บทที่ 5 ชีวิตเรียบง่าย
ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เคยว่างเปล่า ตอนนี้เต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจาย เพราะเจ้าของห้องคนใหม่ไม่มีเวลาที่จะจัดข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่เข้าทาง
หลังจากเรียนจบและต้องย้ายออกจากหอพักที่หน้ามหาวิทยาลัย เมญาวีหรือเมยก็ต้องมาเช่าหอพักเล็ก ๆ เท่ารูหนูอยู่ เพราะเธอยังไม่อยากจะกลับไปที่บ้านตามคำชักชวนแกมบังคับของมารดา
ความจริงแล้ว มารดาของเธออยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับไปหางานทำที่บ้านเกิดเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้หูใกล้ตาและดูแลกันได้สะดวก แต่สำหรับเมญาวี เธอยังมีความฝันที่อยากจะลองสู้ชีวิตและหางานทำในเมืองกรุงดูสักตั้ง เธอเรียนจบปริญญาตรี สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยของรัฐด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่สูงนัก ซึ่งนั่นทำให้การแข่งขันในตลาดแรงงานดูจะยากลำบากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ แต่หัวใจที่มุ่งมั่นของเธอก็ไม่เคยย่อท้อ ไม่ว่าจะมีประกาศรับสมัครงานที่ไหน หรือตำแหน่งใดที่พอจะทำได้ หญิงสาวจะรีบไปยื่นใบสมัครไว้ทุกที่ด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยม
ในแต่ละวัน เมญาวีแทบไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในห้องเลย เธอออกไปตระเวนสัมภาษณ์งานและเดินสายยื่นเรซูเม่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ข้าวของเครื่องใช้ที่ย้ายมาจากหอพักเดิมจึงยังคงถูกทิ้งไว้ในกล่องอย่างนั้น
“เมย ให้รินช่วยฝากงานให้ไหม” รินรดาเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของหญิงสาว ทนดูไม่ได้กับสภาพของเพื่อนในตอนนี้
“ไม่เป็นไรริน เมยอยากลองหางานด้วยตัวเองก่อน”
“นี่มันเดือนหนึ่งแล้วนะ ที่เมยเป็นแบบนี้”
“เอาน่า ถ้าเมยไม่ไหวจริง ๆ เมยจะบอกนะ”
“แต่ที่รินเห็นมันก็แทบจะไม่ไหวแล้วนะ ได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า”
“กินสิ”
“เหรอแล้วกินที่ไหนล่ะ รินถามป้าร้านข้าวข้างล่างแล้ว ป้าบอกว่าเมยไม่แวะที่ร้านแกมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”
“แหม เมยก็ไปกินร้านอื่นบ้างสิ” เมญาวีรีบแก้ตัว น้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย
“เอาจริงนะเมย มีเงินพอใช้ไหม เอาของรินก่อนได้นะ” รินรดาเอ่ยด้วยความจริงใจ เธอรู้ดีว่าตั้งแต่เรียนจบ มารดาของเมญาวีไม่ได้ส่งเงินมาให้ลูกสาวอีกเลย เพราะหวังจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกดดันให้ลูกสาวกลับไปทำงานใกล้ๆ บ้าน
“ยังพอมี เมยประหยัดเอา”
“แล้ววันนี้กินข้าวกับอะไรเหรอ”
“แซนด์วิช”
“เมยจะกินแต่แซนด์วิชไม่ได้นะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า กินอะไรมันก็อิ่มเหมือนกัน เมยไม่อยากเสียเวลา” เมญาวีพยายามให้เหตุผลที่ฟังดูดีที่สุด แม้ความจริงในกระเป๋าสตางค์ของเธอจะเหลือเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทก็ตาม
“ห่วงตัวเองบ้างนะเมย แล้วนี่ไปสมัครมากี่บริษัทแล้ว”
“ไม่รู้สิ เมยไม่ได้นับ”
“แล้วมีที่ไหนเรียกตัวแล้วบ้าง”
“ก็มีบ้างแต่งานไม่ตรงสาย เมยเลยเอาไว้ก่อน”
มีหลายบริษัทที่เรียกเธอเข้าไปสัมภาษณ์แต่พอไปถึงแล้วเมญาวีก็ต้องรีบปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเธอเลือกงานแต่เธอเลือกเจ้านายมากกว่า
เหตุการณ์ล่าสุดที่เธอไปสัมภาษณ์งาน หญิงสาวเกือบจะตอบตกลงเข้าทำงานอยู่แล้วเชียว เพราะสวัสดิการและเงินเดือนค่อนข้างดี แต่จังหวะที่เธอกำลังจะก้าวออกจากห้องสัมภาษณ์ ผู้บริหารชายวัยห้าสิบกว่าปีกลับทำเนียนเดินเข้ามาใกล้แล้วเอามือมาลูบไล้บั้นท้ายของเธออย่างน่ารังเกียจ เมญาวีรู้สึกขยะแขยงจนตัวสั่น เธอรีบวิ่งหนีออกมาจากที่นั่นทันทีและสาบานกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีกเลย
“เมย เย็นนี้เราไปหาอะไรกินกันนะ เดี๋ยวรินเลี้ยงเอง”
“ไม่เป็นไรริน เมยเกรงใจ”
“เมย รินเบื่อที่ต้องนั่งกินอะไรคนเดียว เมยไปกับรินนะ สัญญาจะไม่เข้าร้านแพง ๆ ให้เมยต้องลำบากใจ”
“งั้นกินส้มตำกันไหม”
“ได้สิ เมยรีบอาบน้ำแต่งตัวเลยนะจะได้รีบไปกัน”
หลังจากออกจากร้านส้มตำเล็กๆ ที่เคยทานด้วยกันเป็นประจำ เมญาวีก็ขอแยกตัวกับเพื่อนที่หน้าร้าน หญิงสาวไม่อยากให้รินรดาต้องเสียเวลาขับรถไปส่งที่หอพัก เพราะจากจุดนี้เธอนั่งรถเมล์เพียงสองป้ายก็ถึงทางเข้าซอยแล้ว
ก่อนจะเดินเข้าหอพัก เธอแวะที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยเพื่อหาซื้อของจำเป็น เมญาวีเลือกหยิบขนมขบเคี้ยวสองสามห่อและน้ำดื่มขวดใหญ่ ระหว่างที่ยืนรอชำระเงินในแถวที่ยาวเหยียด สายตาของเธอก็จ้องมองห่อขนมในมืออย่างเหม่อลอย แล้วภาพความทรงจำในอดีตที่แสนเลือนลางก็ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นในความคิด
เมญาวีจำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่มากเท่าไหร่เพราะมันผ่านมานานแล้ว แต่สิ่งที่ยังจำได้ดี ก็คือขณะที่เธอกำลังร้องไห้เพราะโดนเพื่อนล้อว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาปลอบเธอ เอาขนมให้เธอกิน เด็กผู้ชายคนนั้นบอกกับเธอว่าเขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงงานผลิตขนม
‘จริงเหรอคะ’
‘จริงสิ พี่จะหลอกเธอทำไม’
‘หนูอิจฉาพี่จังได้กินแต่ขนมอร่อย ๆ แน่เลย’
‘ถ้าไปเที่ยวกรุงเทพอย่าลืมแวะไปหาพี่นะ พี่จะเอาขนมอร่อย ๆ ให้กิน แต่ต้องกินให้เรียบร้อยนะ ไม่ใช่เลอะอย่างนี้’
เด็กชายล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตนเองมาเช็ดให้
‘พี่ใจดีจัง ถ้าโตขึ้นหนูจะแต่งงานกับพี่นะคะ’
‘เพราะพี่ใจดีเหรอ’
‘เพราะหนูอยากกินขนมเยอะ ๆ’
‘พี่สัญญาว่าจะแต่งงานกับเธอ แต่ตอนนี้เธอต้องเลิกร้องไห้ก่อน”
เด็กชายวัย 12 ปีให้สัญญากับเด็กหญิงผมเปียซึ่งตอนนั้นเธอเพิ่งมีอายุเพียง 6 ปี
เมญาวีจำได้แค่นั้น เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพี่ชายใจดีคนนั้นเลยนอกจากรู้แค่ว่าพ่อของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนม
“278 บาทค่ะ” เสียงพนักงานร้านสะดวกซื้อปลุกหญิงสาวให้ออกจากภวังค์
เธอรีบจ่ายเงินแล้วก็เดินกลับหอพักซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย
เมญาวีไม่รู้ว่าพี่ชายใจดีคนนั้นจะจำเธอได้หรือเปล่าถ้าได้เจอกันอีกครั้ง แม้จะเป็นความทรงจำในช่วงเวลาที่แสนสั้นแต่มันก็ทำเธอยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง
ถ้ามีโอกาสได้เจอพี่ชายคนนั้นอีกครั้งเธอก็อยากจะลองทวงสัญญานั้นดูสักครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะยังจำสัญญาที่ให้ไว้กับเธอได้หรือเปล่า แต่สำหรับเธอนั้นจำได้ดี เธออยากเป็นเจ้าสาวของเขาไม่ใช่เพราะว่าเขามีขนมให้เธอเยอะ ๆ แต่เพราะเธอประทับใจเขาคอยปลอบเธอจนหยุดร้องไห้
