บทที่ 7 ไม่เหมาะกับการทำธุรกิจ

บรรยากาศพลันอึมครึมขึ้นมาทันที

เจนหยิบกระดาษทิชชูจะเช็ดน้ำตาให้ชัญญา แต่กลับถูกปาลินปัดมือออก

ปาลินลูบหลังปลอบชัญญาอยู่สองสามคำ แล้วหันมามองเจนอย่างหัวเสีย “แกกลับมาทีไร นอกจากทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจแล้ว ยังทำอะไรเป็นอีกบ้าง?”

สีหน้าของเจนก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย พึมพำเสียงเบา “เธอคิดว่าฉันอยากกลับมานักหรือไง?”

ดูเหมือนว่าบ้านหลังนี้ไม่เคยมีที่ยืนสำหรับเธอเลยตั้งแต่ไหนแต่ไร

ยิ่งปาลินที่เป็นพี่สาว ตั้งแต่เล็กจนโต อะไรก็ต้องแย่งกับเจน ไม่เหมือนพี่สาวเลยสักนิด

ทุกครั้งที่พวกเธอทะเลาะกัน พ่อแม่ของเธอก็จะเข้าข้างปาลินเสมอ เจนพลันไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองมีความหมายอะไรกับบ้านหลังนี้

หลังจากอารมณ์ของชัญญาสงบลง คนอื่นๆ ก็ไม่มีอารมณ์จะกินต่อ

เจนกินไปส่งๆ สองสามคำ ก็ถือกระดานหมากที่หนักอึ้งแล้วเตรียมจะเดินออกไป

ตอนที่เดินถึงประตู ก็ถูกชัญญาเรียกไว้ ชัญญาถือผ้าพันคอสีแดงผืนหนึ่งออกมา แล้วเดินตรงเข้ามาพันให้เจน

เจนถึงกับชะงัก มองเธออย่างตะลึงงัน

ชัญญาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ผ้าพันคอผืนนี้แม่ไปเห็นตอนเดินเล่นเมื่อวาน รู้สึกว่ามันเหมาะกับลูกมาก ก็เลยซื้อมา”

“เมื่อกี้แม่ก็แค่อารมณ์ร้อนไปหน่อย คำพูดพวกนั้นลูกอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ แม่ก็แค่อยากให้บ้านของเราดีขึ้นกว่านี้เท่านั้นเอง”

เป็นแบบนี้อีกแล้ว

ตั้งแต่เล็กจนโต หลังจากที่ทำให้เจนน้อยใจอย่างแสนสาหัสแล้ว ชัญญาก็จะกลับมามอบความอบอุ่นเล็กๆ น้อยๆ ให้เสมอ จนทำให้เธอไม่สามารถตัดใจจากครอบครัวนี้ไปได้ง่ายๆ

เจนกำผ้าพันคออันอ่อนนุ่มไว้ในมือ จู่ๆ ในใจก็รู้สึกตื้นตันขึ้นมา

จริงๆ แล้วเธอกำลังลังเลว่าจะบอกพวกเขาเรื่องที่ตัวเองเป็นมะเร็งดีไหม

ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอป่วย พวกเขาจะดีกับเธอมากขึ้นบ้างไหมนะ?

“แม่คะ คือว่าหนู…”

เจนเพิ่งจะอ้าปาก ก็ถูกปาลินพูดแทรกขึ้นมา “แม่คะ หนูหากระโปรงสีดำตัวนั้นไม่เจอ แม่รีบไปช่วยหนูหาหน่อยสิ พรุ่งนี้หนูต้องไปงานเลี้ยงฉลองของบริษัทนะ”

ความสนใจของชัญญาถูกปาลินดึงไปทันที เธอตบมือของเจนเบาๆ “กลับไปก่อนนะ มีอะไรก็ส่งข้อความมาหาแม่แล้วกัน แม่ไปช่วยพี่สาวลูกหาเสื้อผ้าก่อน”

ชัญญาเดินผ่านข้างๆ ปาลิน มองเธออย่างเอ็นดูและจนใจ “ลูกคนนี้นี่นะ ขี้หลงขี้ลืมอยู่เรื่อยเลย ต่อไปแต่งงานไปแล้วแม่จะดูสิว่าจะทำยังไง”

ปาลินกอดชัญญาแล้วอ้อนว่า “หนูไม่แต่งงานหรอก หนูจะอยู่กับแม่ไปตลอดเลย”

ปาลินแลบลิ้นอย่างขี้เล่น แต่สายตากลับจ้องตรงไปยังทิศทางของเจน ในแววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

ในวินาทีนั้น เจนราวกับถูกน้ำเย็นจัดราดรดตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำให้เธอตาสว่างขึ้นมาทันที

เธอรู้สึกโล่งใจอยู่บ้างที่ไม่ได้พูดเรื่องที่ตัวเองป่วยออกไป ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องคิดว่าเธอกำลังแย่งความรักกับปาลินอยู่แน่ๆ เลย

ก็เพราะตอนเด็กๆ เรื่องแกล้งป่วยเพื่อดึงดูดความสนใจของพวกเขาเธอก็ทำมาไม่น้อย แล้วทุกครั้งก็จะถูกจับได้

ปาลินเดินมาข้างๆ เจน มองเธอขึ้นๆ ลงๆ แล้วพูดเยาะเย้ยว่า “แต่งงานกับอาร์ตมาตั้งนานขนาดนี้ ยังกุมหัวใจเขาไว้ไม่ได้อีก ล้มเหลวจริงๆ”

อืม... ชีวิตทั้งชีวิตของเธอดูเหมือนจะล้มเหลวมาโดยตลอด

แต่เธอจะไม่ยอมรับเรื่องนี้ต่อหน้าปาลินเด็ดขาด

เธอใช้มือข้างหนึ่งประคองกระดานหมากที่หนักอึ้บ ส่วนมืออีกข้างก็เสยผมยาวของเธอขึ้น พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย “อย่างน้อยฉันก็ได้แต่งงานกับอาร์ต แต่เขาน่ะสิ แม้แต่จะมองเธอยังไม่มองเลย!”

สีหน้าของปาลินเปลี่ยนไปทันที กำลังจะอาละวาด แต่รถที่เจนเรียกไว้ก็มาถึงพอดี

เธอขึ้นรถไปทันที ปิดประตูเสียงดังปังแล้วขับออกไปเลย

หลังจากเอากระดานหมากกลับไป เจนก็เหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ

เพิร์ลรินน้ำให้เธอไปพลาง เยาะเย้ยเธอไปพลางว่าไปแบกหินกลับมาหรือไง

เพิร์ลลูบลวดลายบนกระดานหมาก อดไม่ได้ที่จะถามว่า “แกจะให้จริงๆ เหรอ? แกไม่อยากกลับบ้านเก่ากับอาร์ตไม่ใช่เหรอ? ถ้าเกิดคุณปู่ทำซุปบำรุงกำลังวังชาอะไรให้พวกแกสองคนอีก…”

เกี่ยวกับปัญหานี้ เจนก็ปวดหัวมากเช่นกัน

“ให้ก็ต้องให้อยู่แล้ว พ่อฉันอุตส่าห์ไปหาหยกขาวชั้นดีนี่มาได้ ต้องไปสืบแน่ๆ ว่าคุณปู่ได้รับหรือยัง ไม่งั้นความร่วมมือของเขาก็คุยต่อลำบาก”

เพิร์ล “จิ๊” ปากหนึ่งที “สองปีมานี้พ่อแกได้ผลประโยชน์จากตระกูลปุณณ์เตชะกุลไปไม่น้อยเลยไม่ใช่เหรอ บริษัทถึงยังบริหารได้แย่ขนาดนี้ ถ้าให้ฉันพูดนะ เขาไม่ใช่คนที่จะทำธุรกิจรุ่งหรอก”

เพิร์ลบ่นเรื่องครอบครัวของเจนได้เป็นวันๆ

เจนนั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้โต้แย้งอะไร ที่เธอไม่บอกเรื่องหย่ากับที่บ้าน ก็เพราะกลัวว่าธีร์กับชัญญาจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีกเพื่อผลประโยชน์

ความเป็นไปได้ที่ใหญ่ที่สุดก็คือการบังคับให้เธอเรียกร้องสินสมรสแบ่งครึ่ง

พอได้เงินก้อนนั้นมา ตระกูลนันทพิวัฒน์ก็ไม่ต้องไปก้มหัวให้ตระกูลปุณณ์เตชะกุลอีกต่อไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เจนปิดบังเอาไว้ รอให้หย่ากันจริงๆ ก่อน แล้วค่อยให้พวกเขารู้ก็ยังไม่สาย

แต่ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็คือกระดานหมากแผ่นนี้ เจนคิดดีแล้วว่าพรุ่งนี้บ่ายจะเอาไปส่งให้คุณปู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอหน้าอาร์ต

พรุ่งนี้เป็นวันทำงาน เธอไม่เชื่อว่าอาร์ตจะไปที่บ้านเก่า

วันนี้พวกเขาทะเลาะกันรุนแรงขนาดนั้น ตอนนี้จะให้มาแสดงละครคู่รักหวานชื่นอีกเธอก็แสดงต่อไม่ไหวแล้ว

ตามแผนที่วางไว้ เจนนำกระดานหมากไปส่งที่บ้านเก่าในช่วงบ่าย

คุณปู่อยู่ในสวนกำลังรำไทเก๊ก พอเห็นเจนมาก็ดีใจมาก ดึงดันจะให้เธอรำด้วยกันให้ได้

“มา ทำตามจังหวะของปู่ แขนกางออกอีกหน่อย!”

ก่อนหน้านี้เจนเคยถูกคุณปู่ดึงไปฝึกอยู่สองสามกระบวนท่า ตอนนี้พอได้รำก็ดูเป็นรูปเป็นร่างดี

หลังจากฝึกเสร็จ ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว เจนเหงื่อท่วมตัว เหนื่อยจนหมดแรงทิ้งตัวลงบนโซฟา

คุณปู่ยังคงกระฉับกระเฉงยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ “พวกเด็กสมัยนี้นะ ขาดการออกกำลังกายจริงๆ เจน ว่างๆ ก็มาออกกำลังกายกับปู่บ่อยๆ นะ”

เจนโบกมือปฏิเสธทันที “พอแล้วค่ะคุณปู่ ปล่อยหนูไปเถอะค่ะ แค่วันนี้หนูแบกกระดานหมากนี่มาก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”

คุณปู่ลูบกระดานหมากกับตัวหมาก ดวงตาที่แม้จะอายุเลยครึ่งร้อยมาแล้วแต่ยังคงเฉียบแหลม หรี่ลงเล็กน้อย “ของดีขนาดนี้ พ่อของลูกส่งมาให้สินะ?”

เป็นอย่างที่คิด ไม่มีอะไรปิดบังเขาได้เลยจริงๆ

เจนพยักหน้า “ค่ะ พ่อของหนูเป็นคนส่งมาให้ค่ะ”

เธอไม่ได้พูดเรื่องโครงการ แต่คุณปู่ก็เข้าใจ

เขาลูบเคราของตัวเอง แล้วพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “ตอนนี้บริษัทอาร์ตเป็นคนดูแลทั้งหมดแล้ว กระดูกแก่ๆ อย่างปู่คงเข้าไปยุ่งไม่ได้แล้วล่ะ”

เจนรินชาเพิ่มในถ้วยตรงหน้าเขา แล้วพูดอย่างใจเย็นว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงคุณปู่แค่รับกระดานหมากไว้ก็พอแล้ว แบบนี้หนูก็ไปรายงานได้แล้วค่ะ”

คุณปู่ส่ายหัวอย่างเอ็นดู “เด็กคนนี้นี่นะ ยังฉลาดหลักแหลมเหมือนเดิมเลย”

“ในเมื่อลูกอุตส่าห์ลำบากแบกกระดานหมากมาส่งถึงที่แล้ว ก็อยู่เล่นหมากกับปู่สักสองสามกระดานก่อนแล้วค่อยกลับนะ”

เจนคิดว่านี่อาจจะเป็นการเล่นหมากกับคุณปู่ครั้งสุดท้ายแล้ว จึงไม่ได้ปฏิเสธ

พอเล่นไปได้สองสามกระดาน ฟ้าก็มืดแล้ว คุณปู่จึงรั้งให้เจนอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกัน

เจนเพิ่งช่วยยกกับข้าวออกจากครัว ก็เห็นอาร์ตในชุดสูทเนี้ยบกริบเดินเข้ามาจากนอกประตู

สี่ตาสบประสานกัน ทั้งสองคนต่างชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป