บทที่ 8 เพื่อนใหม่
หลายวันผ่านไป นับตั้งแต่วันที่เพลงไปตรวจสุขภาพและเปิดใจคุยเรื่องความเสี่ยงในการตั้งครรภ์กับคริสต์ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แน่นแฟ้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คริสต์แสดงความรักและความห่วงใยอย่างโจ่งแจ้งมากขึ้นทุกวัน ทำให้เพลงรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น แต่ในขณะที่ความรักของพวกเขาเบ่งบาน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยก็เริ่มวุ่นวายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เพลง คริสต์ และเจไดกำลังเดินเข้าไปในอาคารเรียนของคณะ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอย่างผิดปกติ มันดังอื้ออึงไปทั่วโถงทางเดินราวกับมีดาราฮอลลีวูดเพิ่งย้ายเข้ามาเรียน คริสต์ที่กำลังโอบไหล่เพลงเดินอยู่อย่างสบาย ๆ เริ่มรู้สึกหงุดหงิดกับเสียงเหล่านั้น เขาขมวดคิ้วแล้วกระชับอ้อมแขนที่โอบเพลงให้แน่นขึ้น
“อะไรกันอีก ทำไมวันนี้วุ่นวายขนาดนี้” คริสต์บ่นพึมพำ
เจไดยักไหล่เล็กน้อย เขาเดินตามหลังมาอย่างรักษาระยะห่างแต่ก็ยังใกล้พอที่จะดูแลเพลงได้ “นั่นสิ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ นะ”
และในที่สุดพวกเขาก็ได้ยินเรื่องที่ผู้คนกำลังพูดถึง เมื่อเดินผ่านกลุ่มนักศึกษาสาวที่กำลังยืนรวมตัวกันอย่างตื่นเต้นใกล้ตู้ล็อกเกอร์
“จริงเหรอแก! ได้ยินมาว่าเป็นลูกสาวของตระกูลใหญ่เลยนะ ตระกูลที่ทำธุรกิจยาไง”
“บ้าไปแล้ว! ถ้าเป็นคนจากตระกูลนั้นจริง…ทำไมถึงเพิ่งย้ายมาเรียนตอนนี้ล่ะ เปิดเทอมไปเกือบสองอาทิตย์แล้วนะ”
“เห็นคนเขาลือกันว่า น่าจะใช้เส้นสายกับเงินน่ะสิถึงได้เข้ามากลางคันแบบนี้ วิชาที่ลงทะเบียนไว้ก็คงจัดการเรียบร้อยแล้วแหละ” นักศึกษารายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉาริษยา
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ได้ข่าวว่าเป็นลูกครึ่งด้วย นี่ฉันอยากเห็นหน้าจะแย่แล้วเนี่ย จะได้เจอในคลาสแรกของวันนี้ไหมนะ” อีกคนแทรกขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น
เพลงแอบเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วก็หันไปมองคริสต์ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “ลูกนักธุรกิจ ย้ายมาเรียนกลางคันเหรอ…อืมมม..ใครกันนะ”
“ก็คงเป็นเด็กมีปัญหาที่ใช้เงินแก้ปัญหาไปวัน ๆ นั่นแหละ น้องเพลงไม่ต้องไปสนใจหรอก” คริสต์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาไม่ชอบใจที่เรื่องของใครก็ไม่รู้มาดึงความสนใจของเพลงไปจากเขา
“พี่คริสต์ว่างั้น…แต่เพลงก็ยังอยากรู้อยู่ดีนี่นา เนอะเจได”
“เราก็อยากรู้เหมือนกัน บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลจำเป็นก็ได้นะ มหาวิทยาลัยของเราไม่ใช่ที่ที่ใครจะใช้เงินยัดเข้ามาได้ง่าย ๆ สักหน่อย”
“นายก็เข้าข้างคนอื่นตลอดเลยนะเจได” คริสต์หันไปมองเจไดที่ออกความเห็นขัดแย้งกับเขา
“ก็แค่แสดงความเห็นแบบคนมีเหตุผลเฉย ๆ ไม่ได้ใช้อารมณ์” เจไดยักคิ้วเล็กน้อย
แล้วทั้งสามคนก็เดินตามกันมาอย่างเงียบ ๆ แม้สายตาจะยังจับจ้องไปที่กลุ่มนักศึกษาหลาย ๆ กลุ่มที่ยังคงซุบซิบเรื่องนักศึกษาใหม่ไม่หยุดก็ตาม
เมื่อถึงเวลาเริ่มเรียนคลาสแรกในวิชาหลักของวัน นักศึกษาทุกคนต่างนั่งประจำที่และยังคงกระซิบกระซาบกันเรื่องนักศึกษาใหม่ คลาสเรียนนี้เป็นคลาสใหญ่ มีที่นั่งเป็นขั้นบันไดลดหลั่นลงไป
เพลงนั่งอยู่เกือบด้านในสุดของแถว โดยมีคริสต์นั่งอยู่ทางขวามือของเธอ ส่วนเจไดก็เลือกนั่งที่นั่งด้านหลังเยื้องไปทางซ้ายของเพลง เพื่อให้เขามองเห็นเธอได้ชัดเจน และคอยดูแลเธอได้โดยมีคริสต์คอยเหลือบมองเขาอยู่เสมอ
ทันใดนั้น อาจารย์ประจำวิชาก็เดินเข้ามาในห้องเรียนพร้อมกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งกำลังช่วยอาจารย์ถือเอกสารและหนังสือเล่มหนาอย่างคล่องแคล่ว เมื่อเห็นหญิงสาวคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง วินาทีนั้นเองที่เสียงซุบซิบทั้งหมดเงียบสงัดลงทันที
นักศึกษาทุกคนต่างจับจ้องไปที่เธอเป็นตาเดียว หญิงสาวคนนั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพู ใบหน้ารูปไข่เล็ก ๆ สวยเฉียบคมราวกับภาพวาด ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกาย ผมสีน้ำตาลทองของเธอถูกมัดรวบไว้อย่างเรียบง่าย แต่ก็เผยให้เห็นลำคอระหงและท่าทางที่สง่างาม เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ดูมีสไตล์และราคาแพง แต่ก็ไม่ได้หวือหวาจนเกินงาม
“สวัสดีนักศึกษาทุกคน” อาจารย์ประจำวิชากล่าวด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เรามีนักศึกษาใหม่ย้ายเข้ามา ขอให้ทุกคนต้อนรับนาตาลีด้วย”
“สวัสดีนะทุกคน” นาตาลีกล่าว
เสียงปรบมือจึงดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระซิบที่กลับมาดังอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความทึ่งในความสวยและสง่างามของเธอ
นาตาลียิ้มรับและโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มมองหาที่นั่งที่ยังว่างอยู่ สายตาของเธอไล่ไปตามแถวที่นั่งจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่บริเวณที่เพลงนั่งอยู่ และเธอก็เห็นว่าที่นั่งทางซ้ายมือของเพลงยังว่างอยู่หนึ่งที่ นาตาลีจึงเดินอย่างมั่นใจตรงมาที่แถวของเพลง แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่นั่งข้างซ้ายของเพลงอย่างไม่ลังเล
เมื่อนั่งลงเรียบร้อย นาตาลีก็หันมาหาเพลงทันที นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอจ้องมองมาอย่างเปิดเผย พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่สดใสเป็นมิตรมาให้
“สวัสดี” นาตาลีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่สดใสและชัดเจน “ขอแนะนำตัวอีกรอบนะ เราชื่อนาตาลี ยินดีที่ได้รู้จักนะ เราเห็นว่าตรงนี้ว่างก็เลยขอมานั่งข้าง ๆ ด้วย หวังว่าคงไม่รบกวนนะ”
เพลงที่ถูกจับจ้องจากคนทั้งห้องมาตั้งแต่ที่นาตาลีเดินเข้ามาก็รู้สึกเกร็งเล็กน้อย แต่ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “สวัสดีนาตาลี เราชื่อเพลง เพลงพิณนะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ส่วนเรื่องที่นั่งก็…นั่งได้เลยไม่รบกวนหรอก”
“เพลงพิณเหรอ ชื่อเพราะจังเลย” นาตาลีมองเพลงด้วยความสนใจเป็นพิเศษ
ทว่าคริสต์ที่นั่งอยู่ทางขวามือของเพลงรู้สึกไม่พอใจกับการรุกเข้าหาอย่างกะทันหันของนาตาลี เขาจึงโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อยเพื่อแทรกบทสนทนา
“ฉันชื่อคริสต์ เป็นคู่หมั้นของน้องเพลง” คริสต์แนะนำตัวอย่างชัดเจน พร้อมกับรั้งเอวเพลงเข้ามาใกล้ตัวเขามากขึ้นเพื่อเน้นย้ำสถานะของเขา
“อ๋อ คริสต์…คู่หมั้นของเพลงนี่เอง” นาตาลีหันไปมองคริสต์แล้วยิ้มตอบ “ยินดีที่ได้รู้จักนะคริสต์”
ส่วนเจไดที่นั่งอยู่ด้านหลังก็อดไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมบทสนทนาด้วนเช่นกัน “ส่วนเราเจได เป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเพลง”
นาตาลีหันไปสบตากับเจไดแล้วยิ้มกว้าง “สวัสดีนะเจได ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนเลยนะ”
หลังจากที่แนะนำตัวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว นาตาลีก็ชวนเพลงคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด เพลงจึงได้รู้ว่านาตาลีเป็นลูกครึ่ง คุณแม่ของเธอเป็นคนไทย แต่ตอนนี้เจ้าตัวเพิ่งจะย้ายตามคุณพ่อที่มาเปิดสาขาใหม่ที่นี่
“เพราะแบบนั้น…เราเลยต้องย้ายมาเรียนกลางคัน ที่ผ่านมาสองอาทิตย์เราก็เลยยังตามเพื่อนไม่ทัน เพลงช่วยเราได้ใช่ไหม”
“ได้สิ เพลงยินดีช่วยเต็มที่เลย” เพลงยิ้มอย่างยินดี
ตั้งแต่นั้นมาตลอดคลาสเรียน เพลงก็คอยกระซิบอธิบายเนื้อหาให้นาตาลีฟังเป็นระยะ ๆ ด้วยความใจเย็น ทำให้ทั้งสองคนคุยกันถูกคออย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง นาตาลีก็ไม่รอช้าที่จะเดินตามเพลงไปที่โรงอาหารอย่างเป็นกันเอง คริสต์และเจไดก็เดินตามประกบเพลงไปติด ๆ
“เพลง~ เราไม่รู้ว่าควรสั่งอะไรมากินดี เมนูที่นี่ดูน่ากินไปหมดเลย” นาตาลีกล่าวอย่างตื่นเต้น
“แล้วแต่ชอบเลยนาตาลี โรงอาหารที่นี่มีของอร่อยหลายอย่างเลยนะ”
“งั้นเพลงสั่งก่อนเลย เดี๋ยวเราสั่งตามนะ”
“เอาแบบนั้นเหรอ” เพลงถามอย่างไม่แน่ใจ
“อื้ม!”
แล้วพวกเขาก็ไปสั่งอาหารกัน ก่อนจะมานั่งร่วมโต๊ะด้วยกันทั้งสี่คน แต่วันนี้บรรยากาศรอบโต๊ะก็ยังคงเต็มไปความน่าปวดหัวเล็กน้อยจากการเขม่นใส่กันของคริสต์และเจได ระหว่างนั้น คริสต์คอยตักอาหารที่เขาคิดว่ามีประโยชน์ใส่จานให้เพลงตลอดเวลา พร้อมกับส่งสายตาของผู้ชนะใส่เจไดเป็นระยะ ๆ ด้วย
“เจได ไม่ต้องมานั่งใกล้น้องเพลงขนาดนั้นก็ได้” คริสต์พูดเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้นั่งใกล้เพลงสักหน่อย ฉันนั่งตรงข้ามเพลงต่างหาก” เจไดตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “นายต่างหากที่ต้องระวังตัวเอง ตัวก็ใหญ่ ยังจะไปเบียดเพลงอีก”
“ฉันต้องนั่งใกล้น้องเพลงตลอดอยู่แล้ว จะได้ตักอาหารให้ไง” คริสต์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยคล้ายคนเจ้าเล่ห์
ทางฝั่งของนาตาลีนั้นมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความสงสัย เมื่อเธอเห็นคริสต์ให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อเพลงมากเป็นพิเศษ และเจไดเองก็คอยสังเกตท่าทางของเพลงอย่างไม่ละสายตา เธอจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากถามออกมา
“เพลง ปกติแล้วคริสต์กับเจไดทะเลาะกันแบบนี้ตลอดเลยหรือเปล่า” นาตาลีกระซิบถามเพลง
“ไม่ได้ทะเลาะอะไรกันหรอก” เพลงยิ้มและหัวเราะออกมาแห้ง ๆ “แต่ก็...อืมม...เป็นแบบนี้กันปกติแหละ”
“งั้นเพลงก็ไม่รู้สึกแปลก ๆ บ้างเลยเหรอ ที่คู่หมั้นกับเพื่อนสนิทต้องคอยดูแลเพลงตลอดแบบนี้ คือเราไม่ได้ว่าอะไรนะแต่…”
นาตาลีหยุดพูดก่อนจะจ้องมองเพลงอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วสังเกตเห็นว่าแม้สีหน้าของเพลงจะสดใส แต่ดูเหมือนจะหายใจลำบากเล็กน้อย
“เพราะเพลงไม่สบายเหรอ” นาตาลีถามอย่างตรงไปตรงมา
“เอ๊ะ…นาตาลีรู้ได้ยังไง”
“ก็เราเห็นคริสต์กับเจไดพยายามจะคอยดูแลเพลงตลอด แล้วเพลงก็จะดูเหนื่อยง่ายกว่าคนอื่นด้วย”
เพลงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถอนหายใจเบา ๆ “ก็..เป็นอย่างที่นาตาลีคิดเลย เพลงมีไม่ค่อยแข็งแรงน่ะ”
คำตอบของเพลงทำให้นาตาลีถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ก่อนที่แววตาสงสัยใคร่รู้ของเธอจะแปรเปลี่ยนเป็นแววตาของความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง
“โห เพลงน่าสงสารจังเลย คงจะลำบากแย่เลยที่อ่อนแอขนาดนี้” นาตาลีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและดูจริงใจมาก “ต้องคอยระวังตัวตลอดเวลาเลยใช่ไหม”
“อืม ประมาณนั้น”
นาตาลีจึงเอื้อมมือไปกุมมือเพลงไว้เบา ๆ “ไม่ต้องห่วงนะเพลง ต่อไปนี้เราก็จะคอยช่วยดูแลเพลงด้วยอีกคน ถ้าเพลงขาดหรือต้องการอะไรบอกเราได้เลยนะ เรายินดีช่วยมาก ๆ เลย”
“ไม่เป็นไรหรอก แต่ก็ขอบคุณมากเลยนะ” เพลงตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างมีมารยาท เพราะเธอยังรู้สึกเกรงใจกับคนที่เพิ่งรู้จักกันวันแรก
คริสต์ที่ได้ทนฟังบทสนทนาทั้งหมดจนจบ ก็รีบยื่นมือมาจับมือเพลงอีกข้างไว้แน่น แล้วหันไปพูดกับนาตาลีด้วยสีหน้าจริงจัง “ขอบคุณในความหวังดีนะ แต่ไม่ต้องกังวลหรอก น้องเพลงมีฉันดูแลอยู่แล้ว และฉันก็ดูแลน้องเพลงได้ดีที่สุดด้วย”
“โธ่พี่คริสต์ นาตาลีก็แค่มีน้ำใจกับเพลงเท่านั้นเอง” เพลงหันไปเอ่ยปรามคริสต์แล้วส่ายหน้าเบา ๆ พลางยกยิ้มเล็กน้อย
“พี่ก็ต้องเตือนทุกคนไว้ก่อนไง” คริสต์กระซิบตอบเพลง
แต่เจไดที่นั่งมองอยู่ก็ส่ายหน้าเบา ๆ อย่างระอาในความหึงหวงไม่รู้จักเวล่ำเวลาของคริสต์ แล้วทั้งสี่คนก็กินอาหารกลางวันกันต่อตามปกติ
