บทที่ 3 หย่ากันเถอะ
ตอนที่เจนลากกระเป๋าเดินทางเข้ามา เพิร์ลกำลังจะสั่งอาหารเดลิเวอรี่พอดี เธอยื่นมือถือให้เจน “ดูสิ จะกินอะไรดี”
เจนมองเพิร์ลที่ยังดูป่วยหนักไม่หายดี มุมปากก็กระตุก “เธอป่วยขนาดนี้แล้ว ยังจะกินอาหารเดลิเวอรี่อีกเหรอ”
เธอถอดเสื้อคลุมออกแล้วพับแขนเสื้อขึ้น “รอแป๊บนะ เดี๋ยวฉันทำกับข้าวให้”
ด้วยความที่ทั้งคู่ไม่ได้กินจุมากนัก เจนจึงทำกับข้าวแค่สองอย่างกับซุปหนึ่งถ้วย
เพิร์ลกินไปพลางซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล “เจน ฝีมือทำอาหารของเธออร่อยสุดยอดไปเลย!”
“ไอ้อาร์ตเฮงซวยนั่น ไม่รู้ว่าทำบุญมาด้วยอะไร ถึงได้ผู้หญิงดีๆ อย่างเธอไปเป็นเมีย แต่กลับไม่รู้จักรักษาไว้ ตาถั่วจริงๆ!”
เจนตักซุปให้เธอถ้วยหนึ่ง “ค่อยๆ กินสิ”
เพิร์ลซดซุปหมดถ้วยรวดเดียว พอวางชามลงก็ถามขึ้นว่า “เออใช่ แล้วครั้งนี้เธอคิดจะทำสงครามเย็นกับเขานานแค่ไหน?”
เจนทำหน้าจริงจัง “ไม่ใช่สงครามเย็น ฉันจะหย่ากับเขาแล้ว”
เพิร์ลตกใจ “ในที่สุดเธอก็ยอมปล่อยวางแล้วเหรอ?”
เจนก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่ปล่อยแล้วจะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อแคลร์กลับมาแล้ว”
ช่วงนี้อาร์ตเอาแต่ไปวนเวียนอยู่รอบตัวแคลร์แทบทุกวัน มันดูขัดตาเกินไป
ใจที่ให้ไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยอุ่น เธอก็ไม่ฝืนอีกต่อไป
การยึดตำแหน่งนายหญิงต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว
พอได้ยินชื่อของแคลร์ เพิร์ลก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เริ่มสบถด่าออกมา
“ตอนนั้นแคลร์เป็นคนปฏิเสธคำขอแต่งงานของอาร์ตเอง ไม่ยอมอยู่เคียงข้างเขาเพื่อต่อสู้กับคนตระกูลปุณณ์เตชะกุล หนีหัวซุกหัวซุนไปต่างประเทศเหมือนเต่าหดหัว แต่ตอนนี้กลับโผล่หน้ากลับมาแทรกกลางซะอย่างนั้น”
“ดาราใหญ่อะไรกัน ถุย! ก็เป็นได้แค่มือที่สามที่เปิดเผยไม่ได้ มีสิทธิ์อะไรที่พอกลับมาแล้วเธอต้องเป็นฝ่ายหลีกทางให้? ไม่อย่างนั้นเรามาแฉไอ้คู่ชู้รักคู่นี้กัน ให้ทุกคนได้เห็นธาตุแท้ของพวกมัน!”
เจนส่ายหน้า “ทีมประชาสัมพันธ์ของอาร์ตเก่งขนาดนั้น เดี๋ยวสุดท้ายพวกเขาสองคนไม่เป็นอะไร แต่ฉันจะกลายเป็นตัวตลกซะเอง”
อีกอย่างเธอก็ไม่อยากให้ใครมารับรู้เรื่องชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวของตัวเอง
เพิร์ลยังเจ็บใจไม่หาย “จะปล่อยไปแบบนี้เฉยๆ เหรอ? น่าโมโหชะมัด!”
แต่เจนกลับใจเย็นมาก “อย่างน้อยฉันก็ได้ใช้ชีวิตสุขสบายหรูหรามาสามปี ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน มีกระเป๋าแบรนด์เนมกับเครื่องประดับนับไม่ถ้วน ไม่ถือว่าขาดทุนหรอก”
อาร์ตก็แค่ไม่รักเธอเท่านั้นเอง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยบกพร่องเรื่องการดูแลในด้านวัตถุเลย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เพิร์ลก็แค่นเสียงออกมา
สมัยเรียนเจนสอบเข้าภาควิชาการแสดงของสถาบันภาพยนตร์กรุงเทพฯ ได้ด้วยคะแนนสูงสุด แถมยังได้ที่หนึ่งของภาคทุกปีด้วยซ้ำ
เธอทั้งสวย ทั้งแสดงเก่ง โด่งดังไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย แม้แต่อาจารย์ในภาควิชายังบอกว่าเธอเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดงโดยแท้
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเลือกที่จะวางมือมาเป็นแม่บ้านแม่เรือนให้อาร์ตทันทีที่เรียนจบ ป่านนี้คงสร้างชื่อเสียงในวงการบันเทิงไปไกลแล้ว ทิ้งห่างแคลร์ไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกระเป๋าแบรนด์เนมหรือเครื่องประดับอะไรนั่นเลย อยากได้เท่าไหร่ก็มีให้เท่านั้น
พอนึกถึงเรื่องนี้แล้วก็ยังรู้สึกเสียดายไม่หาย เพิร์ลถอนหายใจแล้วถามว่า “แล้วหลังจากนี้เธอมีแผนจะทำอะไรต่อ?”
“คงพักสักสองสามวันก่อน แล้วค่อยหาบ้าน จากนั้นก็เขียนบทเรื่อง 《เริ่มใหม่》 ให้เสร็จ”
เพิร์ลถาม “เธอไม่คิดจะกลับไปเป็นนักแสดง ทำอาชีพเดิมของเธอบ้างเหรอ?”
เจนชะงักไปครู่หนึ่ง “ฉันเหรอ? ฉันไม่ได้อยู่หน้ากล้องมาตั้งนานแล้ว ฝีมือคงไม่เหมือนเดิมแล้วล่ะ”
“โธ่เอ๊ย ถ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าได้หรือไม่ได้?”
เพิร์ลพูดเกลี้ยกล่อมต่อ “บทละครสองเรื่องที่เธอเขียนดังเป็นพลุแตก ปั้นนักแสดงให้ดังได้ตั้งหลายคน เธอมีความเข้าใจในตัวละครเป็นอย่างดี ยิ่งสามารถถ่ายทอดแก่นแท้ของตัวละครออกมาได้ดีกว่าใครๆ”
“ทุกวันนี้มีนักแสดงตั้งเท่าไหร่ที่ขี้เกียจศึกษาบท การแสดงก็ห่วยแตก แต่ก็ยังดังเปรี้ยงปร้างได้ไม่ใช่เหรอ? เธอเก่งกว่าพวกเขาตั้งเยอะ ทำไมเธอจะทำไม่ได้ล่ะ?”
ที่เพิร์ลพูดก็มีเหตุผล ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้เป็นนักแสดง ก็ยังกลับไปทำงานเบื้องหลัง เป็นนักเขียนบทฝีมือดีที่ใครๆ ก็รู้จักได้
ด้วยสองมือของเธอ ยังไงก็สามารถเลี้ยงตัวเองให้รอดได้อยู่แล้ว
เจนเป็นคนช่างจินตนาการ ชอบพาตัวเองเข้าไปอยู่ในบทบาทต่างๆ
ตลอดสามปีที่เป็นนายหญิงเต็มตัว มันน่าเบื่อมาก เธอจึงลองเขียนบทละครส่งออกไปดู ไม่คิดว่าละครจะดังเปรี้ยงปร้าง แถมยังทำให้เธอมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ
มีคนไปขุดคลิปวิดีโอการแสดงของเจนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยออกมา ซึ่งเป็นระดับที่คนทั่วไปเห็นแล้วต้องทึ่ง แฟนคลับต่างพากันเรียกร้องให้เธอเดบิวต์เป็นนักแสดง
อีกอย่างเจนเองก็รักการแสดง การที่ตอนนั้นยอมทิ้งอาชีพที่ตัวเองรักที่สุดเพื่ออาร์ต ถือเป็นเรื่องที่โง่ที่สุดที่เธอเคยทำมา
ในเมื่อชีวิตแต่งงานที่ล้มเหลวได้จบลงแล้ว ก็ถึงเวลาที่เธอจะต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเองเสียที
ทั้งสองคนคุยกันอยู่นาน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับเข้าห้องไปพักผ่อน
ขณะที่เจนกำลังจะเข้านอน จู่ๆ ก็มีสายจากพ่อบ้านลุงธีระโทรเข้ามา
“นายหญิงครับ คุณผู้ชายปวดหัวอีกแล้ว คุณผู้หญิงเก็บยาเฉพาะทางของท่านไว้ที่ไหนเหรอครับ?”
เจนยังประมวลผลไม่ทันในตอนแรก เลยตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ “อยู่ที่โต๊ะข้างเตียงฝั่งซ้ายในห้องนอนใหญ่ค่ะ”
มีเสียงรื้อค้นดังมาจากปลายสายครู่หนึ่ง ก่อนที่ลุงธีระจะพูดขึ้นอีกว่า “หาไม่เจอครับ นายหญิง คุณผู้ชายปวดหัวหนักมาก ผมร้อนใจจริงๆ หรือไม่ก็...คุณผู้หญิงกลับมาสักเที่ยวเถอะครับ ตาแก่ๆ ของผมก็ฝ้าฟาง ไม่รู้ว่าจะหาเจอเมื่อไหร่”
เจนเงียบไปสองวินาที แล้วก็ตระหนักถึงบางอย่างได้ในทันที “งั้นก็ปล่อยให้เขาปวดไปสิ! แค่ปวดหัว ไม่ตายหรอก!”
ปกติแล้วลุงธีระเป็นคนที่รู้จักกาลเทศะและพลิกแพลงสถานการณ์เป็น ต่อให้หายาไม่เจอจริงๆ ก็สามารถไปตามหมอประจำครอบครัว หรือไปซื้อยาใหม่ก็ได้ ไม่มีทางโทรมาหาเธอกลางดึกแบบนี้แน่
เป็นไปได้อย่างเดียวว่าอาร์ตเป็นคนสั่งให้เขาทำแบบนี้
ไอ้เรื่องป่วยเรื่องปวดหัวอะไรนั่น ก็แค่ข้ออ้างทั้งนั้น
เจนไม่มีอารมณ์จะมาเล่นละครด้วยและกำลังจะวางสาย
ลุงธีระก็รีบร้อนพูดขึ้นว่า “นายหญิงครับ เดี๋ยวก่อน...”
ไม่รอให้ลุงธีระพูดจบ เจนก็พูดแทรกขึ้นมา “ลุงธีระ ลุงเปิดลำโพงอยู่ใช่ไหมคะ?”
ลุงธีระลังเลเล็กน้อย เหลือบมองอาร์ตที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างๆ
พอเห็นผู้เป็นนายพยักหน้า เขาถึงได้ตอบอย่างระมัดระวังว่า “ใช่ครับ นายหญิง”
เจนถึงกับหัวเราะออกมา “ได้ค่ะ งั้นฉันขอคุยกับเขาสักสองสามคำ”
“อาร์ต ฟังอยู่ใช่ไหม?”
ปลายสายเงียบไป เจนจึงพูดต่อ “ป่วยก็ไปหาหมอสิ หาของไม่เจอก็ถามพ่อบ้าน โทรมาหาฉันมีประโยชน์อะไร? อย่าลืมสิว่าเรากำลังจะหย่ากันแล้ว ฉันไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลคุณ”
สีหน้าของชายหนุ่มเย็นชาลง แม้ว่าน้ำเสียงจะแข็งกร้าว แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความแหบพร่าและความเจ็บปวด “อะไรกัน เมื่อก่อนแย่งที่จะดูแลฉันจะตาย ตอนนี้กลับรังเกียจว่ามันยุ่งยากแล้วเหรอ? ดูท่าความรักที่เธอบอกว่ามีให้ฉันมันก็มีแค่นี้เองสินะ”
จู่ๆ เธอก็รู้สึกใจวูบไป หรือว่าเขาจะป่วยจริงๆ?
แม้ว่าทั้งสองคนกำลังจะหย่ากันแล้ว แต่เจนก็อดที่จะสงสารเขาไม่ได้
แต่พอคิดถึงแคลร์ขึ้นมา เธอก็ได้สติกลับคืนมา
อาร์ตพูดถูก เมื่อก่อนขอแค่เขาป่วย แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการรินน้ำป้อนยา เจนก็ต้องเป็นคนจัดการด้วยตัวเองทั้งหมด
เพราะเธอทำเรื่องพวกนี้มานานเกินไป อาร์ตถึงได้คุ้นชินกับภาพที่เธอยอมทุ่มเทให้อย่างต่ำต้อย
แม้กระทั่งตอนนี้ที่เธอเป็นฝ่ายขอหย่า เขาก็ยังคิดไปเองว่าเรื่องพวกนี้ควรเป็นหน้าที่ของเธอที่ต้องคอยใส่ใจดูแล
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เจนก็ค่อยๆ พูดขึ้นว่า “อาร์ต ฉันคงจะให้หน้าคุณมากเกินไปสินะ?”
