บทที่ 2 เรื่องที่กังวล
บรรยากาศในห้องอาหารของบ้านนี้กำลังอบอุ่นไปด้วยแสงไฟและแสงจากเชิงเทียนสีส้มนวลที่ส่องกระทบเครื่องแก้วและเครื่องเงินวาววับ ขณะนี้แคลร์และเคทนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคริสต์และเพลง ซึ่งทุกคนในบ้านก็กำลังร่วมทานอาหารและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานตามประสาครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันนาน โดยมีภิณและรัณย์ร่วมโต๊ะด้วยอยู่ไม่ห่าง
“คริสต์ยังขี้หึงขี้หวงไม่เปลี่ยนเลยเหรอ” เคทหัวเราะร่วน เมื่อเพลงเล่าเรื่องที่คริสต์เขม่นใส่เจไดเมื่อวันก่อนให้ฟัง
“จะไม่ให้หวงได้ไง เพลงเป็นคู่หมั้นเป็นคนสำคัญของคริสต์นะ” คริสต์ตอบกลับทันที ก่อนจะใช้มือวางทับบนมือของเพลงที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างแสดงความเป็นเจ้าของ
“ดูคริสต์ทำเข้าสิคะคุณแม่ ดูลูกชายคุณแม่สิ หึงหวงไม่เลือกที่เลยจริง ๆ” แคลร์เอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้มอย่างขบขัน
“ก็คริสต์รักเดียวใจเดียวกับเพลงมาตั้งนานแล้วนี่เนอะ” ภิณเองก็ร่วมแซวลูกชายด้วยเช่นกัน ก่อนจะหันไปมองเพลงด้วยสายตาอ่อนโยน “แม่คงจะได้รออีกไม่นานแล้วสินะ รอให้พวกเราเรียนจบ แล้วก็แต่งงานมีหลานให้อุ้มกันเร็ว ๆ”
“เห็นด้วยเลยค่ะคุณแม่ แคลร์อยากให้คริสต์กับเพลงแต่งงานกันเร็ว ๆ แล้ว จะได้มีหลานตัวเล็ก ๆ มาวิ่งป่วนบ้านสักที” แคลร์พูดเสริมอย่างตื่นเต้น พร้อมรอยยิ้มและแววตาของเธอที่เต็มไปด้วยความหวัง
ทว่าคำพูดของภิณและแคลร์ทำให้เพลงที่กำลังจะยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มต้องชะงักค้างไปกลางอากาศทันที รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้าของเธอเจื่อนลง ก่อนที่ความกังวลที่เธอพยายามกลบฝังมาตลอดตั้งแต่เรื่องอาการป่วยจะพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกอย่างรุนแรง เธอรู้สึกถึงแรงบีบคั้นในหัวใจราวกับมีใครมาบีบเส้นเลือดนั้นไว้
คริสต์เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากมือของเพลงที่อยู่ใต้ฝ่ามือของเขา มันเย็นเฉียบและนิ่งสนิทไป คริสต์จึงบีบมือเพลงเบา ๆ เพื่อให้กำลังใจ
“ไม่เห็นต้องรีบขนาดนั้นเลย” คริสต์รีบพูดแทรกด้วยน้ำเสียงที่ดุดันเล็กน้อย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนออกจากเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเพลง
ขณะเดียวกัน เมื่อบรรยากาศบนโต๊ะอาหารกร่อยลง เพลงก็ค่อย ๆ ชักมือออกจากมือของคริสต์อย่างแผ่วเบา เพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นจุดบกพร่องของครอบครัวใหญ่ที่แสนสมบูรณ์แบบนี้
“เพลงเป็นอะไรหรือเปล่าลูก” ภิณที่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเพลงเริ่มซีดลงก็เอ่ยถามทันที
“เปล่าค่ะแม่ภิณ...เพลงแค่...รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวนิดหน่อยค่ะ” เพลงรีบลุกขึ้นยืนอย่างเร่งรีบ “พะ เพลงขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ”
เพลงพูดจบก็แทบจะวิ่งหนีออกจากห้องอาหาร แล้วเดินไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็ว เธอเข้าไปข้างใน ปิดประตูแล้วทิ้งตัวยืนพิงบานประตูอย่างหมดแรง ก่อนที่น้ำตาอุ่น ๆ หน่วยใสจะคลอขึ้นมาในดวงตา เพลงจึงใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพื่อสะกดเสียงสะอื้นไม่ให้ออกมา
“จะทำยังไงดี…ฮึก! ถ้าเรามีลูกกับพี่คริสต์ไม่ได้จริง ๆ พี่คริสต์ก็ต้องไปแต่งงานกับคนอื่นถึงจะกว่า...ไม่สิ...พี่คริสต์คงไม่ยอมแน่ มันคงต้องเป็นเราที่ไปจากพี่คริสต์เอง…งั้นเหรอ”
เพลงพึมพำ เพราะความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของเธออย่างรวดเร็ว ปมในใจของเธอเรื่องการป่วยและการเข้ารับการผ่าตัดหัวใจมันทำให้เพลงค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่า ร่างกายของเธอไม่มีทางสมบูรณ์แบบพอที่จะอุ้มท้องลูกของคริสต์ได้
อีกฝั่งหนึ่งทางด้านนอกห้องน้ำ คริสต์ก็เดินตามมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล แล้วเขาก็ยืนรอเพลงที่หน้าห้องน้ำจนกระทั่งเธอเปิดประตูออกมา
“น้องเพลง...” คริสต์เดินเข้าไปหาเธอทันที
“ขอโทษนะพี่คริสต์ เพลงไม่สบายตัวจริง ๆ เพลงว่า…เพลงขอตัวกลับห้องก่อนดีกว่า” เพลงตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด
“เอาสิ ให้พี่ไปส่งน้องเพลงเข้านอนนะ”
คริสต์กุมมือเธอไว้แน่นซึ่งเพลงก็ไม่ปฏิเสธ ก่อนทั้งคู่จะเดินขึ้นไปยังชั้นสองด้วยกัน และคริสต์ก็ส่งเพลงเข้านอนด้วยความเป็นห่วงที่ทำให้เขาเองก็นอนไม่หลับอยู่ทั้งคืน
ในช่วงใกล้ถึงรุ่งสางของคืนนั้น คริสต์ก็แอบเข้ามาในห้องเพลงอีกตามเคย เพื่อย้ำเตือนความรักอันมั่นคงของเขาให้เพลงได้รับรู้ ก่อนจะกลับห้องตัวเองเพื่อเตรียมตัวออกไปเรียนพร้อมกัน
ณ มหาวิทยาลัยในช่วงเช้า เจไดที่วันนี้มาถึงก่อนเพลงและคริสต์ก็เดินเข้ามาหาเพลงทันทีที่เห็นเธอมาถึง
“เพลง เมื่อคืนที่บอกว่าไม่สบาย…เป็นอะไรมากหรือเปล่า ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง” เจไดถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยอย่างแท้จริง
ขณะที่มือของเขากำลังจะเอื้อมไปแตะไหล่ของเพลงด้วยความเคยชิน แต่เขาก็ต้องชะงักไปเมื่อเพลงขยับตัวถอยหนีเล็กน้อย
“เพลงไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกเจได ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ” เพลงยิ้มตอบ
และภาพนั้นก็อยู่ในสายตาของคริสต์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เพลงมาตลอด แล้วสีหน้าของเขาก็เย็นชาอยู่ตลอด ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว แล้วใช้มือโอบไหล่ของเพลงไว้
“เป็นห่วงเพลงมากจังเลยนะเจได ทั้งที่หน้าที่การเป็นห่วงเพลงมันเป็นของฉัน ในฐานะคนที่นอนข้าง ๆ กัน” คริสต์พูดเน้นคำว่า ‘นอนข้าง ๆ กัน’ อย่างจงใจ เพื่อให้เจไดรับรู้ถึงความใกล้ชิดที่เจไดไม่มีวันได้รับจากเพลง
“พี่คริสต์…” เพลงเรียกชื่อเขาเบา ๆ เป็นเชิงตำหนิ
“ฉันแค่เป็นห่วงเพลงในฐานะเพื่อน เพลงป่วยอยู่ อย่ามาหาเรื่องกันแต่เช้า” เจไดมองคริสต์ด้วยสายตาที่ขุ่นเคืองไม่ต่างกัน
“ถ้าเป็นเพื่อนก็น่าจะรู้สิว่าควรจะรักษาระยะห่างให้มากกว่านี้” คริสต์พูดสวนกลับอย่างดุดัน และความหึงหวงก็ทำให้เขาแทบจะไม่สามารถควบคุมคำพูดของตัวเองได้แล้ว
“พี่คริสต์ พอได้แล้ว ไม่งั้นเพลงจะโกรธแล้วนะ” เพลงหันมาจ้องมองคริสต์ด้วยแววตาที่แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผย
คริสต์ที่เห็นแววตาตำหนิจากเพลงก็ใจอ่อนยวบในทันที แต่ความน้อยใจและความหึงหวงก็ทำให้เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ คริสต์ไม่พูดอะไรแต่เขาดึงมือเพลงเดินออกมาจากตรงนั้นทันที โดยไม่สนใจเจไดที่ยืนมองตามหลังพวกเขามา
เมื่อมาถึงมุมลับตาคน คริสต์ก็ปล่อยมือเพลงให้เป็นอิสระแล้วหันไปสบตาเธอตรง ๆ ด้วยความเจ็บปวด
“ทำไมน้องเพลงต้องปกป้องมันขนาดนั้นด้วย พี่ไม่สำคัญเท่าคนที่น้องเพลงเรียกว่าเพื่อนเหรอ” คริสต์พูดด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่เลย ทำไมพี่คริสต์ต้องหึงหวงเรื่องเพลงกับเจไดบ่อย ๆ ด้วย เจไดก็เป็นแค่เพื่อนที่ดีคนหนึ่งของเพลงนะ” เพลงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย
“นี่น้องเพลงยังกลัวว่าพี่จะรังเกียจอยู่อีกเหรอ” คริสต์พูดด้วยความน้อยใจอย่างถึงที่สุด
เพลงชะงักไปทันที เมื่อถูกพูดถึงแผลเป็นของตัวเอง น้ำตาก็เริ่มไหลลงมาอาบแก้มของเธออย่างห้ามไม่ได้ ด้วยความรู้สึกผิด ความกลัว และความเจ็บปวดที่ผสมปนเปกันอยู่ในอก
“แล้ว...พี่คริสต์รังเกียจเพลงไหม เพราะร่างกายของเพลงมันเป็นแบบนี้” เพลงตอบกลับไปพร้อมเสียงสะอื้นในลำคอ
“พี่ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลยนะ แต่พี่โกรธมากกว่าที่น้องเพลงคิดว่าพี่จะรังเกียจ ทำไมน้องเพลงถึงไม่เข้าใจว่า สุขภาพกับเรื่องหัวใจของน้องเพลงมันสำคัญที่สุดสำหรับพี่ ไม่ใช่เรื่องแผลเป็นหรือเรื่องการมีลูกอะไรนั่นเลย”
คำพูดจากใจจริงของคริสต์ที่พูดถึงเรื่องโรคประจำตัวและเรื่องลูก ทำให้เพลงรู้สึกเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงเข้าที่กลางอกอย่างจัง เธอจึงรีบปาดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองคริสต์ด้วยสายตาที่แน่วแน่มากกว่าเดิม
“แต่นั่นแหละคือปัญหา เพลงเองก็รักพี่คริสต์มากจนไม่อยากเห็นพี่คริสต์ต้องเสียใจในอนาคตเลย เพราะเพลง อะ อาจจะ...ไม่มีทางมีลูกให้พี่คริสต์ได้”
“ทำไมเพลงถึงพูดแบบนั้น” คริสต์เดินเข้าใกล้เพลงมากขึ้นแล้วจับมือของเธอไว้
“…หมอเคยบอกว่าการมีลูกมันมีความเสี่ยงสูงมากสำหรับเพลง และร่างกายของเพลงก็อาจจะไม่สามารถทนรับการตั้งครรภ์ได้...พี่คริสต์ก็รู้ว่าเรื่องอนาคตของเรามันสำคัญขนาดไหน”
คริสต์ชะงัก เพราะความโกรธที่เคยมีต่อการกระทำของเจไดก็ได้หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเห็นใจและความสงสารต่อเพลงที่แบกรับภาระนี้ไว้คนเดียวมาตลอด
“ที่ผ่านมา…น้องเพลงไม่เคยเปิดโอกาสให้พี่ได้ใกล้ชิดน้องเพลงไปมากกว่านี้เลยก็เพราะแบบนี้นี่เอง” คริสต์พูดเสียงแผ่ว ขณะเดียวกันดวงตาของเขาก็แดงก่ำขึ้นมา
เพลงจึงได้แต่ก้มหน้าลง เพราะความรู้สึกผิดหวังในตัวเองมันแล่นเข้ามาในใจดวงน้อย ๆ ของเธออย่างท่วมท้น วินาทีนั้นเอง คริสต์ก็เดินเข้าไปรั้งเอวของเพลงมาสวมกอดไว้ในอ้อมอกของเขา พลางใช้มือประคองใบหน้าของเธอให้เงยขึ้นมาสบตากันตรง ๆ
“ฟังพี่นะน้องเพลง พี่รักน้องเพลงที่เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว ต่อให้เราไม่มีลูก เราก็อยู่ด้วยกันแค่สองคนก็ได้ พี่ขอแค่น้องเพลงอย่ากดดันตัวเองไปมากกว่านี้ได้ไหม” คริสต์พูดเน้นย้ำทุกถ้อยคำอย่างหนักแน่น เขายอมรับความจริงเรื่องลูกได้ แต่ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้เพลงโทษตัวเองไปมากกว่านี้แล้ว
“แต่...” เพลงพึมพำด้วยความลังเลและความกลัว
“ไม่มีแต่ ถ้าน้องเพลงยังคิดจะทิ้งพี่เพราะเรื่องนี้อีก...พี่จะลงโทษตัวเอง...น้องเพลงจะทนเห็นพี่เสียใจได้ไหม” คริสต์ใช้คำพูดนั้นในเชิงอ้อนวอนและขอร้อง เพื่อให้เพลงเห็นว่าความสุขของเขาล้วนขึ้นอยู่กับเธอทั้งสิ้น
“เพลง...ทนไม่ได้หรอก พี่คริสต์ห้ามทำแบบนั้นเด็ดขาดเลยนะ” เพลงพูดพลางซุกหน้าลงกับแผงอกของคริสต์ เพราะตัวเธอเองก็ไม่สามารถทนเห็นผู้ชายที่เธอรักและรักเธอมากขนาดนี้ ต้องเสียใจได้เหมือนกัน
ทว่าเพลงยังคงสั่นสะท้านไปทั้งตัว ด้วยความที่พยายามจะกลั้นน้ำตาไว้อย่างสุดความสามารถ คริสต์จึงก้มลงไปกดจูบที่หน้าผากของเพลงอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบประโลมเธอ เพราะความรักที่มั่นคงและแสนจะอ่อนโยนกับความอดทนอันไม่มีที่สิ้นสุดของเขา คือสิ่งที่คริสต์มอบให้เพลงได้เสมอ
ทั้งสองคนสวมกอดกันอยู่สักพัก ก่อนที่จะยอมผละออกจากกัน เพื่อเตรียมตัวไปเข้าเรียนตามเวลาในตารางของวันนี้
“ไปกันเถอะพี่คริสต์ ป่านนี้คนอื่นคงเข้าห้องกันไปหมดแล้ว” เพลงกล่าว
“เข้าห้องสายสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง พี่ยังอยากกอดน้องเพลงอยู่ ไม่อยากปล่อยเลย”
“ไม่ได้” เพลงทำท่าจะดุแต่ก็หลุดหัวเราะเบา ๆ แล้วทั้งคู่ก็เดินไปเข้าห้องเรียนด้วยกัน
