บทที่ 10 ก็ใหม่ทั้งคู่
เมญาวีนั่งอ่านไปก็ง่วงไปเพราะเมื่อคืนเธอตื่นเต้นจนนอนไม่หลับและยังตื่นตั้งแต่เช้า
“ถ้าไม่ไหวจะไปล้างหน้าก่อนก็ได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ไหวค่ะ” เมญาวีตั้งสติอีกครั้ง เธออ่านข้อมูลได้เกือบครึ่งก็ถึงเวลาพักกลางวัน
“คุณเวหาคะ ฉันเพิ่งมาทำงานเป็นวันแรก เลยไม่รู้ว่าเรื่องอาหารกลางวันฉันต้องเตรียมให้คุณหรือเปล่า แต่ก่อนคุณไปทานที่ไหนคะ”
“คุณเห็นร้านข้างตึกไหม สั่งขึ้นมาให้ผมทานในห้องนี้แหละ” เขาชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีชุดโซฟารับแขกอยู่
“ร้านไหนคะ มันมีหลายร้าน”
“ร้านไหนก็ได้ผมไม่ใช่คนเรื่องมาก”
“ทานเผ็ดได้ไหมคะ แพ้อาหารหรือเปล่าแล้วชอบทานอะไรเป็นพิเศษคะ”
“ถามเยอะจัง ลงไปด้วยกันเลยไหม” เวหาจ้องมองริมฝีปากบางที่ขยับเจื้อยแจ้วไม่หยุดก่อนจะลอบยิ้มมุมปากบางเบาจนแทบสังเกตไม่เห็น
“อะไรนะคะ”
“ผมบอกว่าลงไปทานด้วยกันเลยไหม คุณจะได้รู้ว่าผมชอบอะไรไม่ชอบอะไร”
“ได้เหรอคะ” เมญาวีถามย้ำอย่างไม่แน่ใจ การไปทานข้าวกับเจ้านายตั้งแต่วันแรกดูจะเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย
“ไม่รู้สิ ผมไม่เคยมีผู้ช่วย คุณคิดว่ายังไงล่ะ” เวหายกไหล่เลิกคิ้วเข้มขึ้นเป็นเชิงถามกลับ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ฉันก็ไม่เคยเป็นผู้ช่วยใครมาก่อนเหมือนกัน” เมญาวีตอบตามความจริงพลางทำตาปริบ ๆ
“งั้นก็ใหม่กันทั้งคู่ ไปทานด้วยกันเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา”
“ค่ะ” เมญาวีพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย รีบหยิบกระเป๋าเงินใบเล็กเดินตามหลังร่างสูงใหญ่ข้ามห้องออกไปทันที
ทั้งสองคนเดินมายังร้านอาหารที่อยู่ใกล้กับบริษัท แม้จะเป็นช่วงกลางวันแค่คนก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด เพราะพนักงานของบริษัทส่วนใหญ่ก็ไปทานกันที่ร้านค้าสวัสดิการเพราะที่นั่นมีอาหารขายในราคาพนักงาน
“คุณเวหามาทานที่นี่ประจำเหรอคะ”
“ไม่หรอกครับ ปกติพี่เกสรจะสั่งขึ้นไปให้ หรือบางครั้งผมก็ลงมาหาอะไรทานเอง เจอร้านไหนว่างก็เข้าไปนั่ง ผมเองก็มาทำงานก่อนคุณไม่ถึงเดือน เลยลองไปเรื่อย ผมเป็นคนกินง่าย” ชายหนุ่มอธิบายยาวขึ้น ท่าทางเริ่มผ่อนคลายลงไม่เย็นชาเท่าตอนเช้า
“ค่ะ”
เมญาวีปล่อยให้เขาเป็นคนเลือกสั่งอาหารตามใจชอบ เพราะเธอตั้งใจอยากจะศึกษารสนิยมและเมนูโปรดของเจ้านายหนุ่ม ระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ หญิงสาวก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขออนุญาตถ่ายรูปเมนูอาหารและเบอร์โทรศัพท์ของทางร้านเก็บไว้ในเครื่อง เผื่อวันหลังจะได้โทรมาสั่งล่วงหน้าก่อนจะเข้ามาที่ร้านเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
เวหานั่งมองการกระทำนั้นด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะเอ่ยถามทำลายความเงียบ
“คุณเมญาวีมีชื่อเล่นไหมครับ”
“เมยค่ะ ฉันชื่อเมย”
“อ้อ ผมเรียกเมยแล้วกันนะสั้นดี”
“ค่ะ คุณเวหา
“เรียกเวย์ก็ได้” ” ชายหนุ่มเสนออย่างเป็นกันเอง น้ำเสียงฟังดูอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
“ค่ะคุณเวย์”
นับว่าเป็นการเริ่มต้นร่วมงานกันได้ค่อนข้างดี แม้ว่าเจ้านายจะมีสีหน้าและแววตาที่เย็นชาแต่เขาก็ไม่ได้เอาแต่เงียบทำให้เมญาวีไม่ได้อึดอัดมาก
การทำงานในวันแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยความราบรื่น เมญาวีได้เลิกงานตรงเวลาเป๊ะตอนห้าโมงเย็น เพราะเจ้านายหนุ่มหันมาบอกกับเธอตั้งแต่ก่อนสี่โมงครึ่งว่าวันนี้เขาจำเป็นต้องรีบกลับไปร่วมโต๊ะอาหารมื้อค่ำกับมารดา
.....
หญิงสาวกลับถึงห้องก็รีบโทรไปหารินรดาทันที
“ว่าไงจ้ะเมย ทำงานวันแรกเป็นยังไงบ้างเจ้านายใจดีไหม” รินรดายิงคำถามรัวด้วยความอยากรู้
“ยังไม่รู้เลยว่าจะใจดีไหม เพราะวันนี้เพิ่งเริ่มงานเอง”
“อือ แล้วงานหนักไหม”
“ไม่เลย รินรู้ไหมว่าเมยได้เลิกงานตรงเวลาด้วยนะ”
“ดีจัง รินนึกว่าตำแหน่งผู้ช่วยจะเหมือนเลขาเสียอีกที่ต้องเลิกงานไม่เป็นเวลาแล้วแต่อารมณ์เจ้านาย”
“เมยโชคดี เพราะเจ้านายต้องรีบกลับไปทานข้าวกับแม่”
“แม่หรือแม่คุณกันแน่จ๊ะ”
“นั่นสิ เมยก็ลืมคิดไปเลย”
“ดีแล้วที่เจ้านายของเมยมีแฟนเพราะรินยังอยากให้เมยมาเป็นพี่สะใภ้อยู่นะ”
“พูดอย่างนี้ถามพี่ชายตัวเองหรือยังว่าอยากให้เมยเป็นแฟนไหม”
“ไม่ต้องถามหรอกน่ารินรู้ว่าพี่ชายของรินแอบชอบเมยอยู่แต่ไม่กล้าพูดก็เท่านั้นเอง”
“อย่าเชียร์ให้เสียเวลาเลย คนหล่ออย่างพี่ชายรินคงไม่โสดอยู่หรอก”
“พี่ชายรินก็ควงหญิงไปทั่วนั่นแหละ ไม่เห็นจริงจังกับใครสักที เมย รินเกือบลืมถามเลยว่าเจ้านายเมยหล่อไหมอายุมากหรือยัง”
เมญาวีนิ่งไปสักพัก เธอกำลังคิดถึงใบหน้าหล่อคมของเจ้านายที่ตลอดทั้งวันมานี้หญิงสาวได้แต่แอบมองอยู่ตลอด
“เมยไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ แต่คงไม่เกิน 30 หรอก คุณเวหาเจ้านายของเมยหล่อมาก หล่อแบบวัวตายควายล้มเลยแหละ”
“จริงเหรอ แต่น่าเสียดายนะมีแฟนแล้ว”
“นั่นสิ แต่ก็ดีแล้ว เมยจะได้ไม่ไขว้เขวไง”
“เมยคิดเหรอว่าพี่ชายใจดีที่เล่าให้รินฟังเขาจะยังโสดและรอแต่งงานกับเมยเหมือนที่เมยรอเขา”
“ไม่รู้สิตอนนี้เมยเข้าใกล้เขาอีกขั้นแล้ว ถ้าเมยทำงานที่นี่โอกาสที่จะได้ข่าวคราวของเขาก็คงจะมีบ้าง”
“เมยลืมอะไรไปหรือเปล่า”
“ลืมอะไร”
“เมยรู้จักชื่อเขา แล้วเมยจะรู้ได้ยังไงว่าเมยเจอเขาแล้ว”
“ไม่รู้สิ ถ้าเจอใครที่คิดว่าใช่เมยก็จะลองถามเขาไปตรง ๆ เลยดีไหม”
“จะบ้าเหรอเมย จะไปถามเขายังไง พี่คะ พี่จำสัญญาของเราได้ไหมคะว่าเราจะแต่งงานกัน”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกมั้ง”
“แล้วยังไง แล้วถ้าเกิดเจอกับพี่ชายคนนั้นแล้วเขาเป็นคนไม่ดีขึ้นมาล่ะ เมยจะเสียใจเอานะ”
“เมยก็เคยคิดเรื่องนั้นเหมือนกัน”
“อย่าเพิ่งคิดมากเลย เอาไว้เจอแล้วเราค่อยคุยเรื่องนี้กันดีไหม”
“อือ เมยก็ว่าอย่างนั้นแหละ”
