บทที่ 3 คนขี้หึง

ในห้องบรรยายรวมของคณะที่เต็มไปด้วยนักศึกษาชั้นปีที่สามหลายร้อยชีวิต เสียงจอแจดังอื้ออึงในระหว่างที่เฝ้ารอการมาของอาจารย์ คริสต์ก้าวเข้ามาในห้องพร้อม ๆ กับเพลง ก่อนที่แสงไฟจากโคมไฟบนเพดานจะส่องกระทบกับเส้นผมของเขา ทำให้ใบหน้าคมคายดูโดดเด่นกว่าใคร คริสต์เดินตรงไปยังแถวกลางที่เขาจองไว้เสมอ และไม่ลืมที่จะตวัดสายตาคมมองไปยังเจไดที่เข้ามารอก่อนแล้ว และมักจะนั่งอยู่ข้างหลังเขาและเพลงเสมอ

เจไดนั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะประจำ แล้วคริสต์ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย พร้อมด้วยทรงผมที่ถูกเซ็ตมาให้ดูดีเป็นพิเศษกว่าทุกวัน รอยยิ้มมุมปากของเจไดยามที่ได้เห็นเพลงนั้นปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะสบตากับคริสต์ที่จ้องเขม็งไม่หยุด เจไดจึงก้มหน้าลงกับหนังสือของเขาอีกครั้ง แต่จิตใจของเขาไม่ได้อยู่กับตัวหนังสือเลย

“นั่งที่เดิมกันนะ”

คริสต์ผายมือชวนเพลงให้นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเขา ก่อนจะดึงกระเป๋าหนังราคาแพงของตัวเองมาวางกั้นไว้ข้างหลังเก้าอี้ของเพลงด้วยความจงใจ เป็นการขัดขวางและตอกย้ำให้เจไดรู้ว่าเพลงมีเจ้าของแล้ว และไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาแทรกระหว่างพวกเขาได้

เพลงยิ้มบาง ๆ กับท่าทางขี้หวงและสีหน้าที่น่าเอ็นดูของคริสต์ ก่อนเธอจะวางสัมภาระลงข้าง ๆ แล้วหันไปพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่คริสต์ไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้ แค่นี้ก็ไม่มีใครเขากล้ามานั่งใกล้เราสองคนแล้ว”

“ไม่ได้ พี่ก็ต้องกันไว้ก่อน ของรักของหวง ใครก็ห้ามเข้าใกล้เกินสามเมตร” คริสต์ก้มลงกระซิบข้างหูเพลง

ริมฝีปากของเขาแตะเบา ๆ ที่ติ่งหูของเธอ ทำให้เพลงต้องสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจของเธอเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ยังคงทำให้หวั่นไหวได้เสมอ ซึ่งภาพทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของเจไดตลอด

ระหว่างฟังการบรรยาย เจไดที่นั่งอยู่ด้านหลังก็คอยสังเกตการณ์เพลงตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง เจไดสังเกตเห็นว่าเพลงมีสีหน้าอิดโรยลงเล็กน้อย เขาเดาว่าอาจเป็นผลมาจากความเครียดสะสมจากสุขภาพ เขาจึงตัดสินใจรีบเขียนข้อความสั้น ๆ ลงในโพสต์อิทสีเหลือง แล้วสะกิดไหล่เพลงเบา ๆ ก่อนจะส่งไปให้เธอ

เพลงรับโพสต์อิทมาเปิดอ่าน ข้อความเขียนด้วยลายมือหวัด ๆ ทว่าเต็มไปด้วยความเอาใจใส่

“ดูเหนื่อย ๆ นะเพลง พักผ่อนบ้าง อย่าหักโหมหนักเกินไปล่ะ” เจไดเขียนไว้อย่างนั้น

เพลงจึงเหลือบไปมองเจไดที่กำลังส่งรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอันบริสุทธิ์มาให้ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใด นอกจากอยากให้เธอสบายใจขึ้นเท่านั้น

ทว่าคริสต์ที่เห็นการกระทำทั้งหมด ก็หยิบโพสต์อิทจากมือเพลงมาอ่านด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะขยำมันเป็นก้อนกลม แล้วโยนใส่ถังขยะใกล้ ๆ อย่างไม่ไยดี ราวกับว่าข้อความนั้นเป็นขยะที่รบกวนสายตาเขามาก

“พี่คริสต์นี่ก็! ทำไมทำแบบนั้นเนี่ย” เพลงตำหนิเขาเบา ๆ แต่แววตาเธอจริงจังมาก

“พี่ไม่ชอบโพสต์อิท น้องเพลงไม่ต้องไปสนใจอะไรที่พี่ไม่ชอบได้ไหม”

คริสต์ตอบเสียงเรียบแต่ไม่ลืมที่จะเหลือบไปมองค้อนใส่เจไดเหมือนจะใช้สายตาฆ่าแกงกันให้ได้ ซึ่งเจไดเองก็ทำได้แค่ถอนหายใจตอบกลับมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยเช่นกัน แต่ก็ยังคงสำรวมท่าทีไว้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่มีใครในห้องสังเกตเห็น นอกจากพวกเขาทั้งสามคน

ช่วงบ่ายของวันนั้น อาจารย์ประจำวิชาก็ประกาศให้นักศึกษาทุกคนทำโปรเจกต์กลุ่มร่วมกัน แต่การจับกลุ่มนั้นจะเป็นแบบสุ่ม ซึ่งนั้นสร้างความว้าวุ่นใจให้กับทั้งสามคนทันที เพราะอาจารย์กำลังไล่ประกาศรายชื่อสมาชิกแต่ละกลุ่ม และไม่นานนักก็มาถึงคราวของพวกเขา

“กลุ่มที่สี่... โดโนแวน เพลงพิณ และเบญจามินทร์...ไปทำงานร่วมกันนะครับ”

เมื่อสิ้นสุดเสียงประกาศ คริสต์ก็ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเองด้วยความหัวเสียที่การสุ่มมันบังเอิญเสียเหลือเกิน ส่วนเจไดนั้นดูจะพอใจกับสถานการณ์ที่เป็นใจให้เขาได้ใกล้ชิดเพลงมากขึ้น

“ทำหน้าบูดอีกแล้ว” เพลงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวคริสต์

“ก็พี่ไม่ชอบแบบนี้ คนตั้งเยอะแยะยังจะต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกันอีก” คริสต์ตอบเธออย่างขุ่นเคืองใจ เขารู้ว่าเจไดไม่ได้ต้องการมาทำงานร่วมกันกับเขาแน่ ๆ แต่นี่มันก็ทำให้เจไดได้ทำงานร่วมกันกับเพลง

“แต่อาจารย์เป็นคนจัดกลุ่มให้เองนะ ต่อให้ไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้หรอก”

เพลงยักไหล่เบา ๆ ซึ่งทำให้คริสต์ยอมอ่อนลงตามเหตุผลที่เธอบอกอีกตามเคย ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่มองมา คริสต์ก็ไม่อยากให้เพลงไม่สบายใจไปมากกว่านี้ด้วย

จากนั้นเมื่ออาจารย์ปล่อยให้ไปทำงานอย่างอิสระ ทั้งสามคนก็มานั่งรวมกลุ่มกันที่มุมเงียบ ๆ มุมหนึ่งของห้องสมุด โดยที่คริสต์ก็ยังนั่งตัวติดกับเพลงอย่างแนบแน่นจนแทบจะสิงร่างกัน ส่วนเจไดก็ต้องจำยอมนั่งฝั่งตรงข้ามและเว้นระยะห่างกับเพลง เพื่อให้คริสต์เลิกจ้องเขาจนตาถลนสักที

“อาจารย์ให้ทำงานวิเคราะห์ตลาดธุรกิจทางเอเชีย แล้วเราก็ตกลงกันแล้วว่าช่วงนี้ตลาดธุรกิจที่ญี่ปุ่นก็น่าสนใจดี งั้นฉันจะช่วยดูเรื่องข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ส่วนน้องเพลงจะช่วยทำเรื่องการนำเสนอ เจไดก็…ไปทำเรื่องการวิเคราะห์สถิติและการเงินก็แล้วกัน”

คริสต์ออกคำสั่งทันที โดยคิดเอาไว้แล้วว่าให้เจไดทำหน้าที่ที่ไม่ต้องทำงานร่วมกับเพลงมาก

“โอเค แต่เรื่องการเงิน...ฉันว่าคงต้องคุยกับเพลงบ่อยหน่อยนะ เพราะข้อมูลต้องตรงกับที่จะใช้ในการพรีเซนต์แบบเป๊ะ ๆ” เจไดใช้เหตุผลต่อรองอย่างเป็นมืออาชีพ

ทว่าคริสต์ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี แต่เขาก็เถียงไม่ได้เพราะเจไดมีเหตุผลมากพอ เขาจึงกัดฟันยอมรับข้อเสนออย่างเลือกไม่ได้ เพื่อให้เพลงทำงานง่ายขึ้นด้วย

ในระหว่างที่คริสต์กำลังตรวจสอบข้อมูลตลาด เพลงก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมหาไอเดียจัดทำสไลด์นำเสนอ เจไดจึงยื่นโน้ตบุ๊กของตัวเองไปให้เธอ

“เพลงลองดูสถิติตัวนี้สิ น่าจะใช้เป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจได้นะ”

เพลงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อดูหน้าจอโน้ตบุ๊กของเจได ซึ่งทำให้หัวของเธอเกือบจะชนกับหัวของเจได แม้ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งใจนี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่ววินาที แต่ก็มากพอที่จะทำให้คริสต์ที่กำลังหาข้อมูลอยู่ข้าง ๆ หยุดชะงักทันที

“ถ้าจะให้น้องเพลงดูอะไรก็ส่งมาให้ฉัน แล้วน้องเพลงก็มานั่งดูที่จอพี่” คริสต์พูดขัดจังหวะทั้งสองคน พลางจ้องมองอย่างไม่วางตาจนเจไดต้องขยับโน้ตบุ๊กถอยกลับมา

“แค่ดูข้อมูลนิดหน่อยเอง ไม่ต้องลำบากส่งไปเครื่องนู้นเครื่องนี้ก็ได้” เพลงกล่าว

“งั้นถ้าน้องเพลงอยากได้ข้อมูลอะไรก็บอกพี่สิ เดี๋ยวพี่หามาให้เอง”

เจไดมองการแสดงความเป็นเจ้าของเกินเหตุของคริสต์ด้วยความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย “ไม่เห็นต้องคุยกันให้มากความเลย นี่มันในห้องสมุดนะ”

คริสต์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็จ้องตาเจไดอย่างไม่มีใครยอมใคร และการคุกคามของเขาก็พุ่งเป้าไปที่เจไดเท่านั้น ส่วนเพลงที่เริ่มรู้สึกปวดขมับจี๊ด ๆ ก็วางมือลงกลางโต๊ะเบา ๆ

“พอได้แล้ว ทั้งสองคนเลย ถ้ายังเถียงกันอยู่แบบนี้ เพลงจะไปทำงานคนเดียวแล้วนะ”

คำขู่นั้นได้ผลทันตาเห็น เพราะคริสต์รีบหันมาจับมือเพลงไว้ แล้วแววตาของเขาเปลี่ยนเป็นออดอ้อนทันที “ไม่เอานะ น้องเพลงอยู่กับพี่ตรงนี้นี่แหละ ถ้าจะมีใครไปก็ให้เป็นคนอื่นเถอะ”

เจไดที่เห็นท่าทางอ่อนลงของคริสต์เมื่อพูดกับเพลงก็ทำได้แค่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ “เราจะแยกไปหาข้อมูลเพิ่มเองนะเพลง” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินหนีไป

หลังจากเจไดเดินจากไป เพลงก็ชะโงกมองจนลับสายตาก่อนจะหันมามองคริสต์อย่างจับผิด “พี่คริสต์ทำให้เพลงรู้สึกเหมือนเป็นตัวปัญหาเลยนะ”

“ใครบอกล่ะว่าน้องเพลงคือตัวปัญหา ไม่ใช่สักหน่อย ปัญหาคือพี่รักน้องเพลงมากเกินไปจนหงุดหงิดทุกครั้งที่มีใครมาล้ำเส้นต่างหาก” คริสต์ตอบแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ก่อนเขาจะใช้นิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากของเพลงออกอย่างอ่อนโยน

“รู้ตัวว่าขี้หงุดหงิดก็ดีแล้ว แต่จะดีกว่านี้ถ้าพี่คริสต์ใจเย็นมากขึ้นนะ” เพลงทำเสียงดุแต่แววตากลับอ่อนลง “เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้อีก เพลงจะไม่ให้พี่มานั่งข้าง ๆ ในห้องเรียนแล้วด้วย”

“น้องเพลงอยากขู่ก็ขู่ไปเลย เพราะยังไงพี่ก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมาเข้าใกล้น้องเพลงเกินสามเมตรเด็ดขาด”

เพลงเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของเขาก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านั้นเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง

ตกเย็นวันนั้น คริสต์ก็รีบชิ่งขับรถพาเพลงกลับบ้านด้วยความรวดเร็วเพื่อไม่ให้เจไดตามมาส่งเพลงได้ และเมื่อมาถึงบ้านแล้วเข้าไปในห้องนั่งเล่น เพลงก็ตรงไปยังโซฟาแล้วทิ้งตัวลงอย่างเงียบ ๆ

“พี่คริสต์ เพลงมาคิดอีกที…เพลงว่าเราต้องคุยเรื่องวันนี้กันแบบจริง ๆ จัง ๆ แล้วนะ” เพลงพูดขึ้นเบา ๆ ขณะที่คริสต์เดินตามมานั่งลงข้าง ๆ แล้วไม่พูดอะไร แต่เขายื่นมือไปคว้ามือของเธอมาจับไว้

“พี่รู้ว่าน้องเพลงจะพูดอะไร” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ เหมือนลูกหมาที่ถูกดุ “พี่รู้ว่าพี่ทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจไปหน่อย ใช่ไหมล่ะ”

เพลงมองเขาด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ก็อดเอ็นดูไม่ได้ เธอจึงบีบมือเขากลับเบา ๆ “พี่คริสต์ ขยำโพสต์อิทของเพื่อนสนิทเพลงทิ้งนะคะ แถมยังคอยทำจ้องเขม็งใส่เจไดตลอดเลยด้วย เพลงว่าพี่คริสต์เพลา ๆ ลงบ้างหน่อยดีกว่านะ”

คริสต์พยักหน้าแล้วยอมรับผิดแต่โดยดี ก่อนจะดึงร่างเพลงเข้ามากอดแล้วซุกหน้าลงกับไหล่ของเธอ พร้อมสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ก็พี่รักพี่หวงของพี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ น้องเพลงทำให้พี่หึงจนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่แล้ว”

คริสต์พูดแล้วเงยหน้าขึ้นมามองเธอแล้วทำตาปริบ ๆ ก่อนจะพูดต่อ

“ขอพี่ชาร์จพลังให้หายหงุดหงิดหน่อยนะ เผื่อคราวหน้าพี่จะใจเย็นมากขึ้นได้”

“พอรู้ว่าเพลงจะดุก็มามุกนี้ทุกทีเลย พี่คริสต์นี่เข้าใจยากจริง ๆ แต่เพราะน่ารักหรอกนะ เพลงถึงยอมน่ะ”

คริสต์ฟังแล้วก็ยกยิ้มกว้างด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะใช้ปลายจมูกโด่ง ๆ ฟัดแก้มเพลงชุดใหญ่ ทำให้เพลงจั๊กจี้จนต้องหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างเหนื่อยหอบ แล้วสักพักเธอก็ต้องทิ้งตัวซบหน้าลงกับแผงอกของคริสต์ ปล่อยให้ความขี้อ้อนที่แสนจะมีเสน่ห์ของเขา ช่วยบรรเทาและโอบอุ้มความเหนื่อยล้าและความกลัวในใจของเธอไว้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป