บทที่ 11 สายฝนไม่เป็นใจ

เกือบหนึ่งเดือนแล้วหลังจากวันแรกที่เมญาวีก้าวเข้ามาทำงานในฐานะผู้ช่วย บรรยากาศความเกร็งและท่าทีเย็นชาในตอนแรกเปลี่ยนไปเป็นความใกล้ชิดและการทำงานร่วมกันแทบจะตลอดเวลา ตอนนี้เธอกับเวหาทำงานเข้าขากันได้มาก โปรเจกต์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังดำเนินไปได้สวยและราบรื่น

ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ ทางโรงงานจะเริ่มต้นเดินเครื่องจักรผลิตสินค้าล็อตแรกในอีกสามวันข้างหน้า หลังจากนั้นกระบวนการกระจายสินค้าก็จะเริ่มทำงานทันทีเพื่อนำไปวางจำหน่ายตามร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของโปรเจกต์นี้

“คุณเวย์คะ วันนี้เมยจะไปที่โรงงานช่วงบ่ายนะคะ” เมญาวีบอกกับเจ้านาย ตอนนี้เธอกับเขาสนิทกันมากขึ้นสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองก็เลยเปลี่ยนไป

“ผมไปด้วยนะ”

“ไม่รู้จะใช้เวลานานไหม เมยกลัวคุณเวย์กลับมาทานอาหารเย็นกับคุณแม่ไม่ทันค่ะ” ตอนนี้เมญาวีรู้แล้วว่าคุณแม่ที่เวหาพูดถึงนั้นเป็นแม่จริง ๆ ไม่ใช่แม่คุณอย่างที่เธอและรินรดาคิดในตอนแรก

“ผมคิดว่าทันนะครับ เราไปสองคนช่วยกันทำงานก็น่าจะเสร็จเร็วกว่าคนเดียวนะครับ”

“ถ้าคุณเวย์คิดอย่างนั้นก็โอเคค่ะ”

“เช้านี้ผมไม่มีงานอะไรแล้วใช่ไหมครับ”

“ไม่ค่ะ”

“ถ้างั้นเราไปกันตอนนี้เลยไหมครับ ไปหาข้าวกินที่นั่นดีไหมผมอยากกินกุ้งเผาครับ”

“ก็ได้ค่ะ คุณเวย์จะไปรถส่วนตัวหรือรถบริษัทคะ”

“ผมว่าขับไปเองดีกว่า”

พอได้ยินคำตอบที่แน่ชัดของเจ้านาย เมญาวีก็รีบหมุนตัวกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองเพื่อเก็บของจำเป็นลงกระเป๋า เธอไม่ลืมที่จะต่อสายโทรศัพท์ภายในไปยกเลิกการขอใช้รถยนต์ของบริษัทที่ตัวเองดำเนินเรื่องส่งใบขออนุญาตไปเมื่อตอนเช้าตรู่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสิทธิ์ของแผนกอื่น

รถเอสยูวีคันหรูกำลังทะยานไปบนท้องถนน เป้าหมายคือโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา

เวหาและเมญาวีมาถึงโรงงาน ทั้งสองเข้าพบผู้จัดการโรงงานแต่ยังไม่ทันได้ลงไปดูที่ฝ่ายผลิตเพราะถึงเวลาพักเที่ยงพอดี

ผู้จัดการเลยอาสาจะพาหัวหน้าโปรเจกต์และผู้ช่วยไปทานอาหารกลางวัน

“ไหน ๆ ผมก็มาถึงนี่แล้ว เอาเป็นว่ามื้อนี้ผมเลี้ยงเอง ชวนคนอื่นในออฟฟิศไปดีไหมครับ ผมอยากรู้จักทุกคนไว้ เพราะคงได้ร่วมงานกันอีกนาน” เวหาพูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง

“จะดีเหรอครับคุณเวหาพวกเรามีกันหลายคนเลยนะครับ” ผู้จัดการโรงงานพูดด้วยความเกรงใจ

“ดีสิครับ อันที่จริงผมอยากรู้จักทุกคนเลยแต่วันนี้เอาแค่หัวหน้าแผนกก่อน ส่วนพนักงานคนอื่นผมจะพยายามรู้จักพวกเขาเอง” เวหายืนยันด้วยรอยยิ้มอบอุ่น สร้างความประทับใจให้แก่ผู้จัดการโรงงานเป็นอย่างมาก

พอตกลงกันได้แล้วเวหาก็ขับรถตามทุกคนไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเลขาของผู้จัดการได้โทรจองเองเอาไว้แล้ว

หลังมื้ออาหารเวหาก็ได้คุยกับหัวหน้าแต่ละแผนกอย่างเป็นกันเอง เขาไม่ได้บอกทุกคนว่าตัวเองเป็นลูกชายของคุณสิงหล เรื่องนี้คนในบริษัทไม่มีใครรู้

เวหาได้ร่วมโต๊ะพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติกับหัวหน้าแต่ละแผนกอย่างเป็นกันเอง ชายหนุ่มรับฟังปัญหาและคำแนะนำของทุกคนด้วยความตั้งใจ โดยที่เขาไม่ได้บอกกับใครเลยว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นถึงลูกชายเพียงคนเดียวของคุณสิงหล ประธานใหญ่ของบริษัท เรื่องนี้ถือเป็นความลับสุดยอดที่คนในโรงงานหรือแม้แต่ในบริษัทใหญ่ก็ไม่มีใครรู้

ชายหนุ่มไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับบิดาเพราะตากับยายอยากให้หลานชายคนเดียวได้ใช้นามสกุลเก่าแก่ของตัวเอง มากกว่าจะไปใช้นามสกุลของบิดา ซึ่งเป็นนามสกุลธรรมดาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงธุรกิจชั้นสูงในอดีต นั่นจึงเป็นเกราะกำบังอย่างดีที่ทำให้เขาได้พิสูจน์ฝีมือด้วยตัวเอง

หลังทานอาหารเวหาก็กลับไปตรวจโรงงานก่อนจะกลับออกมาจากที่นั่นในช่วงบ่าย แต่ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็กลับมืดครึ้มและแปรเปลี่ยนเป็นสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก และฝนตกรถติดเป็นอะไรที่มักจะมาคู่กันและเป็นปัญหาเสมอกับคนที่อยู่ในเมืองกรุง แม้เวหาจะออกจากอยุธยาตั้งแต่บ่าย ถึงตอนนี้เกือบจะห้าโมงเย็นแล้วรถคันหรูของชายหนุ่มก็ยังติดแหง็กอยู่บนท้องถนน

เมญาวีหันไปมองเจ้านายหนุ่มที่คิ้วเริ่มขมวดมุ่น สายตาของเขาจ้องพวงมาลัยสลับกับมองเวลา หญิงสาวรู้ดีว่าเขาเป็นห่วงนัดทานข้าวกับมารดา เธอจึงตัดสินใจพูดขึ้น

“จอดให้เมยลงตรงนี้ก็ได้ค่ะคุณเวย์”

“ทำไมล่ะครับ ยังไม่ถึงบริษัทเลย”

“รถติดขนาดนี้กว่าเราจะไปถึงบริษัทก็คงเป็นชั่วโมง เมยคิดว่าคุณคงกลับไปทานข้าวกับคุณแม่ไม่ทันแน่ ๆ ค่ะ ให้เมยลงตรงนี้ดีกว่านะคะ เดี๋ยวเมยเรียกแท็กซี่กลับเองได้”

“คุณกลับเองได้แน่นะครับ ฝนตกแบบนี้อาจไม่มีแท็กซี่ก็ได้”

“ถ้าแท็กซี่ไม่มี เมยเรียกแกร็บก็ได้ค่ะ จากตรงนี้ไม่ไกลจากที่พักของเมยเท่าไหร่ คุณเวย์ก็จะได้เลี้ยวข้างหน้าได้เลยไม่ต้องเข้าไปเจอรถติด”

“งั้นก็ได้ครับ เจอกันพรุ่งนี้นะครับ”

“ค่ะ ขับรถดีนะคะ” เมญาวีพูดเร็วปรื๋อแล้วเปิดประตูรถลง ก่อนจะวิ่งไปยังป้ายรถเมล์เพื่อหลบฝนที่กำลังตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย

อันที่จริงแล้วเมญาวีไม่มั่นใจเท่าไหร่ ว่าเธอจะเรียกเกรปหรือแท็กซี่ให้ไปส่งได้ที่บอกเวหาไปแบบนั้นก็เพราะไม่อยากให้เจ้านายต้องมาเสียเวลา

หญิงสาวยืนรอรถอยู่นานก็ยังไม่มีคันไหนว่าง ยิ่งจะเรียกเกรปก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เพราะต้องรออีกนานกว่าจะได้คิวตามที่เรียก หญิงสาวเห็นว่าฝนเริ่มจะซาลงแล้วจึงตัดสินใจเดินไปยังวินรถจักรยานยนต์อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่มากนัก

แม้ว่าจักรยานยนต์จะคล่องตัวกว่าในสภาพการจราจรในเวลานี้ แต่ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าเธอจะมาถึงหน้าห้องพัก

สภาพของเมญาวีตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตกน้ำเลยทีเดียว

พอเดินขึ้นไปยังห้องพักที่อยู่ชั้นสามก็รีบตรงเข้าไปอาบน้ำ จากนั้นเอาคัพเค้กในตู้เย็นออกมาทานรองท้อง คิดว่าถ้าสักพักจะลงไปหาอะไรทานที่ร้านอาหารตามสั่งด้านล่างห้องพัก แต่เพราะทั้งเหนื่อยและเพลียบวกกับสภาพอากาศเย็น ๆ เมญาวีก็เลยเผลอหลับไป รู้ตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่ตัวเองรู้สึกหนาวสั่น หญิงสาวรีบหายาลดไข้มาทานจากนั้นก็รีบนอนพัก เพราะพรุ่งนี้เธอมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องจัดการ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป