บทที่ 10 กลั่นแกล้ง

หลังจากผ่านคลาสเรียนในตอนเช้าที่ตึงเครียดไปได้ เวลาของมื้อเที่ยงก็มาถึง ทุกคนตัดสินใจไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเหมือนเดิม แม้ว่าคริสต์จะยืนยันว่าควรกลับไปกินข้าวที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา แต่เพลงก็ยืนกรานที่จะไม่ยอมแพ้ต่อการกลั่นแกล้ง และต้องช่วยให้นาตาลีปรับตัวกับสังคมใหม่ ๆ ให้ได้

เมื่อถึงโรงอาหาร นักศึกษาคนอื่นต่างก็มองมาที่กลุ่มของพวกเขา โดยเฉพาะที่นาตาลี ซึ่งใบหน้ายังคงซีดเผือดไม่หาย ก่อนที่คริสต์กับเจไดจะรีบไปต่อแถวซื้ออาหาร โดยที่คริสต์หันมาสั่งเพลงด้วยเสียงเข้ม

“น้องเพลงนั่งรออยู่ที่โต๊ะก็พอนะ ห้ามลุกไปไหนเด็ดขาด เดี๋ยวพี่กับเจไดไปต่อแถวเอง”

“อื้ม เพลงไม่ไปไหนไกลจากตรงนี้เกินห้าก้าวหรอก” เพลงตอบอย่างอ่อนโยน

ทว่าหลังจากที่คริสต์กับเจไดเดินออกไปจากโต๊ะแล้ว อยู่ ๆ นาตาลีก็สะกิดเพลงเบา ๆ

“เพลง เราขอไปซื้อน้ำอัดลมหน่อยนะ” นาตาลีบอกเสียงแผ่ว “วันนี้รู้สึกอยากดื่มอะไรให้สดชื่นหน่อยน่ะ”

“รอให้พี่คริสต์กับเจไดกลับมาแล้วเราค่อยไปกันดีไหม” เพลงเอ่ยเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วง

“แค่ซื้อน้ำอัดลมแก้วเดียวเองนะเพลง” นาตาลียิ้มอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร “ไปกันสองคนก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก”

เพลงครุ่นคิดอยู่สักพัก แล้วก็ยอมใจอ่อน ก่อนที่ทั้งสองคนจะรีบเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่มที่อยู่ไม่ไกล โดยที่เพลงเดินตามหลังนาตาลีไปอย่างเป็นกังวล เพราะรู้สึกว่าควรจะอยู่ใกล้ ๆ เอาไว้ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวที่เพลงหันไปมองคริสต์กับเจไดที่กำลังต่อคิวอยู่ เธอก็ถูกนักศึกษากลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาบังทางไว้โดยบังเอิญ

ตุ้บ! โครมมม!

“ว้าย!”

เสียงโครมครามพร้อมกับเสียงกรีดร้องเบา ๆ ของนาตาลีดังขึ้นจากบริเวณเคาน์เตอร์ขายเครื่องดื่ม เพลงหันไปอีกทีก็พบว่าร่างของนาตาลีล้มลงไปกองอยู่กับพื้น และมีข้าวกล่องของใครบางคนหกกระจายไปทั่วพื้นโรงอาหาร ซ้ำยังมีน้ำอัดลมที่นาตาลีเพิ่งซื้อมาที่ไหลนองเปียกชุดของเจ้าตัวไปหมด

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ถึงแม้จะดูเหมือนว่านาตาลีถูกชนจากด้านหลังจนล้มลง แต่เมื่อเพลงพยายามมองสำรวจจนทั่วก็ไม่เห็นว่ามีใครยืนอยู่ใกล้ ๆ นาตาลีเลยสักคน มีเพียงนักศึกษากลุ่มใหญ่ที่กำลังรีบเดินผ่านไปเท่านั่น

“นาตาลี!”

เพลงร้องทักแล้วรีบวิ่งไปหาด้วยความตกใจ โดยมีคริสต์กับเจไดที่เห็นเหตุการณ์จากไกล ๆ ก็รีบวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว

“นาตาลี! เป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนไหม” เพลงรีบช่วยพยุงนาตาลีขึ้นมา

“เพลง...ระ เราไม่เป็นไร เราไม่เห็นด้วยว่าใครเป็นคนชน” นาตาลีตอบเสียงสั่นพร้อมน้ำตาคลอเบ้า “เรารู้สึกเหมือนมีคนมาชนจากด้านหลังแรงมาก...แต่พอหันไปก็ไม่เจอใครเลย”

คริสต์ที่ฟังอยู่ก็ขมวดคิ้วจนแทบผูกกันเป็นโบว์พลางมองไปรอบ ๆ โรงอาหารด้วยความสงสัย สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วเพื่อต้องการหาตัวการ แต่ทุกคนต่างก็รีบก้มหน้าหนีทำเป็นไม่สนใจ

“ถ้าคนที่ล้มเป็นน้องเพลง…พี่คงไม่ปล่อยมันไว้แน่” คริสต์พูดพลางเข้ามาเช็กดูว่าเพลงปลอดภัยดี

“ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่แบบนี้ก็ชักจะรุนแรงเกินไปแล้วนะ มาแกล้งคนอื่นอยู่ได้” เจไดกล่าว “ดีจริง ๆ ที่เพลงไม่โดนลูกหลงไปด้วย”

เพลงพยักหน้าให้ทั้งสองคนแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะช่วยเช็ดคราบอาหารที่เปื้อนชุดของนาตาลีอย่างเบามือ ชุดราคาแพงของนาตาลีนั้นเปียกชุ่มไปด้วยคราบเศษอาหารและน้ำอัดลม แถมนาตาลีเองก็ยังคงยืนสั่นเทาอยู่ด้วยความตกใจและอับอายต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก

“นาตาลี เพลงว่าวันนี้เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ บรรยากาศแย่แบบนี้คงเรียนต่อไม่ไหวแล้วล่ะ และเพลงก็ไม่อยากให้นาตาลีต้องมาเจออะไรแบบนี้อีกแล้วด้วย” เพลงตัดสินใจด้วยสีหน้าจริงจัง

“ไม่ได้หรอกเพลง” นาตาลีปฏิเสธทันควัน ใบหน้าของเธอดูซีดเซียวแต่ก็ยังคงมีความกังวลบางอย่าง “ถ้าเรากลับบ้านตอนนี้ คุณพ่อคุณแม่จะสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แล้วท่านต้องเป็นห่วงมากแน่ ๆ…เราไม่อยากให้พวกท่านต้องมากังวลเรื่องเล็กน้อยแบบนี้น่ะ”

เพลงฟังแล้วก็ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอความคิดที่ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“งั้น...นาตาลีไปกินข้าวกับเพลงที่บ้านพี่คริสต์ก่อนดีไหม แล้วค่อยกลับบ้านตอนเย็นตามเวลาปกติ เพลงจะช่วยนาตาลีทำความสะอาดชุด แล้วค่อยบอกที่บ้านว่าเราอยู่ติวหนังสือกันก็ได้”

คริสต์ที่กำลังคอยระวังหน้าระวังหลังให้เพลงก็ถึงกับชะงักไปทันที แล้วหันกลับมามองเพลงด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างชัดเจน ความหงุดหงิดจากการหาตัวการไม่ได้ประกอบกับความรู้สึกหวงแหนเพลงทำให้เขาควบคุมอารมณ์ได้ยากอีกครั้ง

“น้องเพลงจะชวนคนอื่นไปที่บ้านทำไม พี่ไม่เห็นด้วย”

คริสต์เอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ แต่เจไดก็รีบพูดสวนขึ้นมาอย่างกวนประสาท

“กีดกันฉันคนเดียวก็พอแล้วมั้ง ให้เพลงได้มีเพื่อนคนอื่นบ้างเถอะ นายก็รู้นี่ว่าเพลงอยากช่วยเพื่อน”

“พอแบบนี้ล่ะรีบเห็นด้วยกับน้องเพลงทุกทีเลยนะ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าต่อให้อยากทำคะแนนแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก” คริสต์ตอบกลับพลางยกยิ้มมุมปากอย่างยั่วโมโห

“พี่คริสต์ เจได” เพลงเอ่ยเรียกชื่อทั้งสองคนอย่างใจเย็น พยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลาย “อย่าเพิ่งตีกันแล้วจัดการเรื่องนี้ก่อนได้ไหม เพลงอยากช่วยนาตาลีจริง ๆ”

เจไดที่ไม่ได้ติดปัญหาอะไรก็พยักหน้าอย่างยินดี ส่วนคริสต์นั้นก็ยังคงทำหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย เพลงจึงหันไปหาคริสต์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความออดอ้อนและส่งรอยยิ้มที่อ่อนหวานที่สุดไปให้ คริสต์ถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนนอีกครั้ง เพราะเขาแพ้สายตากับรอยยิ้มของเพลงเสมอ

“ก็ได้ พี่ตามใจน้องเพลงอยู่แล้ว” คริสต์ตอบอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็หันไปกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาผู้เป็นแม่ทันที

“คุณแม่ครับ น้องเพลงจะชวนเพื่อนใหม่ไปกินข้าวที่บ้านนะครับ...ครับ...พอดีว่ามีเรื่องนิดหน่อยน่ะครับคุณแม่...ครับ ๆ ขอบคุณครับ” คริสต์เล่าทุกอย่างให้ภิณฟังเสร็จก็วางสาย แล้วหันมามองเพลงด้วยสายตาดุ ๆ เล็กน้อย “น้องเพลงนี่ใจดีกับคนอื่นไปทั่วเลยรู้ไหม แต่พี่ก็คุยกับคุณแม่ให้แล้วแหละ”

“ถึงจะบ่นเพลงแต่ก็ช่วยเพลงตลอดเลย ขอบคุณนะพี่คริสต์” เพลงกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้คริสต์ใจอ่อนยวบ

หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็เดินออกจากโรงอาหารที่เต็มไปด้วยสายตาของนักศึกษาที่มองตามมาอย่างอยากรู้อยากเห็น เพื่อมุ่งหน้าไปยังรถของคริสต์ ก่อนที่เจไดจะแยกตัวกลับบ้านไปก่อนแล้วบอกว่าจะตามมาทีหลัง ไม่นานนัก รถยนต์ของคริสต์ก็ขับมาถึงบ้านอย่างรวดเร็ว และภิณก็มายืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า

“แม่ภิณคะ นี่นาตาลีค่ะ เพื่อนใหม่ของเพลง” เพลงรีบเดินเข้าไปกอดภิณแล้วแนะนำให้รู้จักเพื่อนใหม่ของเธอทันที

“สวัสดีค่ะน้าภิณ” นาตาลีกล่าวทักทายอย่างสุภาพและนอบน้อม

“สวัสดีจ้ะนาตาลี” ภิณยกยิ้มอย่างอ่อนโยน “เข้าไปข้างในกันก่อนเถอะ”

เมื่อเข้ามาในบ้าน เพลงก็พานาตาลีไปเปลี่ยนชุดให้รู้สึกสบายตัวขึ้น ก่อนที่ทั้งสองสาวจะลงมาที่ห้องนั่งเล่นกัน ซึ่งภิณก็ได้จัดเตรียมอาหารกลางวันง่าย ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ให้เรียบร้อยแล้ว โดยมีคริสต์นั่งอยู่ด้วย

“น้าภิณคะ หนูต้องขอโทษจริง ๆ นะคะที่ทำให้วุ่นวายขนาดนี้” นาตาลีกล่าวอย่างรู้สึกผิด

“ไม่ต้องคิดมากหรอก” ภิณยิ้มอย่างใจดี “เพื่อนเพลงก็เหมือนลูกหลานน้าอีกคนนั่นแหละ”

และในขณะที่กำลังเริ่มทานอาหารกันอย่างผ่อนคลาย ภิณก็ชวนนาตาลีพูดคุยอย่างเป็นกันเองมากขึ้น

“แล้ว…นาตาลีมาอยู่ที่นี่ได้นานหรือยัง คุณพ่อคุณแม่มาทำธุรกิจอะไรที่นี่เหรอ” ภิณถามด้วยความสนใจทั้ง ๆ ที่พอจะรู้อยู่แล้ว แต่เธอก็อยากลองฟังจากปากของลูกสาวนักธุรกิจชื่อดังดูบ้าง

“คุณพ่อกับคุณแม่ของนาตาลีเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้ไม่นานนี้เองค่ะ คุณพ่อทำธุรกิจอุตสาหกรรมยากับเวชภัณฑ์น่ะค่ะ”

“หืม ยางั้นเหรอ” เพลงเลิกคิ้วอย่างสนใจ

“ใช่แล้วเพลง ลืมไปเลยว่าเรายังไม่ได้เล่าให้ฟังแบบละเอียดเลยนี่เนอะ”

นาตาลียิ้มหัวเราะเบา ๆ ให้กับตัวเอง แล้วจึงพูดต่อ

“บริษัทของคุณพ่อผลิตพวกผลิตภัณฑ์ชีวภาพอย่างยา วัคซีน อะไรพวกนี้น่ะ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย พัฒนา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ด้วย แล้ว…หลายปีมานี้คุณพ่อก็กำลังทยอยขยายสาขาไปทั่วโลกเพื่อกระจายฐานการผลิตให้ใกล้กับคู่ค้าและตลาดหลัก พวกเราก็เลยเพิ่งมาเปิดโรงงานใหญ่ที่แวนคูเวอร์นี่แหละ”

คริสต์ที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ก็หันมามองนาตาลีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้สึกไม่ถูกชะตาของเขายังอยู่ แต่ก็ยอมรับว่าภูมิหลังของนาตาลีนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ และมันก็ไม่ธรรมดาจนทำให้ความสงสัยของเขามันฟุ้งซ่านอยู่ในหัวไม่หยุด

“แสดงว่าช่วงนี้พ่อกับแม่ของนาตาลีก็ต้องยุ่งมากเลยสินะ” ภิณกล่าวอย่างเห็นใจ

“มากเลยค่ะน้าภิณ” นาตาลีถอนหายใจเบา ๆ “คุณพ่อคุณแม่ต้องเดินทางบ่อยมาก แต่โชคดีที่พอมาถึงที่นี่คุณพ่อก็หาคนขับรถส่วนตัวคนใหม่มาให้ได้เร็วมาก หนูก็เลยไม่ต้องลำบากมากค่ะ”

“แล้วที่คริสต์บอกว่ามีเรื่องนิดหน่อย...พ่อกับแม่รู้เรื่องนี้หรือยังล่ะนาตาลี” ภิณยังคงถามต่อ

นาตาลีส่ายหน้าทันที “ยังเลยค่ะ หนูไม่อยากให้คุณพ่อกับคุณแม่รู้ด้วยค่ะ ช่วงนี้คงเครียดเรื่องธุรกิจมากพอแล้ว หนูไม่อยากทำให้ต้องมากังวลเรื่องการกลั่นแกล้งในมหาลัยของเด็ก ๆ เลยค่ะ”

เพลงนั่งฟังแล้วก็มองนาตาลีด้วยความเข้าใจ คริสต์เห็นความใจอ่อนและขี้สงสารของเพลงก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาจึงขยับเข้าไปใกล้เพลงมากขึ้นแล้วลูบหัวเธอเบา ๆ เป็นการปลอบโยน

“ถึงจะไม่อยากให้รู้ แต่นาตาลีก็ต้องไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกต่อไปนะ อย่างน้อยก็ต้องบอกอาจารย์หรือผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดด้วย” ภิณกล่าวแนะนำอย่างจริงจัง

“นั่นสิ ถ้าอยู่เงียบ ๆ ต่อไปพวกคนที่มาแกล้งนาตาลีคงได้ใจแน่ ๆ” เพลงเอ่ยสมทบพร้อมพ่นลมหายใจจากจมูกด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด ทำเอาคริสต์เอ็นดูจนหลุดหัวเราะเบา ๆ ซึ่งภาพทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของนาตาลีและภิณอยู่ตลอด

“…อืมมม เราจะลองคิดดูอีกทีนะเพลง” นาตาลีตอบรับเสียงแผ่ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป