บทที่ 5 อุปสรรคของเรา
วันต่อมา แสงแดดยามเช้าในแวนคูเวอร์ก็ดูเหมือนจะจ้ากว่าปกติ คริสต์ยืนอยู่หน้าห้องของเพลงด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียดและห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคืนนี้เขาไม่ได้แอบย่องเข้าไปในห้องเหมือนทุกคืน แต่มารอเธออยู่ด้านนอกในตอนเช้าตามคำขอของเพลง
เมื่อเพลงเปิดประตูออกมา คริสต์ก็ตรงเข้าไปประคองไหล่เธอทันที “น้องเพลง พี่ว่าวันนี้หยุดพักอีกวันเถอะ พี่คุยกับแคลร์แล้ว พี่ว่าน้องเพลงควรพักฟื้นให้แน่ใจก่อนว่าจะไม่เป็นไร”
เช้านี้เพลงสวมเสื้อผ้าโทนอบอุ่นและสีหน้าก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอกพี่คริสต์ เพลงดีขึ้นเยอะมากแล้ว ถ้าเพลงไม่ไปเรียนวันนี้ เพลงก็จะคิดมากเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องกังวลอีก”
“แต่พี่ไม่สบายใจ พี่ไม่ชอบที่น้องเพลงอาการทรุดเหมือนเมื่อวาน” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเพื่อหวังให้เพลงใจอ่อน
“เพลงเข้าใจ แต่เพลงไม่เป็นอะไรจริง ๆ เพลงจะระวังตัวเองให้ดีที่สุดเลย” เพลงเขย่งเท้าหอมแก้มคริสต์เป็นการอ้อนกลับเพื่อยุติการโต้แย้งจากเขา “พี่คริสต์ไม่ต้องเป็นห่วงจริง ๆ นะ เพลงไหว”
หลังของการหอมแก้มจากเพลงนั้นทำให้คริสต์ยอมอ่อนข้อลงจนได้ เขาถอนหายใจยาว ๆ อย่างจำนน
“ก็ได้ แต่วันนี้พี่จะเกาะติดน้องเพลงตลอดเวลา ห้ามคลาดสายตาจากพี่เด็ดขาด ห้ามเดินคนเดียว ห้ามหายตัวเข้าไปในห้องสมุดคนเดียว และที่สำคัญ...ห้ามใครมาเข้าใกล้เกินไปด้วย” คริสต์กอดเอวเพลงไว้เบา ๆ แล้วพาเธอเดินลงบันไดไป
เมื่อทั้งสองคนเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัย คริสต์ไม่ทำเพียงแค่นั่งติดเพลงในคลาสเท่านั้น แต่เขายังจับมือเพลงไว้ตลอดเวลาใต้โต๊ะเรียนอีกด้วย แม้ในตอนที่พวกเขาเดินในโถงทางเดิน คริสต์ก็จะคอยโอบเอวเพลงอย่างเปิดเผย และก้าวเดินด้วยฝีเท้าที่ช้าลงเพื่อให้เพลงไม่เหนื่อย
เมื่อคลาสแรกจบลง เจไดก็ตรงเข้ามาหาเพลงทันทีอย่างไม่สนใจสายตาที่จ้องเขม็งของคริสต์ เพราะคริสต์คอยกันเขาไม่ให้ได้คุยกับเพลงมาทั้งคลาสแล้ว
“เพลง วันนี้มาเรียนได้จริง ๆ เหรอ เมื่อวานน้าภิณบอกว่าอาการทรุด เราว่าน่าจะพักอีกสักวันนะ”
“อื้ม ตอนนี้เพลงไม่เป็นไรแล้วเจได ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ” เพลงยิ้มตอบ
“เห็นไหม น้องเพลงบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว กลับไปทำธุระของตัวเองสิ” คริสต์พูดแทรกทันที น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกพร้อมกับเพิ่มแรงโอบรัดเอวเพลงให้แน่นขึ้น
เจไดมองมือคริสต์ที่โอบเพลงไว้ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปสบกับคริสต์ แววตาของคริสต์เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง แต่เขาก็ยังพยายามจะควบคุมตัวเองไว้ให้ได้
แต่ทันใดนั้น เพลงที่เห็นท่าไม่ดีก็บีบมือของคริสต์เบา ๆ เป็นสัญญาณขอให้เขาระงับอารมณ์เอาไว้ คริสต์เห็นแววตาขอร้องของเพลงก็จำต้องระงับความโกรธที่เดือดพล่านไว้ในอก เขากัดฟันแน่นและไม่ได้พูดอะไรต่อเพื่อไม่ยอมให้ความโกรธปะทุออกมา
ส่วนเจไดก็มองดูเพลงที่ต้องเป็นคนกลางที่ต้องแบกรับสถานการณ์อันตึงเครียดนี้ เขาจึงยอมถอย เพราะไม่อยากเห็นเพลงต้องเหนื่อยใจ
ทว่าตลอดช่วงบ่ายของวันนั้น ภาพของเพลงที่มีผู้ชายที่หล่อเหลาและโดดเด่นอย่างคริสต์คอยเกาะติดทุกฝีก้าว และมีเจไดคอยอยู่ไม่ห่างด้วยเพื่อช่วยดูอาการอยู่ตลอดเวลา ก็ได้กลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทา ที่ร้อนแรงที่สุดในคณะ
ขณะที่เพลงแยกตัวมาเข้าห้องน้ำ เธอก็ได้ยินกลุ่มนักศึกษาสาวคุยกันถึงเรื่องเธออย่างโจ่งแจ้ง
“พวกแกเห็นเหมือนกันใช่ปะ! ยัยคนที่ชื่อเพลงนี่มันร้ายจริง ๆ เลยนะ! เรื่องป่วยออด ๆ แอด ๆ แค่นี้ทำไมต้องให้ผู้ชายตั้งสองคนมารุมดูแลด้วย แถมคนหนึ่งก็เป็นคู่หมั้น แต่อีกคนเป็นเพื่อนสนิทที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้คิดกับนางแค่เพื่อน”
“นั่นสิ! จะว่าไป…เพลงพิณนี่ไม่อายเลยเหรอ มีโดโนแวนเป็นคู่หมั้นอยู่แล้วทั้งคน ยังจะให้ท่าเบญจามินทร์อีก ตลกสิ้นดี”
“สงสัยจะเคยชินกับการทำตัวเป็นไข่ในหินล่ะมั้ง ไม่สบายหน่อยก็ต้องมีคนวิ่งวุ่นให้ ขนาดคริสต์ยังต้องโอบเอวเดินอยู่ตลอดทั้งวัน แถมดูเหมือนว่าเขาจะหึงเจไดบ่อย ๆ จนหน้ามืดด้วย”
ใบหน้าของเพลงร้อนผ่าวทันทีเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ความรู้สึกผิดและความอับอายแล่นเข้ามาในใจเธอ เพลงรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้ต้องการให้เป็นเช่นนี้ เธอจึงไม่รอช้า รีบผลักประตูออกไปประจันหน้ากับนักศึกษากลุ่มนั้นทันที
ปัง!
“เฮือก! พะ เพลงพิณ!”
“ใช่ ฉันเอง ตกใจทำไมกันล่ะ เมื่อกี้ยังพูดเรื่องของฉันกันอย่างสนุกปากเลยไม่ใช่เหรอ”
หญิงสาวทั้งสามคนมองหน้ากันไปมาด้วยแววตาเลิ่กลั่ก พวกเธอทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่นึกว่าเพลงจะมีความกล้ามากขนาดนี้
“เงียบทำไม พูดต่อให้จบเลยสิ” เพลงเอ่ยย้ำเสียงดังฟังชัด
“กะ ก็ได้ยินหมดแล้วไม่ใช่หรือไง! แกนี่มันจะต้องทำตัวให้แตกต่างจากคนอื่นจนถึงที่สุดเลยสินะ!”
เพลงที่รู้สึกหงุดหงิดจนควันแทบจะหูอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ก็ไม่ทนฟังอีกต่อไป เธอคว้าเอาไม่ถูพื้นของแม่บ้านมาถือไว้ ก่อนจะง้างมือทำท่าจะฟาดไปที่อีกฝ่าย
“กรี๊ดดดดด!!!”
ทว่าหญิงสาวทั้งสามคนก็กรีดร้องเสียงดังลั่น แล้วพากันวิ่งกรูออกไปจากห้องน้ำทันที
“อะไรกัน ทีแบบนี้นะวิ่งหางจุกตูดเชียว แค่จะขู่เฉย ๆ เองนะเนี่ย” เพลงส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความละเหี่ยใจ
เพราะเธอรู้ดีว่าหากใช้ความรุนแรงในมหาวิทยาลัยมันคงจะส่งผลเสียกับเธอแน่ ๆ แต่เธอก็ไม่นึกว่าคนที่จับกลุ่มนินทาเธออย่างสนุกปาก จะวิ่งหนีเธออย่างไม่คิดชีวิตเลย หลังจากนั้นสักพัก เพลงก็ออกมาจากห้องน้ำบ้าง แล้วเธอก็เดินไปหาคริสต์ที่รออยู่
“เมื่อกี้พี่ได้ยินเสียงกรี๊ดแล้วก็มีคนวิ่งออกมาจากห้องน้ำด้วย! เกิดอะไรขึ้นข้างในน่ะน้องเพลง มีงูในห้องน้ำเหรอ หรือมีแมลงสาป หรือใครทำอะไร!” คริสต์รัวคำถามใส่เพลงด้วยความร้อนใจทันที
“ไม่มีอะไรที่ว่ามาสักอย่างเลยพี่คริสต์ แต่ว่า…เพลงแค่คิดว่าวันนี้เราอยู่ห่างกันหน่อยดีกว่าไหม” เพลงเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
คริสต์ขมวดคิ้วทันที “ทำไม น้องเพลงเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ปะ เปล่า เพลงดีขึ้นแล้ว...แต่เพลงรู้สึกว่าเรากำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนในคณะจนน่ารำคาญน่ะสิ พี่คริสต์เดินโอบเอวเพลงตลอดเวลาแบบนี้...มัน...” เพลงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
คริสต์จึงหันไปมองรอบ ๆ อย่างไม่พอใจ ก่อนจะตอบ “แล้วเราจะไปสนใจทำไม เพลงคือคู่หมั้นของพี่นะ พี่จะโอบจะกอดจะดูแลยังไงมันก็เรื่องของเราสองคนไม่ใช่เหรอ”
“เพลงเข้าใจ แต่เพลงแค่ไม่อยากให้ใครมองว่าเพลงเป็นผู้หญิงที่เล่นกับความรู้สึกของคนอื่นแบบนี้” เพลงพูดอย่างใจเย็น “แต่กับเจไดเพลงก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้วเพราะเจไดคือเพื่อนสนิทที่สุดของเพลง ส่วนพี่คริสต์คือคู่หมั้นที่มีสถานะชัดเจนมาตลอด”
คำอธิบายของเพลงทำให้คริสต์สงบลงได้ทันที เพราะเขารู้สึกพอใจมากที่เพลงให้ความสำคัญกับสถานะของเขาเหนือสิ่งอื่นใด
“โอเค ถ้าเป็นความต้องการของน้องเพลงพี่ก็จะยอมเว้นระยะห่างกับน้องเพลงในที่สาธารณะบ้าง...แต่ยังไงเราก็ต้องเรียนด้วยกันอยู่แล้ว พี่จะไม่ห่างไปไหนมากเกินไปเด็ดขาดนะ”
“ได้สิพี่คริสต์ ขอแค่ไม่ต้องตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นก็พอแล้ว” เพลงยิ้มตอบอย่างโล่งใจ
หลังจากนั้น ถึงแม้จะตกลงกันว่าจะเว้นระยะห่างบ้าง คริสต์ก็ยังคงนั่งติดเพลงที่โต๊ะอาหารมื้อกลางวัน โดยมีเจไดจองที่นั่งฝั่งตรงข้ามกัน และยังคงส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงมาให้เป็นระยะ ๆ
ระหว่างนั้น คริสต์ก็ช่วยตักอาหารที่เพลงชอบใส่จานให้เธอด้วยความเอาใจใส่ “พรุ่งนี้น้องเพลงต้องไปตรวจสุขภาพกับหมอประจำตัวตามที่แคลร์บอกไว้นะ พี่จะขับรถไปส่ง แล้วก็ไปเป็นเพื่อนด้วย”
“อื้ม พี่คริสต์ไม่ต้องเป็นห่วงมากนะ เพลงจะไม่เป็นอะไรหรอก”
“น้องเพลงรู้ไหมว่าตอนที่พี่อุ้มน้องเพลงเมื่อวาน...พี่รู้สึกกลัวเหมือนกำลังจะเสียดวงใจของตัวเองไปเลย น้องเพลงไม่ต้องกลัวที่จะมีใครเห็นรอยแผลเป็นนั้นนอกจากคนในครอบครัวเราและหมอนะ เพราะแผลเป็นนั้นคือสัญลักษณ์ว่าน้องเพลงสู้มามากแค่ไหน” คริสต์กระซิบด้วยความจริงใจ
ความกลัวเรื่องแผลเป็นในใจของเพลงนั้นคลายลงมากขึ้น เธอรู้ว่าคริสต์ไม่ได้พูดเพื่อเอาใจเธอเฉย ๆ แต่พูดออกมาจากความรู้สึกในหัวใจจริง ๆ
“พี่คริสต์...คือว่า...เพลง...” เพลงกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกขัดจังหวะ
เจไดที่ลุกออกจากโต๊ะไปไม่นานก็เดินเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขาพร้อมกับน้ำขิงอุ่น ๆ ในแก้วกระดาษ “ดื่มนี่หน่อยสิเพลง เราว่ายังไงก็ไม่ควรดื่มน้ำเย็นนะ น้ำขิงนี่จะช่วยให้ร่างกายอุ่นขึ้นด้วยนะ” เจไดวางแก้วลงข้าง ๆ เพลง
คริสต์มองแก้วน้ำขิงนั้นก่อนจะเม้มปากเบา ๆ “ทำไมต้องคอยขัดจังหวะอยู่เรื่อยเลยวะ”
“ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุยอะไรกันอยู่ แล้วไหนบอกจะดูแลเพลงเอง ทำไมมีน้ำเย็น ๆ มาวางอยู่ข้างเพลงได้” เจไดตอบกลับอย่างยียวนเล็กน้อย
“น้ำอุ่น ๆ น่ะ ฉันเตรียมมาจากบ้านตั้งแต่เช้าแล้วต่างหาก ไม่ใช่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้แล้วรีบลุกไปซื้อมาเอาใจเพลง” คริสต์โต้กลับพร้อมยกขวดใส่น้ำแบบเก็บอุณหภูมิที่เขาเตรียมไว้ออกมาจากกระเป๋า
“เมื่อไหร่จะเลิกเถียงกันต่อหน้าเพลงสักทีเนี่ย เถียงกันมาสามปีไม่เบื่อบ้างหรือไง เดี๋ยวเพลงไปซื้อน้ำอุ่นมาดื่มเอง พี่คริสต์กับเจไดก็ดื่มของตัวเองไปละกันนะ เถียงกันจนเจ็บคอแล้วมั้ง” เพลงส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยิบขวดน้ำเก็บอุณหภูมิของตัวเองออกมา เพราะเธอเตรียมมาเผื่อเองตั้งแต่แรกแล้ว
หลังจากนั้นทั้งวัน คริสต์และเจไดก็ทำท่าจะแยกเขี้ยวใส่กันไม่หยุดจนเพลงปวดขมับ กระทั่งถึงเวลาเลิกเรียน คริสต์ก็ขับรถพาเพลงกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น และเมื่อร่วมทานมื้อค่ำและอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้ว เพลงที่รู้สึกเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจเล็กน้อยก็มีคริสต์พาเธอไปส่งถึงห้อง
“สีหน้าดูเหนื่อย ๆ กว่าเมื่อตอนเช้าอีกนะ” คริสต์ใช้มือลูบใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา
“ก็ต้องเหนื่อยสิ พี่คริสต์กับเจไดเอาแต่หาเรื่องเถียงกันไม่หยุดเลย เพลงห้ามไปก็ไม่มีใครฟังสักคน”
“น้องเพลง...พี่ขอพูดอะไรตรง ๆ ได้ไหม พี่รู้ว่าน้องเพลงต้องทนกับสายตาคนอื่นมาทั้งวัน...แต่พี่อยากให้น้องเพลงเข้าใจว่าสายตาของคนอื่นมันไม่ใช่อุปสรรคของเราเลยสักนิด”
“ถ้างั้น…อุปสรรคของเรามันคืออะไรล่ะ”
“อุปสรรคของเราคือความกลัวที่น้องเพลงยังไม่กล้าเปิดใจให้พี่เห็นแผลเป็นนั้นไง เพราะพี่อยากแบกรับมันไว้พร้อมกับน้องเพลงด้วย” คริสต์พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นทันที
“เรื่องนั้น…ถ้าเพลงพร้อมเมื่อไหร่พี่คริสต์ก็จะได้เห็นเต็ม ๆ ตาเลย”
คริสต์พยักหน้าแล้วบีบแก้มของเพลงเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “พี่จะรออยู่แล้ว แต่พรุ่งนี้น้องเพลงต้องไปตรวจสุขภาพก่อน และไม่ว่าผลตรวจจะออกมาเป็นยังไง ไม่ว่าหมอจะห้ามเรื่องมีลูกในอนาคตหรือไม่ก็ตาม เราก็จะอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม”
คริสต์เว้นจังหวะการพูดเล็กน้อย เขาทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดต่อ
“แต่ต่อไปนี้…ถ้ามีใครกล้ามาทำให้น้องเพลงรำคาญใจหรือรู้สึกไม่ดีอีก พี่จะจัดการพวกมันเอง แล้ววันนี้ก็หยุดคุยเรื่องเครียด ๆ กันแค่นี้ก่อนเถอะ น้องเพลงพักผ่อนนะ”
เพลงพยักหน้าเบา ๆ แล้วส่งยิ้มให้คริสต์ “อื้ม พักผ่อนกันเถอะพี่คริสต์ เพลงเหนื่อยแล้ว”
