บทที่ 12 หรือจะมากกว่าผู้ช่วย

เช้านี้กว่าเมญาวีจะบังคับให้ตัวเองลุกจากที่นอนได้ก็แทบแย่ เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง รู้สึกปวดหัวเหมือนจะเป็นไข้ ทั้งที่เมื่อคืนก่อนจะนอนก็ทานยาไปแล้ว แต่คงเพราะเมื่อวานเธอเปียกฝนอยู่เกือบชั่วโมงร่างกายก็เลยไม่ไหว

หญิงสาวกัดฟันรีบทานยาอีกครั้งแล้วฝืนสังขารแต่งตัวไปทำงาน เธอไม่อยากลาหยุดแม้แต่วันเดียว เพราะเพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงสองเดือน และยังอยู่ในช่วงทดลองงาน ความกังวลว่าจะไม่ผ่านการประเมินเป็นแรงผลักดันให้เธอต้องสู้กับความเจ็บป่วยภายใน

พอได้ทานยาแล้วก็รู้สึกดีขึ้นตลอดเช้านี้เธอเลยได้ทำงานอย่างเต็มที่

หลังอาหารกลางวันเธอต้องรีบเข้าประชุมกับทีมการตลาดทำให้เธอไม่ทันได้ทานยา พอประชุมเสร็จเธอก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะมีไข้อีกครั้งหญิงสาวรีบทานยาลดไข้ และกลับเข้าไปนั่งทำงานต่อ

แต่เธอก็ฝืนร่างกายของตัวเองไม่ไหว หญิงสาวเลยฟุบหน้าลงบนโต๊ะทำงานคิดว่านอนพักสักครู่ก็คงจะดีขึ้น แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเพราะตอนนี้ผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วเธอยังไม่รู้สึกดีขึ้นเลย

เวหาที่นั่งทำงานอยู่ฝั่งตรงข้ามเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เมญาวีเงียบผิดวิสัยจากที่เคยมีเสียงพิมพ์ดีดหรือเสียงขยับตัวอยู่เสมอ เขาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เห็นว่าผู้ช่วยสาวฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะทำงาน ตอนแรกเขาคิดว่าเธอคงแค่พักสายตาจากการจ้องหน้าจอ แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงที่เขากำลังจะเตรียมตัวกลับบ้าน หญิงสาวก็ยังคงนิ่งสนิท ไม่มีการขยับเขยื้อนใด ๆ

“เมย ผมจะกลับแล้วนะ เมย เมย” เขาเรียกชื่อเธออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีการตอบรับใด ๆ จากร่างที่ฟุบอยู่

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปเขย่าแขนเธอเบา ๆ เมญาวีขยับตัว เงยหน้าขึ้นมองเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเจ้านายเธอตกใจรีบนั่งตัวตรงอย่างรวดเร็ว เธอรู้สึกผิดที่เผลอหลับในเวลางาน

“เมย คุณไม่สบายหรือเปล่า หน้าคุณแดงมาก”

“ขอโทษนะคะที่เมยหลับในเวลางาน พอดีเมยปวดหัวนิดหน่อยก็เลยเผลอหลับไปค่ะ” เมญาวีพยายามตอบด้วยน้ำเสียงปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ความจริงแล้วอาการปวดหัวของเธอนั้นหนักหนาสาหัสกว่าคำว่านิดหน่อย

“ผมว่าไม่หน่อยแล้วนะ หน้าคุณดูไม่ดีเลย ขอโทษนะ” เวหาเอื้อมมือมาแตะบนหน้าผากแล้วก็รีบดึงมือกลับ

“ตัวคุณร้อนมาก ไปหาหมอดีกว่านะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ กินยาไปแล้วเดี๋ยวก็คงดีขึ้น”

“คุณกินยาไปตอนกี่โมง”

“หลังออกจากห้องประชุมค่ะ”

“นี่มันก็เกือบสองชั่วโมงแล้ว มันคงไม่ดีขึ้นแล้ว ผมว่าคุณเก็บของแล้วรีบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวผมไปส่ง” เขาตัดสินใจเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้เธอปฏิเสธอีกต่อไป

“ไม่เป็นไรค่ะ เมยไปเองได้”

“ผมไม่ได้ขอร้องคุณนะ ผมสั่ง”

แล้วเมญาวีก็ต้องรีบเดินตามเจ้านายไปยังรถอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

“เดินไหวไหม”

“ไหวค่ะ” เมญาวีรีบตอบ

แล้วเวหาก็รีบขับรถพาหญิงสาวมาส่งที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

เมญาวีถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินเพราะร่างกายของเธออ่อนเพลียและมีไข้สูงมาก เวหาเป็นห่วงผู้ช่วยจนนั่งไม่ติดเขาลืมไปสนิทว่าต้องรีบกลับไปทานข้าวกับมารดาจนท่านโทรมาตาม

“แม่ครับ ผมขอโทษ พอดีว่าลูกน้องผมไม่สบายครับ ผมเลยพามาส่งที่โรงพยาบาล”

“ส่งแล้วเวย์ก็รีบกลับสิ แม่รอเวย์อยู่นะลูก”

“แม่ครับ ผมยังไม่รู้เลยว่าเธอเป็นอะไร ผมอยากคุยกับหมอก่อน”

“แค่ลูกน้องป่วย เวย์ทำไมต้องไปเองด้วย เพื่อนหรือญาติของเธอไม่มีหรือไง” มารดาเริ่มแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงต้องใส่ใจลูกน้องมากขนาดนี้

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” เวหาตอบอย่างสับสนในความรู้สึกของตัวเอง เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องเป็นห่วงเธอมากขนาดนี้

“แล้วเวย์จะกลับตอนไหน แม่ไม่อยากทานข้าวคนเดียว”

“คุณหมอออกมาพอดี ผมขอคุยกับคุณหมอก่อนแล้วผมจะรีบกลับนะครับ”

“จ้ะ แม่รอนะเวย์”

“ครับแม่”

คุณหมอแจ้งว่าเมญาวีเป็นไข้สูงและอ่อนเพลียมากอาจต้องให้นอนพักที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน ชายหนุ่มจึงรีบจัดการเรื่องห้องพักก่อนจะขับรถกลับไปทานข้าวกับมารดา

.....

หลังทานอาหารเสร็จแล้วเวหาก็รีบให้มารดาทานยาและเข้านอน เขารอจนกระทั่งเธอหลับสนิทชายหนุ่มก็ออกจากบ้านอีกครั้ง

เวหารีบมายังโรงพยาบาล ตอนนี้เมญาวีได้เข้าพักที่ห้องผู้ป่วยในแล้ว

ชายหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงผู้ช่วยอยู่มาก เขาคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอไม่สบาย เพราะเมื่อวานตอนที่หญิงสาวลงจากรถนั้นเธอคงไปเปียกฝนอยู่ไม่น้อย เขาคงเห็นแก่ตัวเกินไปที่ปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ต้องหาทางกลับที่พักคนเดียว ถ้าหากเมื่อวานเขาเพียงโทรไปบอกมารดาว่าจะกลับไปทานข้าวเย็นด้วยไม่ได้ เมญาวีก็คงไม่ต้องตากฝนจนไม่สบาย

เวหาไม่รู้ว่าเมญาวีมีเพื่อนหรือญาติที่ไหนหรือเปล่า เพราะไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวของเธอเลยสักครั้ง บางทีตอนนี้คนที่บ้านของเธออาจจะกำลังตามหาอยู่ก็ได้

เขามองหากระเป๋าถือ พอเจอแล้วก็ถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์ของเธอขึ้นมาเผื่อว่าจะมีใครโทรตาม เขาจับนิ้วของผู้ช่วยขึ้นมาสแกนเพื่อปลดล็อก แต่ดูแล้วไม่มีใครติดต่อมาเลยสักคน

พอเห็นแบบนั้นเวหาก็รู้สึกสงสาร เพราะถ้าเป็นเขากลับบ้านผิดเวลาขนาดนี้มารดาก็คงโทรตามแล้ว

เพราะเห็นว่าเมญาวีไม่มีใคร ชายหนุ่มเลยคิดว่าคืนนี้เขาจะนอนเฝ้าเธออย่างน้อยก็ไถ่โทษที่เป็นต้นเหตุให้หญิงสาวล้มป่วย

เวหาไม่เคยเป็นห่วงใครมากขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะเธอคือผู้ช่วยที่เขาต้องรับผิดชอบ หรือเป็นเพราะเธอคือคนที่เขาได้ใกล้ชิดมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชายหนุ่มเริ่มคิดว่าตัวเองกำลังสนใจในตัวผู้ช่วยสาวขึ้นมาทีละนิด ๆ เพราะทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ เวหารู้สึกว่าหัวใจของตัวเองเต้นแรงและผิดจังหวะมากกว่าปกติ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ เขาก็ไม่เคยสังเกตเลยสักครั้ง รู้แต่เพียงว่ายิ่งได้อยู่ใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเท่านั้น หัวใจที่เคยเย็นชาและปิดกั้นของเขาค่อย ๆ เปิดรับเมญาวีเข้ามาทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป