บทที่ 6 ตรวจร่างกาย

วันต่อมา คริสต์ตื่นตั้งแต่ตีห้าด้วยความกังวลจนนอนไม่หลับ เมื่อคืนนี้เขานอนไม่สนิทเพราะเรื่องอาการทรุดตัวของเพลงยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด เขาเดินไปเดินมาอยู่ในห้องจนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงเตรียมแต่งตัวอยู่ในห้องข้าง ๆ กัน

คริสต์เองก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาเข้มกับกางเกงสแล็คสีดำที่ดูสุภาพเรียบร้อย แต่สีหน้าและแววตาของเขาก็ยังคงดูตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา ไม่นานนัก เขาก็ลงไปชั้นล่างแล้วกลับขึ้นมายืนหยุดอยู่หน้าประตูห้องของเพลง แล้วเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง ก่อนจะแง้มเปิดเข้าไปพร้อมถาดอาหารเช้าในมือ

“มอนิ่งนะน้องเพลง” คริสต์กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเดินเข้าไปวางถาดไว้บนโต๊ะข้างเตียง “คุณแม่ทำโจ๊กข้าวโอ๊ตร้อน ๆ กับน้ำส้มคั้นไว้ให้ด้วย น้องเพลงต้องกินให้หมดนะ เพราะวันนี้ต้องใช้พลังงานเยอะ”

เพลงที่กำลังหวีผมอยู่หันมายกยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “มอนิ่งนะพี่คริสต์ ขอบคุณที่ยกมาให้นะ กลิ่นหอม ๆ ของโจ๊กฝีมือแม่ภิณทำให้เพลงรู้สึกดีขึ้นมากเลย”

ถึงแม้เพลงจะพูดอย่างนั้น แต่คริสต์ก็ยังเห็นร่องรอยความอ่อนล้าและความกังวลเล็กน้อยในแววตาของเธอ

“แค่ได้กลิ่นหอม ๆ มันไม่พอหรอก ต้องกินให้อร่อยด้วย พี่รู้นะว่าน้องเพลงเข้มแข็งแต่เราก็ต้องระวังให้มากเป็นพิเศษอยู่ดี”

คริสต์เดินเข้าไปใกล้แล้วสวมกอดเพลงจากด้านหลังอย่างแผ่วเบา โดยวางคางไว้บนไหล่เธอ

“พี่ไม่ได้อยากทำตัวเป็นคนจุกจิก แต่พี่ไม่ชอบความรู้สึกเมื่อวันก่อนเลย... มันเหมือนโลกทั้งใบของพี่หยุดหมุน”

เพลงกุมมือของคริสต์ที่โอบรอบเอวเธอไว้ ก่อนจะตอบ “เพลงเข้าใจแล้วพี่คริสต์ แต่ไม่ต้องกลัวนะ เพลงจะไปตรวจให้ละเอียดตามที่แคลร์แนะนำ แล้วเราจะได้รู้กันไปเลยว่าเพลงต้องดูแลตัวเองเพิ่มยังไงบ้าง” เธอผละออกจากอ้อมกอดแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขา “แต่ก่อนอื่น...กินโจ๊กกันก่อน เพลงหิวแล้ว”

หลังจากนั้น คริสต์ก็ไปเอาโจ๊กในส่วนของเขาขึ้นมา แล้วทั้งสองคนก็ร่วมทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างเงียบ ๆ โดยคริสต์คอยสังเกตสีหน้าและท่าทางของเพลงทุกรายละเอียด จนกระทั่งเวลาเกือบแปดโมง พวกเขาก็เดินทางไปยังโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำของเพลงที่ได้ติดต่อนัดหมายไว้ล่วงหน้าแล้ว

บรรยากาศของโรงพยาบาลเอกชนดูสงบและสะอาดตามาก เพลงกับคริสต์มาถึงตามเวลานัดหมาย และทันทีที่ลงทะเบียนเสร็จ พยาบาลก็แจ้งว่าคุณหมอแฮมิลตัน แพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจที่ดูแลเพลงตั้งแต่ย้ายมาแวนคูเวอร์รออยู่ที่ห้องตรวจแล้ว

“คุณเพลงพิณ ตามคุณหมอเข้ามาได้เลยค่ะ” พยาบาลสาวผิวสีน้ำผึ้งกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร

เพลงหันไปมองคริสต์ที่ยืนจับมือเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย “เพลงไปก่อนนะพี่คริสต์ รอตรงนี้นะ”

“เสียดายที่พี่เข้าไปด้วยไม่ได้ แต่พี่จะรออยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหนแน่นอน” คริสต์ลูบแก้มของเพลงอย่างแผ่วเบา “ถ้ามีอะไรไม่สบายใจหรือรู้สึกเหนื่อย ก็เรียกพี่ออกมาดัง ๆ เลยนะ พี่จะพังประตูเข้าไปหาน้องเพลงทันที”

“บ้า! จะพังประตูโรงพยาบาลได้ยังไง แค่เปิดเข้าไปแบบคนปกติก็พอแล้ว” เพลงหลุดหัวเราะเบา ๆ เพื่อคลายความตึงเครียดของตัวเองและของเขา “ไม่ต้องห่วงนะพี่คริสต์ ตรวจเสร็จแล้วเพลงจะรีบออกมา”

เมื่อเพลงเดินเข้าไปในห้องตรวจแล้ว คริสต์ก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในโซนที่จัดไว้สำหรับญาติ เขาไขว้ขาและกอดอก พยายามทำท่าทางสบาย ๆ แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ประตูบานนั้นราวกับอยากจะมองทะลุเข้าไปได้ ซ้ำยังมีความกังวลที่ฉายชัดในแววตาของเขา

ทางฝั่งของเพลงที่เดินเข้าไปในห้องตรวจที่คุ้นเคยก็รู้สึกเบาใจอยู่บ้าง แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพของคุณหมอแฮมิลตัน ชายสูงวัยเชื้อสายเอเชียตะวันออกที่มีแววตาอ่อนโยนและจริงจังกำลังนั่งรออยู่ มันก็ทำให้เพลงเชื่อใจคุณหมอคนนี้มาตลอด

“สวัสดีครับคุณเพลง เจอกันอีกแล้วนะครับ นั่งลงก่อนสิ” คุณหมอทักทายอย่างเป็นกันเอง “จากที่ได้โทรมาเล่าอาการเมื่อวันก่อนให้ฟังแล้ว ดูเหมือนว่าอาการที่กำเริบของคุณจะมาถึงจุดที่เราต้องมาคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้งนะครับ”

“ค่ะคุณหมอ เพลงรู้สึกกลัวมากเลยค่ะ...กลัวว่ามันจะร้ายแรงกว่าที่คิด” เพลงตอบเสียงแผ่วพลางประสานมือตัวเองไว้แน่นบนตัก

คุณหมอยิ้มเล็กน้อยเพื่อปลอบประโลม “ไม่ต้องกังวลนะครับ เรามาตรวจร่างกายกันก่อนนะ รอดูผลแล้วค่อยคุยรายละเอียดกันทีหลัง”

ในการตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจหัวใจเบื้องต้น (Physical Examination and Basic Cardiac Check) คุณหมอแฮมิลตันจะเริ่มจากการซักประวัติของเพลงอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเน้นที่ปัจจัยในปัจจุบันที่มีความสุ่มเสี่ยงไปกระตุ้นความเครียด การทานอาหาร และกิจกรรมทางร่างกายอื่น ๆ จากนั้นก็เริ่มขั้นตอนการตรวจร่างกาย โดยให้เพลงนั่งบนเตียงตรวจ

“ขออนุญาตนะครับ” พูดจบคุณหมอก็ใช้หูฟังทางการแพทย์วางลงบนตำแหน่งต่าง ๆ ของหน้าอกและหลังของเพลง เพื่อฟังเสียงการเต้นของหัวใจและเสียงปอด

“หัวใจเต้นสม่ำเสมอดี เสียงหายใจของช่วงปอดที่ขยับก็ไม่ต่างไปจากปกติมาก...แต่มีเสียงแปลก ๆ เล็กน้อยตรงตำแหน่งลิ้นหัวใจที่เคยผ่าตัด อืมมม…แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ นั่นเป็นเรื่องปกติสำหรับเคสผ่าตัดอยู่แล้ว” คุณหมอบอกอย่างใจเย็น

เมื่อคุณหมอทำการตรวจเสร็จ เพลงก็ขยับเสื้อขึ้น แล้วใบหน้าของคุณหมอก็เปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้นเล็กน้อย เพราะเขาเองที่มองรอยผ่าตัดตรงกลางหน้าอกของเธอ ซึ่งเป็นรอยที่บ่งบอกถึงการทำผ่าตัดหัวใจแบบเปิดที่ค่อนข้างใหญ่ ก็รับรู้ได้ในฐานะแพทย์ว่ารอยแผลเป็นนี้ทำให้คนไข้ของเขาต้องลำบากมากขนาดไหน

“รอยแผลเป็นนี้ที่มาจากการผ่าตัดตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ ของคุณเพลงนี่…มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับที่ต้องแบกรับเรื่องใหญ่ขนาดนี้มาตั้งแต่เด็ก คุณเพลงเข้มแข็งมาก ผมพูดในฐานะคนแก่ ๆ คนหนึ่งนะครับ” คุณหมอกล่าวด้วยความเข้าใจ

เพลงพยักหน้ารับพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอด้วยความกังวลใจไม่หาย ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG/EKG) ซึ่งจะมีพยาบาลเข้ามาช่วยติดแผ่นอิเล็กโทรดบนหน้าอก แขน และขาของเพลงเพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และคุณหมอก็อธิบายเพิ่มเติมระหว่างรอผล

“การตรวจนี้ก็จะเหมือนทุกครั้งเลยนะครับ เราจะตรวจดูกันว่าไฟฟ้าหัวใจทำงานเป็นปกติไหม แล้วดูว่ามีการเต้นผิดจังหวะ หรือมีภาวะหัวใจขาดเลือดด้วยหรือเปล่า”

“ค่ะคุณหมอ”

ไม่กี่นาทีต่อมา คุณหมอก็ตรวจดูแผ่นคลื่นไฟฟ้าที่ปริ้นท์ออกมาอย่างถี่ถ้วน “อื้ม โอเค ไม่มีสัญญาณอันตรายร้ายแรง แต่ก็มีการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะเล็กน้อยซึ่งช่วยยืนยันอาการที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน”

เพลงได้ยินแล้วโล่งใจขึ้นเล็กน้อย และหลังจากนั้นก็คือตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram - Echo) ซึ่งคือการตรวจที่เจาะจงมากขึ้น พยาบาลผู้ช่วยของคุณหมอปรับเตียงและทาเจลเย็น ๆ ลงบนหน้าอกของเพลง ก่อนที่คุณหมอจะใช้หัวตรวจ (Transducer) กดลงบนหน้าอกและเลื่อนไปมาอย่างช้า ๆ

“ตอนนี้เรากำลังดูภาพหัวใจของคุณเพลงแบบเรียลไทม์เลยนะครับ” คุณหมอชี้ไปที่จอภาพ “เราจะดูการทำงานของลิ้นหัวใจที่เปลี่ยนไป ขนาดของห้องหัวใจ และกำลังการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ”

จากนั้นก็ใช้เวลาเกือบสิบนาทีในการตรวจอย่างละเอียด คุณหมอจดบันทึกยิก ๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย “ลิ้นหัวใจเทียมยังทำงานได้ดี กำลังบีบตัวของหัวใจก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มันมีร่องรอยของการที่หัวใจทำงานหนักขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หมอคาดว่าน่าจะเป็นเพราะความเครียดสะสม”

เมื่อการตรวจเสร็จสิ้น เพลงก็กลับมานั่งลงอย่างเป็นกังวลอีกครั้ง คุณหมอแฮมิลตันเลื่อนเก้าอี้มาใกล้ ๆ พร้อมกับวางเอกสารการตรวจลงบนโต๊ะ

“จากการตรวจอย่างละเอียดทุกอย่าง ผลสรุปคือ คุณเพลงยังมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่บ้าง ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยความเครียดหรือความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องคุยกันคือเรื่องการตั้งครรภ์ในอนาคตที่คุณเพลงเคยปรึกษาหมอไว้” คุณหมอกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

เพลงตัวแข็งทื่อทันที เธอรู้ว่านี่คือสิ่งที่เธอกังวลมากที่สุดและเป็นปมในใจอันยิ่งใหญ่ที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด

“คุณหมอคะ…ยะ อย่าบอกนะว่า มัน...เป็นไปไม่ได้เลยเหรอคะ” เพลงถามเสียงสั่น

คุณหมอส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้ครับ แต่ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เพราะคุณเพลงเคยผ่าตัดไปแล้วทำให้หัวใจมีการปรับตัว และยังต้องทานยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิต การตั้งครรภ์จะเพิ่มปริมาณเลือดและภาระให้กับหัวใจสูงถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ง่าย ๆ”

“แล้ว…เพลงจะทำยังไงได้บ้างล่ะคะ”

“จะต้องมีการวางแผนร่วมกับทีมแพทย์เฉพาะทางอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนการตั้งครรภ์ครับ เพราะต้องมีการปรับยาละลายลิ่มเลือดตัวใหม่ที่ปลอดภัยต่อเด็กด้วย ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่ลิ้นหัวใจเทียมของคุณแม่แทน”

คุณหมอแฮมิลตันหยุดพูดเล็กน้อย เพราะเขาเองก็ลำบากใจเช่นกันที่ต้องแจ้งอย่างนี้

“คุณเพลงจะต้องเข้าโรงพยาบาลแทบทุกเดือนเพื่อตรวจติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และที่สำคัญที่สุด... โอกาสเสี่ยงในช่วงคลอดก็มีสูงเช่นกันครับ พูดตามตรงคือ...มันคือการเสี่ยงชีวิตอย่างมาก”

เพลงเงยหน้าขึ้นมองเพดานเพื่อเม้มปาก แล้วพยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา “เข้าใจแล้วค่ะคุณหมอ...แล้วถ้าเกิดเพลงอาการทรุดตัวจากความเครียดอีก...มันจะมีวิธีแก้ไขเฉพาะหน้าแบบฉุกเฉินที่ดีกว่าเดิมบ้างไหมคะ”

“ตอนนี้หมอว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดการความเครียดและการพักผ่อนให้เพียงพอครับ”

คุณหมอแฮมิลตันพูดพลางส่งตัวอย่างซองยาชนิดหนึ่งมาให้ดู

“นี่คือยาสำหรับทานในกรณีที่เกิดอาการใจสั่นและหายใจติดขัดแบบเมื่อวันก่อน โดยให้ทานตามขนาดที่ระบุไว้เท่านั้น และต้องรีบพักผ่อนทันที สำคัญที่สุดคือต้องคุยกับคนรอบ ๆ ตัวของคุณให้พวกเขาได้รับรู้ความเสี่ยงทั้งหมดนี้ด้วยนะครับ เดี๋ยวหมอจะสั่งยาให้ครบด้วย”

“ค่ะคุณหมอ...ขะ ขอบคุณมากนะคะ”

ขณะเดียวกัน คริสต์ที่นั่งรออยู่ข้างนอกกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม ๆ ก็รู้สึกว่าทุกวินาทีของการรอมันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน เขามองดูนาฬิกาเป็นสิบ ๆ ครั้ง จนกระทั่งประตูห้องตรวจเปิดออก แล้วเพลงก็เดินออกมา คริสต์จึงรีบลุกขึ้นยืนทันที

“น้องเพลง! เป็นไงบ้าง! คุณหมอว่ายังไง!” เขารีบเดินเข้าไปจับมือเธอไว้

เพลงมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเขาแล้วพยายามยิ้มอ่อน ๆ “ไม่เป็นไรเลยพี่คริสต์ ผลตรวจก็ค่อนข้างปกติทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรแย่ไปกว่าเดิมเท่าไร”

เธอตอบโดยเลือกที่จะปิดบังรายละเอียดบางอย่างไว้ก่อน ส่วนคริสต์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“จริงเหรอ! ดีจังเลยน้องเพลง พี่รอเป็นชั่วโมงจนเครียดจะแย่แล้ว” เขาพูดพลางสวมกอดเพลงอย่างแนบแน่นและอ่อนโยน “งั้นเดี๋ยวเราไปรับยากันนะ แล้วพี่จะพาน้องเพลงไปหาที่นั่งพักให้ผ่อนคลายก่อน ค่อยกลับเข้าบ้านก็ได้”

“เอาใจเพลงเก่งตลอดเลยพี่คริสต์” เพลงยกยิ้มพลางหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินจับมือกับคริสต์เพื่อไปรับยาตามที่หมอสั่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป