยรุ่นติดเพื่อนฝูงน่ะค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นให้บ้านเราเลี้ยงข้าวสักมื้อนะคะคุณเกด”

เนื่องจากว่าเมื่อก่อนในตอนที่ทั้งสองบ้านยังไม่ได้มีฐานะที่ดีเท่าปัจจุบัน พวกเขาทั้งสองตระกูลเกื้อหนุนกันมาโดยตลอด ให้ความช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี แม้ว่าในตอนนี้จะแยกย้ายกันแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสก็มักจะนัดทานข้าวกันอยู่บ่อย ๆ

“ยินดีค่ะ”

“เชิญนั่งเลยครับ”

พ่อของญาณินเชื้อเชิญให้พวกเขาทั้งสองนั่งทานข้าวกลางวันด้วยกันอย่างไม่คิดถือตัว ด้วยความที่มีลูกอายุใกล้เคียงกัน ทั้งสองบ้านจึงมักจะขอคำปรึกษาเกี่ยวกับลูก ๆ กันทุกครั้งถ้าได้นักเจอกันเป็นการส่วนตัว

“สวัสดีคุณอาสิณิน”

“เอ่อ...สวัสดีค่ะคุณอาฐาและคุณอาภพด้วยนะคะ”

“สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เจอกันนาน โตขึ้นเยอะเลยนะ”

“ค่ะ...”

หญิงสาวร่างเล็กขานรับพร้อมกับส่งรอยยิ้มเจื่อน ๆ กลับไปให้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เธอเพียงทำตัวไม่ถูกก็เท่านั้น เพราะไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเลยว่าจะต้องมานั่งรวมโต๊ะอาหารกับคนนอกแบบนี้

พวกผู้ใหญ่นั่งพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันระหว่างรออาหารจนหญิงสาวคนเดียวรู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้เป็นอย่างมาก เธอแทบจะอยากลุกพรวดออกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิดอยู่ในใจเท่านั้น...

“ว่าแต่ณินเรียนคณะอะไรเหรอลูก เป็นยังไงบ้าง เห็นว่าเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก” คุณอาฐาเบนความสนใจมาที่ญาณินทันทีที่เห็นว่าเธอมัวแต่ก้มหน้าและเงียบไปสักพักหนึ่งแล้ว

“อ๋อ...ตอนนี้หนูเรียนอยู่ที่สถาปัตย์น่ะค่ะ ปีแรกก็เหนื่อยหน่อยค่ะ เพราะว่ากิจกรรมค่อนข้างเยอะ แต่ก็พอที่จะปรับตัวได้อยู่ค่ะ”

“อ้าว จริงเหรอ ลูกชายของอาเรียนอยู่วิศวะฯ พอดีเลย พอเรียนจบทำงานด้วยกันก็คงจะดีสินะ ว่าไหม”

พูดจบก็หันไปถามความเห็นแม่ของญาณิน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเธอจะเห็นดีเห็นงามด้วยเช่นกัน

“จริง ๆ คณะสถาปัตย์กับคณะวิศวะฯ ก็ไม่ค่อยถูกกันสักเท่าไร เป็นแบบนี้กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละค่ะ แต่สุดท้ายก็ต้องมาทำงานด้วยกันอยู่ดี หวังว่าพี่เขาจะเข้ากับหนูได้นะคะ ถ้าในอนาคตต้องทำงานร่วมกันจริง ๆ”

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะจ๊ะ เพราะลูกอาเนี่ย เข้ากับคนค่อนข้างยากแถมยังไม่ค่อยสนโลก แต่เขาเรียนดีนะแล้วก็จริงจังกับงานมาก ๆ”

“ถ้าเรื่องงานโอเค ทุกอย่างก็จบค่ะ หนูคงไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวขนาดนั้นน่ะค่ะ”

พวกเขาสนทนากันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะทานข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา อาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยของโปรดของญาณิน แม่ของเธอเป็นคนจัดเตรียมไว้ให้ทั้งหมด

แต่สิ่งหนึ่งที่ญาณินไม่รู้เลย คือคุณอาทั้งสองเป็นพ่อและแม่ของรุ่นพี่คณะวิศวะฯ ที่เธอไม่ชอบขี้หน้า และยังเป็นคู่กัดกับเขาตั้งแต่แรกเจอ อันที่จริงในตอนแรกญาณินเองก็แอบสงสัยแต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะบังเอิญกันได้ถึงขนาดนั้น จึงเลือกที่จะปล่อยผ่านไป ไม่ได้ซักถามรายละเอียดของลูกชายอีกบ้านให้มากกว่านี้หน่อย

แต่กลับเป็นแม่ของนอร์ทที่ถูกชะตากับหญิงสาวคนนี้เข้าเสียเต็มประดา เธอเล็งเห็นเสน่ห์บางอย่างในตัวของญาณิน และเชื่อว่าจะเข้ากันได้กับลูกชาย

เลยคิดว่าหากมีโอกาส คงจะนัดให้ทั้งสองได้เจอและพูดคุยกันสักครั้ง เผื่อว่าจะได้สานสัมพันธ์กันต่อเหมือนอย่างที่เธอได้ตั้งใจเอาไว้

เมื่อทานข้าวเสร็จเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาก็กล่าวลากันอยู่สักพัก ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านตามปกติ

เมื่อญาณินมาถึงบ้านก็สาวเท้าเดินมาเอนหลังนั่งพักที่โซฟาในห้องรับแขกทันที ส่วนพ่อและแม่ของเธอก็เดินตามกันเข้ามาติด ๆ

“จริง ๆ ลูกชายบ้านนั้นก็ใช้ได้นะคะคุณ ถ้าจะให้ทำความรู้จักกับเจ้าณินเอาไว้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เผื่อว่าในอนาคตจะได้ทำงานร่วมกันจริง ๆ เราจะได้ฝากลูกไว้ได้โดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร คุณว่าไงคะ” ผู้เป็นแม่เดินเข้ามาพร้อมทั้งปรึกษากับสามีเกี่ยวกับเรื่องของลูกสาวไปด้วยในเวลาเดียวกัน

“ก็น่าจะดีนะ แต่ถามเจ้าตัวก่อนเถอะ ฉันเห็นแกนั่งเงียบตลอด เป็นอะไรหรือเปล่า?”

“ก็เปล่านะคะ หนูแค่เหนื่อย ๆ เพลีย ๆ อีกอย่างหนูไม่ได้เตรียมใจจะไปนั่งให้ใครสัมภาษณ์ นึกว่าจะได้กินข้าวกันแบบส่วนตัวซะอีก”

“นี่ยายณิณ คุณอาฐากับคุณอาภพเขาเป็นถึงทูตเลยนะ ชื่อเสียงก็ดี ฐานะสูงพอ ๆ กับบ้านเรา และที่สำคัญลูกชายก็เก่งเอามาก ๆ สนิทกับเขาไว้น่ะ ยังไงก็มีแต่ดีกับดี เชื่อแม่เถอะ”

คนเป็นแม่ให้คำแนะนำกับลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความหวังดี ตามจริงแล้วหากได้ปรองดองกับบ้านนั้น พวกเขาก็คงจะไม่ห่วงญาณินมากถึงเพียงนั้น อย่างน้อยก็วางใจกว่าการที่ต้องปล่อยให้ลูกสาวไปอยู่ในการดูแลของคนอื่น

“พ่อกับแม่ล้มเลิกความคิดที่จะหาคู่ให้ณินไปเลยนะคะ หนูไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้”

“พ่อกับแม่ก็ไม่ได้จะหาคู่ให้แกซะหน่อย ก็แค่ปรึกษากันเอาไว้ อนาคตหากพ่อกับแม่เป็นอะไรไป แกจะได้ไม่ต้องลำบาก ปรองดองกันไว้ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย”

“ไม่เสียหายตรงไหนเลยก็จริง แต่ณินไม่ได้เต็มใจ ลูกชายนิสัยใจคอแท้จริงแล้วเป็นยังไง พ่อกับแม่ก็ยังไม่รู้เลย แบบนี้มันวางใจได้จริง ๆ อย่างนั้นเหรอคะ?”

เธอคิดไว้อยู่แล้วว่าการกลับมาบ้านต้องมีสักเรื่องที่ทำให้หนักใจไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง

ตั้งแต่ที่ผับชายหนุ่มเข้ามาเดินหน้าจีบเธอกันอย่างไม่ซ้ำหน้า ทว่าพ่อและแม่กลับจะจับคู่ให้เธอเสียได้ ญาณินรู้แบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสีย จำต้องโต้ตอบกลับไปแบบนั้น

“ก็ลองดูก่อน คุณอาฐาดูถูกชะตากับแกมากถึงขนาดนั้น จะปล่อยให้โอกาสดี ๆ แบบนี้ผ่านไปเฉย ๆ อย่างนั้นเหรอ ไม่รู้แหละ แม่ไม่ยอม อย่างน้อยก็ต้องลองไปกินข้าวกับพี่เขาก่อนสักครั้งสองครั้ง แล้วค่อยมาตัดสินใจทีหลัง”

“แม่...แค่เรียนณินก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ณินว่าณินยังไม่พร้อมเรื่องนี้”

“ก็แค่ลองดูเฉย ๆ เอง ทำให้แม่ได้ไหม?”

หญิงสาวเจ้าของใบหน้างามหลบสายตา ญาณินใช้ความคิดอยู่สักพัก ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธแต่อีกใจก็เห็นใจผู้เป็นแม่ เท่าที่จำความได้เธอแทบไม่เคยขอร้องอะไรเลยสักอย่าง ไม่แปลกเลยว่าทำไมคำขอดังกล่าวถึงได้มีอิทธิพลต่อใจของผู้ฟังได้ถึงเพียงนี้

“โอเคค่ะ ลองดูก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ณินขอตัวขึ้นไปอาบน้ำนอนแล้วนะคะ”

เมื่อตอบตกลงออกไปแล้ว ญาณินก็ตัดสินใจหนีหน้าผู้ใหญ่ทั้งสองขึ้นห้องไปอาบน้ำนอนทันที

เธอพยายามไม่หงุดหงิดเวลาที่กลับมาอยู่บ้าน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดี พ่อกับแม่ของเธอมักจะหาเรื่องมาให้หนักใจอยู่บ่อยครั้ง นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ญาณินเลือกที่จะออกไปอยู่หอคนเดียวโดยที่ไม่คิดลังเลเลยแม้แต่น้อย

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ ให้ทำความรู้จักกันยังพอว่า แต่จะให้ดองกันเนี่ยนะ พ่อกับแม่คิดอะไรอยู่กันแน่”

หญิงสาวหย่อนกายลงนั่งที่บริเวณปลายเตียง ก่อนจะบ่นลอย ๆ ขึ้นมาด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงกระนั้นเธอเผลอรับปากผู้เป็นแม่ไปแล้ว ถ้าจะให้กลับคำก็คงจะกระไรอยู่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป