บทที่ 4 เกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุด

บ่ายวันต่อมา เพลงนั่งอยู่กับคริสต์และแคลร์ที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง แคลร์ที่เพิ่งกลับมาถึงบ้านหลังจากไปช็อปปิ้งมาก็กำลังชวนเพลงคุยกันอย่างออกรสเกี่ยวกับชีวิตการเรียนแพทย์ของเธอที่สวีเดน ส่วนคริสต์ก็เอาแต่เฝ้าเท้าคางมองเพลงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และคอยเสริมบทสนทนาบ้างเล็กน้อย

“ที่โน่นก็มีคนหล่อ ๆ เยอะเหมือนกันนะเพลง ยิ่งหมอออร์โธนี่หล่อสมคำร่ำลือเลย”

“แต่ก็ยังไม่มีใครหล่อเท่าคริสต์ล่ะสิ” คริสต์เอ่ยแทรกเบา ๆ

“แคลร์ยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลยนะ”

“แล้วไง ยังไงพี่ก็หล่อที่สุดในสายตาน้องเพลงอยู่แล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ก็ได้” เพลงตอบอย่างไม่ใส่ใจเพื่อจะแกล้งเอาคืนคริสต์บ้าง

ทว่าทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ใบหน้าของเพลงก็เปลี่ยนเป็นสีซีดอย่างรวดเร็ว มือที่กำลังจะถือแก้วน้ำมาดื่มก็เริ่มสั่นเทา เธอรู้สึกเหมือนมีแรงบีบรุนแรงเข้าที่กลางอกอย่างกะทันหัน อากาศรอบตัวก็ดูเหมือนจะเบาบางลงไปทั้งหมด พร้อม ๆ กับที่การหายใจเริ่มติดขัดและถี่กระชั้นอย่างควบคุมไม่ได้

“น้องเพลง...น้องเพลง!” คริสต์ที่สังเกตเห็นความผิดปกติได้อย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที เขาก็พุ่งตัวออกจากโซฟาแล้วเข้าไปประคองร่างบางไว้ทันที

แคลร์ซึ่งมีสัญชาตญาณความเป็นแพทย์อยู่เต็มตัวก็ไม่รอช้า รีบเข้ามาช่วยเพลงด้วยอีกคน

“คริสต์! ประคองเพลงให้นั่งหลังตรงไว้! เพลง! หายใจเข้าออกช้า ๆ นะ พยายามหายใจเข้าลึก ๆ” แคลร์ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด ขณะที่เธอยกมือขึ้นแตะที่ข้อมือของเพลงเพื่อวัดชีพจร พบว่าชีพจรนั้นเต้นเร็วและผิดจังหวะ จึงยิ่งทำให้แคลร์กังวลอย่างหนัก

“อึก! พะ...เพลง มะ ไม่เป็นไร...” เพลงพยายามจะพูด แต่คำพูดของเธอก็ขาดห้วงและฟังดูอ่อนแรงเหลือเกิน

แคลร์ไม่สนใจคำปฏิเสธอย่างฝืน ๆ ของเพลงอีกต่อไป เธอเลื่อนมือไปสัมผัสที่หน้าอกของเพลงเบา ๆ เพื่อฟังเสียงหัวใจ และบังเอิญสัมผัสโดนรอยนูนที่กลางอกใต้กระดูกไหปลาร้าเล็กน้อย ใบหน้าของแคลร์เปลี่ยนเป็นตกใจอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะนักศึกษาแพทย์เธอก็รู้อยู่แล้วว่าร่องรอยเช่นนี้หมายถึงอะไร

ส่วนคริสต์ที่รู้อยู่แล้วว่าเพลงเคยผ่าตัด แต่เขาก็ไม่เคยแน่ใจว่ามันร้ายแรงแค่ไหน

ขณะเดียวกันเพลงก็เริ่มหน้าซีดขาวไปหมด เมื่อปมในใจที่เธอพยายามซ่อนไว้มันย่ำแย่ออกมาอย่างชัดเจนต่อหน้าคริสต์และแคลร์

“คะ แคลร์...เพลง...เพลงขอ...” เพลงยังพูดไม่ทันจบประโยค แคลร์ก็เอ่ยแทรกขึ้นก่อน

“คริสต์! พาเพลงไปพักที่ห้องเดี๋ยวนี้เลย! ให้เพลงนอนพักก่อน แล้วต้องระวังอย่าให้มีเรื่องเครียดไปกระตุ้นอาการให้เสี่ยงอีก!”

คริสต์ไม่รอช้า ก่อนเขาจะค่อย ๆ ช้อนอุ้มร่างของเพลงขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยนที่สุด ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายไป แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักของเธออย่างรวดเร็ว

คริสต์วางเพลงลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลที่สุด เขาจัดท่านอนให้เธอสบาย ๆ และดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้ ขณะที่แคลร์รีบนำยาสามัญที่จำเป็นสำหรับอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะมาให้ และคอยตรวจวัดความดันโลหิตของเพลงด้วย

“น้องเพลงไม่ต้องกลัวนะ พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น” คริสต์กล่าวอย่างหนักแน่น แต่แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่สุด “พี่จะอยู่ตรงนี้...พี่จะดูแลน้องเพลงเอง”

“งั้นฝากเฝ้าเพลงก่อนนะ แคลร์จะโทรไปหาคุณหมอประจำตัวที่ดูแลเพลงเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องอาการของเพลงก่อน...ห้ามคลาดสายตาจากเพลงเด็ดขาดล่ะ”

“อืม” คริสต์รับคำอย่างหนักแน่น

เมื่อแคลร์เดินออกจากห้องไปแล้ว คริสต์ก็ทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ เตียงของเพลง เขาบรรจงลูบที่เส้นผมของเธออย่างแผ่วเบา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอยู่ตลอด

“พี่ขอโทษนะ...พี่ไม่อยากให้น้องเพลงต้องทนกับเรื่องร้ายแรงขนาดนี้คนเดียวเลย” คริสต์กระซิบเสียงแผ่ว “น้องเพลงพักผ่อนนะ แล้วไม่ต้องคิดมากเรื่องอะไรทั้งนั้น เอาเรื่องสุขภาพของน้องเพลงมาเป็นลำดับแรกก่อน”

เพลงมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ความรักและความห่วงใยที่ฉายชัดในดวงตาของคริสต์ทำให้เธอรู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง

“ขอบคุณนะพี่คริสต์ พี่ต้องมาลำบากเพราะเพลงเลย” เพลงเอ่ยเสียงแผ่วพลางจับมือของคริสต์ไว้แน่น

“พี่ไม่ลำบาก น้องเพลงอย่าโทษตัวเองอย่างนั้นอีกนะ” คริสต์ปลอบประโลมพลางโน้มตัวไปจูบที่หน้าผากของเธอซ้ำ ๆ

หลังจากนั้น เมื่อเพลงได้ทานยาและดื่มน้ำแล้ว อาการของเธอก็ค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ความอ่อนเพลียทำให้เธอผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว โดยมีมือของคริสต์กอบกุมมือของเธอไว้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน แคลร์ที่เพิ่งเดินกลับออกมาจากห้องของเพลง เธอก็ลงมาที่ห้องนั่งเล่นด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียด และพบกับภิณผู้เป็นแม่ที่กำลังยืนรอฟังข่าวด้วยความเป็นห่วง

“แคลร์! อาการเพลงเป็นยังไงบ้าง” ภิณถามอย่างร้อนใจ

“อาการดีขึ้นแล้วค่ะคุณแม่ แต่แคลร์ว่าอาการของเพลงหนักกว่าที่เราคิดอีกนะคะ” แคลร์ตอบอย่างเคร่งเครียด “ตอนที่แคลร์ตรวจชีพจรให้เพลง...แคลร์ก็สัมผัสได้ถึงรอยผ่าตัดที่อก มันเป็นร่องรอยของการผ่าตัดหัวใจที่ค่อนข้างใหญ่ใช่เล่นเลยนะคะ”

ภิณทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง ด้วยความกังวลที่ถาโถมเข้าใส่ “ลุงภีมเคยพูดว่าอาการของเพลงไม่ค่อยคงที่เท่าไร ถึงได้ขอให้คริสต์กับเพลงอยู่แยกห้อง จนกว่าจะแน่ใจว่าทั้งสองคนพร้อมจริง ๆ ในทุก ๆ อย่าง ทั้งสุขภาพ ทั้งความเหมาะสมตามวัยด้วย”

“ตอนนี้เราต้องให้คริสต์ช่วยดูแลเพลงอย่างใกล้ชิดก่อนดีกว่าค่ะ อย่างน้อยเพลงก็น่าจะต้องการกำลังใจจากคริสต์มากที่สุด” แคลร์กล่าวสรุป ก่อนจะรีบโทรศัพท์ติดต่อแพทย์ที่ดูแลเพลงเพื่อขอประวัติการรักษาอย่างละเอียดเพิ่ม

เวลาประมาณหกโมงเย็น เจไดก็มาหาเพลงที่บ้านตามปกติ และเมื่อรู้จากภิณว่าเพลงอาการทรุดตัวกะทันหันและกำลังพักผ่อนอยู่บนห้อง เจไดก็รีบตรงไปยังห้องของเพลงทันที

ทว่าเมื่อมาถึงหน้าห้อง เจไดก็พบว่าประตูถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อย เผยให้เห็นเตียงนอนที่มีร่างเล็กนอนอยู่ แต่ที่หน้าประตูนั้นก็มีคริสต์กำลังยืนพิงขอบประตูและกอดอกอยู่ด้วยสีหน้าไม่ต้อนรับเช่นเคย

“จะไปไหน” คริสต์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและกดเสียงลงต่ำ

“ฉันมาเยี่ยมเพลงน่ะสิ น้าภิณบอกว่าเพลงอาการทรุดไม่ใช่เหรอ” เจไดตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“ก็ใช่ แต่ตอนนี้เพลงนอนพักอยู่ จะมารบกวนคนป่วยทำไม” คริสต์พูดไม่ขยับตัวหลีกทางเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนกีดกันทางเข้าไว้อย่างนั้น

“เพราะเพลงไม่สบายไง ฉันก็เลยจะขอเข้าไปดูอาการหน่อย...หลีกไปได้แล้ว” เจไดเริ่มมีน้ำเสียงที่ไม่พอใจด้วยเช่นกัน

“ฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน ยังไงฉันก็ดูแลเพลงได้ดีกว่าอยู่แล้ว” คริสต์พูดเน้นย้ำ

“มั่นใจได้ยังไงว่าดูแลเพลงได้ดีจริง ๆ อย่าคิดว่าแค่ความรักอย่างเดียวจะทำให้เพลงหายป่วยได้นะ” เจไดพูดอย่างเหลืออด

“พูดไม่รู้เรื่องหรือไง ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งคำพูดและการกระทำของนายมันไม่มีความหมายไปตั้งแต่วันที่เพลงคือคู่หมั้นของฉันแล้วนะเจได และตอนนี้เพลงก็ต้องการพักผ่อนด้วย” คริสต์ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย บ่งบอกว่าพื้นที่นี้คือพื้นที่ของเขา

“หึงไม่รู้จักเวล่ำเวลาอีกแล้วนะคริสต์” เจไดเริ่มกัดฟันพูด

“กลับไปซะ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ” คริสต์ยืนยันคำสั่งอย่างไร้การประนีประนอม

เจไดจึงได้แต่มองคริสต์ด้วยความเจ็บปวดและขุ่นเคืองใจ แต่เพราะนี่เป็นบ้านของครอบครัวคริสต์ และเพลงก็กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่จริง ๆ เขาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมหันหลังเดินลงบันไดไปด้วยความเจ็บใจ

คริสต์ยืนมองอยู่ท่าเดิมจนแน่ใจว่าเจไดจากไปแล้ว ความตึงเครียดบนใบหน้าของเขาจึงค่อย ๆ คลายลง เขาหันกลับไปมองร่างเล็กที่หลับอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง แล้วปิดประตูเบา ๆ พร้อมลากเก้าอี้ไม้มาวางข้างเตียง

คริสต์นั่งลงบนเก้าอี้แล้วจับมือของเพลงไว้เบา ๆ พลางเอาหน้าผากแนบลงไปกับมือของเธอ ความอ่อนโยนและความห่วงใยได้เข้ามาแทนที่ความหัวเสียจากเรื่องเมื่อครู่ จนกระทั่งเขาผล็อยหลับไปในที่สุด

หลายชั่วโมงต่อมา เพลงก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ตอนนี้เธอสึกดีขึ้นมากหลังจากได้พักผ่อน ถึงแม้ว่ารอยแผลเป็นที่หน้าอกยังคงถูกซ่อนไว้ภายใต้เสื้อผ้า แต่ความรู้สึกกลัวนั้นเบาบางลงไปมาก เพราะมีความอบอุ่นจากมือของคริสต์ที่กอบกุมมือของเธอไว้ตลอด

“..อึก…อืม”

เธองัวเงียเล็กน้อย เมื่อหันไปมองข้างเตียงก็เห็นว่าคริสต์กำลังหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้ในท่าที่ก้มหน้าซบกับมือของเธอ เพลงจึงค่อย ๆ ดึงมือออกอย่างเบามือเพราะเริ่มรู้สึกชา ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบที่เรือนผมของคริสต์อย่างแผ่วเบา

เธอยกยิ้มออกมาบาง ๆ ด้วยความอุ่นใจและรู้สึกเอ็นดูที่เห็นผู้ชายที่มักจะชอบทำหน้าบึ้งตึงด้วยความหึงหวงอยู่บ่อย ๆ กำลังทำตัวอ่อนโยนเพื่อเธอ ทันใดนั้น คริสต์ก็ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงสัมผัสเบา ๆ ที่หัว เขาลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเพลงตื่นแล้ว

“น้องเพลงตื่นแล้วเหรอ! ดีขึ้นบ้างไหม หายใจสะดวกหรือเปล่า” คริสต์รีบลุกขึ้นนั่งหลังตรงทันที ความงัวเงียที่มีหายไปหมดสิ้น

เพลงยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบ “ดีขึ้นมากแล้ว ไม่เจ็บแล้วด้วย”

“ดีจังเลย พี่ขอโทษนะที่พี่เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย

“เพลงต่างหากที่ต้องขอโทษพี่คริสต์ เพลงทำให้พี่คริสต์ต้องเหนื่อย ทำให้พี่คริสต์ต้องเป็นห่วง”

คริสต์ส่ายหน้ารัว ๆ “ไม่เลย พี่ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยเลยที่ได้ดูแลคนที่พี่รัก” เขาดึงมือของเพลงขึ้นมาจูบแผ่วเบาที่หลังมือ “พี่อยากดูแลน้องเพลงแบบนี้ไปตลอดชีวิต ไม่ว่าน้องเพลงจะเป็นยังไง”

“แต่…พี่คริสต์ก็รู้ว่าร่างกายเพลงมันเสี่ยงจะทรุดตัวอยู่ตลอดเลยนะ...” เพลงพูดเสียงแผ่ว

“ชู่ววว...ไม่เห็นเป็นอะไรเลยน้องเพลง” คริสต์ใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากของเพลงอย่างห้ามปราม “น้องเพลงสมบูรณ์แบบที่สุดทุกอย่างสำหรับพี่แล้ว พี่พูดจริงนะ”

คริสต์พูดแล้วโน้มตัวลงมาจูบที่หน้าผากของเพลงอย่างเพื่อย้ำความหนักแน่นในคำพูดของเขา

“พี่จะรอจนกว่าน้องเพลงจะพร้อมที่จะก้าวข้ามความกลัวนั้นไปกับพี่นะคนดี” คริสต์สวมกอดเธอเบา ๆ อย่างรักใคร่และระมัดระวัง

เพลงเองก็ซบหน้าเข้ากับอกของเขาด้วยความอุ่นใจเหมือนเคย เพราะความรักที่คริสต์มอบให้เป็นเหมือนเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดที่เธอมีในชีวิต และความตั้งใจที่จะรักษาตัวเองให้ดีเพื่ออยู่เคียงข้างเขาก็ผุดขึ้นมาในใจเธออย่างชัดเจนขึ้นทุกวัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป