บทที่ 14 อยากรู้จักให้มากขึ้น
หลังจากที่เมญาวีทานอาหารเช้าและทานยาตามที่พยาบาลจัดให้เรียบร้อยแล้ว แพทย์เจ้าของไข้วัยกลางคนท่าทางใจดีก็ก้าวเข้ามาตรวจอาการของเธอพอดี
แพทย์แจ้งให้เมญาวีทราบว่าหากในช่วงบ่ายวันนี้อาการทั่วไปยังคงที่และไม่มีไข้กลับขึ้นมาอีก เธอจะได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ในตอนเย็น
“เมยอยู่คนเดียวได้ไหม รินว่าจะลงไปหาอะไรกินหน่อยเริ่มหิวแล้ว” รินรดาที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ช่วยพูดขึ้นหลังจากที่ทุกคนออกไปกันหมดแล้ว
“ได้สิ แล้วไม่ต้องซื้ออะไรขึ้นมานะ แค่อาหารของโรงพยาบาลเมยก็อิ่มจะแย่แล้ว”
“ถ้ารินเจอขนมอะไรที่เมยชอบรินจะซื้อขึ้นมาให้ก็แล้วกันนะ หรือถ้าเมยนึกได้ว่าอยากกินอะไรก็ไลน์ไปบอกนะ”
“อือ รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะหิวจนเป็นลมเอานะ”
“มีอะไรรีบโทรหาเลยนะ อ้อ แล้วถ้าเจ้านายเมยมาบอกเขาด้วยนะว่ารินอยากเจอ” รินรดาทิ้งท้ายด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ก่อนจะก้าวออกจากห้องไป
“จ้า”
เมญาวีนอนอยู่บนเตียงเพียงลำพังได้ไม่นาน เสียงประตูห้องพักฟื้นก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวคิดว่าเป็นรินรดาที่อาจจะลืมของจึงถามขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง
“คุณเวย์ ขอโทษค่ะเมยนึกว่าเพื่อน”
“เป็นยังไงบ้าง สีหน้าดูดีขึ้นแล้วนี่ ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่า แล้วเช้านี้มีไข้ไหม” เวหาเดินเข้ามาหยุดข้างเตียง รัวคำถามสีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“ให้เมยตอบคำถามไหนก่อนดีคะ”
“สั้น ๆ เลย ตอนนี้คุณโอเคไหม”
“ค่ะ เมยไม่เป็นอะไรแล้ว เช้านี้ไม่มีไข้ ไม่ปวดหัวแล้วค่ะ คุณเวย์ไม่ต้องลำบากมาเยี่ยมถึงที่นี่ก็ได้นะคะ” แม้จะดีใจที่เห็นเขามาเยี่ยม แต่ความเกรงใจที่มีต่อเจ้านายก็ยังคงมีมากกว่า
“ไม่ได้ลำบากอะไร ปกติวันเสาร์ผมก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว คุณทานอะไรหรือยัง ผมไม่รู้ว่าต้องซื้ออะไรมาเยี่ยม แต่จำได้ว่าคุณชอบทานเค้กเผือกก็เลยแวะซื้อมาให้ หมอไม่ได้ห้ามใช่ไหม” เพราะไปทานอาหารด้วยกันบ่อยเวหาจึงรู้ว่านอกจากเมญาวีจะทานอาหารได้เกือบทุกชนิดแล้วสิ่งที่เธอมักสั่งมาทานตลอดก็คือเค้กเผือก
“ไม่ได้ห้ามค่ะ แต่เมยทานข้าวไปแล้วตอนนี้ยังอิ่มอยู่เลย”
“เดี๋ยวผมแช่ตู้เย็นไว้นะ จะทานตอนไหนก็บอก” เขาเดินเอาเค้กไปเก็บและกลับมานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา
เมญาวีเพิ่งสังเกตว่าวันนี้เจ้านายของเธอไม่ได้ใส่สูทเหมือนวันทำงาน เขาสวมเสื้อเชิ้ตคอจีนสีครีมกับกางเกงยีนสีซีดดูดีไปอีกแบบ หญิงสาวเผลอมองเขาอยู่นานจนกระทั่งรินรดาเข้ามา
เวหาเงยหน้าขึ้นมามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาแล้วยิ้มอย่างเป็นมิตร
“รินนั่นคุณเวหาเจ้านายของเมย คุณเวหาคะนี่เพื่อนเมยค่ะชื่อรินค่ะ” เมญาวีรีบแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน
“สวัสดีค่ะคุณเวหา ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
“เช่นกันครับ”
“มานานแล้วเหรอคะ”
“เพิ่งมาเมื่อครู่ครับ”
“ขอบคุณนะคะที่เมื่อคืนอยู่เป็นเพื่อนเมย คุณคงลำบากแย่”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้ลำบากอะไรเลย”
“เมยโชคดีนะคะที่มีเจ้านายอย่างคุณเวหา”
“คงเรียกว่าโชคดีอะไรหรอกครับ เราทำงานด้วยกันก็ต้องห่วงใยกันเป็นธรรมดา” คำตอบของเขาดูเป็นงานเป็นการ แต่สายตากลับแอบชำเลืองมองคนบนเตียงอยู่บ่อยครั้ง
“ค่ะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณนะคะ ทั้งเรื่องที่พาเมยมาโรงพยาบาล ทั้งนอนเฝ้า แล้วยังจะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลอีก”
รินรดาไปติดต่อที่แผนกการเงินแล้วตอนที่มาถึง แต่เขาแจ้งว่าเวหาลงชื่อเป็นเจ้าของไข้และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง
“คุณเวย์คะ เรื่องค่ารักษาเดี๋ยวเมยจะจ่ายคืนนะคะ”
“ผมบอกตอนไหนว่าจะเอาคืน”
“แต่เมยเกรงใจ”
“รินว่าเงินแค่นี้เจ้านายของเมยขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก ถ้าเมยอยากตอบแทนก็แค่ตั้งใจทำงานเท่านั้น รินพูดถูกไหมคะคุณเวหา”
“ถูกต้องเลยครับ ผมว่าเพื่อนคุณพูดจาได้น่าฟังมากเลยทีเดียว” เวหาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ
“รินว่าเราสองคนไปหากาแฟดื่มกันดีไหมคะ เมยจะได้นอนพัก” รินรดาเสนอแผนการเพื่อหาทางคุยส่วนตัวกับชายหนุ่ม
“ดีเหมือนกันครับ” เวหารีบตอบตกลง ไม่ใช่เพราะอยากไปดื่มกาแฟแต่เพราะอยากรู้จักผู้ช่วยของตัวเองให้มากกว่านี้ผ่านทางเพื่อนของเธอ
ร้านกาแฟที่อยู่ชั้นล่างสุดของโรงพยาบาลผู้คนค่อนข้างพลุกพล่าน ทั้งสองคนยังโชคดีที่มีโต๊ะว่างอยู่ พอสั่งกาแฟกับพนักงานแล้วรินรดาก็เริ่มชวนชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายของเพื่อนคุย
“ปกติคุณเวหาใจดีกับลูกน้องอย่างนี้เสมอเหรอคะ เมื่อคืนคุณถึงได้เฝ้าเธอ”
“ก็เธอเป็นลูกน้องของผมนี่ครับ อีกอย่างที่เธอไม่สบายก็เพราะผม” เวหายอมรับตามตรง
“เหรอคะ เมยไม่เห็นบอกว่าเพราะคุณ”
“ผมมีธุระก็เลยไม่ได้ไปส่งเธอ ทำให้เธอต้องตากฝน”
“มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่คะ เมยเองก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณสักหน่อย”
“ครับ ยิ่งเธอไม่ว่าผมก็ยิ่งเกรงใจและรู้สึกผิดครับ”
“แค่เกรงใจเองเหรอคะ”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“เมยเป็นคนซื่อค่ะ ถ้าคุณทำดีกับเธอเพราะเกรงใจหรือรู้สึกผิดก็อย่าทำเลย เธออาจจะตีความหมายผิดได้”
