บทที่ 6 ไร้ประสบการณ์
พอกลับมาถึงหอพักเมญาวีก็อาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนเนื่องจากพรุ่งนี้เธอจะออกไปหาสมัครงานอย่างเคย พอล้มตัวลงนอนเสียงสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อคนโทรเข้าหญิงสาวก็หน้าเครียด
“สวัสดีค่ะแม่ คิดถึงแม่จังเลย” คนที่กำลังนอนกลิ้งไปมาส่งเสียงอ้อนไปตามสาย หวังจะใช้ความสดใสกลบเกลื่อนความเหนื่อยล้าในใจ
“คิดถึงก็รีบกลับมาอยู่กับแม่สิเมย” น้ำเสียงแกมบ่นแต่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเพชรลดาดังตอบกลับมาทันที เมญาวีถอนหายใจเบา ๆ เพราะนี่คือประโยคคลาสสิกที่มารดาจะพูดกับเธอทุกครั้งที่โทรมาหา นับตั้งแต่ที่เธอเรียนจบปริญญาตรีมาได้ไม่กี่เดือนนี้ ผู้เป็นแม่เพียรพยายามพูดกรอกหูทุกวันเพราะอยากให้ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับไปอยู่ใกล้ ๆ สายตา
อันที่จริงครอบครัวของเธอไม่ได้ลำบากหรือเดือดร้อนเรื่องเงินทองเลยสักนิด ครอบครัวเธอช่วยกันทำไร มีทั้งพื้นที่ปลูกข้าวโพด ข้าวสาลี และแปลงหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์อันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ซึ่งภายในไร่ยังเลี้ยงโคนมพันธุ์ดีไว้ส่งออกน้ำนมดิบอีกนับร้อย ๆ ตัว เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีภูธรที่มีฐานะมั่นคงมากคนหนึ่ง
“แม่คะ เมยขอเวลาอีกเดือนหนึ่งได้ไหมคะ” เมญาวีพยายามต่อรองเพื่อยื้อเวลาในการใช้ชีวิตในเมืองหลวงตามความฝันของตัวเอง
“อีกเดือนเดียวนะลูก ถ้าหนูยังหางานทำไม่ได้หนูต้องกลับมาช่วยแม่กับลุง” เพชรลดาขีดเส้นตาย น้ำเสียงจริงจังกว่าทุกครั้ง
“แม่คะ เมยจบบริหารนะคะ แต่คุณลุงกับแม่ทำไร่นะคะ มันคนละอย่างกันเลยนะคะ” หญิงสาวประท้วง พลางนึกภาพตัวเองในชุดชาวไร่ที่ต้องไปยืนมองโคนม ซึ่งมันช่างห่างไกลจากภาพสาวออฟฟิศเมืองกรุงที่เธอวาดฝันไว้เหลือเกิน
“หนูก็เอาความรู้ที่เรียนมาช่วยบริหารงานในไร่ไงลูก คนงานเราก็เยอะแยะ แม่ไม่ได้ให้หนูลงไปทำงานเองสักหน่อย”
“ขอเวลาเมยนะคะ ถ้าครบเวลาแล้วเมยจะกลับไปอยู่กับแม่กับลุงนะคะ” เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือกอื่น เมญาวีจึงต้องจำใจยอมรับข้อเสนอ อย่างน้อยก็เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองได้พิสูจน์ฝันอีกสักตั้ง
“สัญญานะลูก”
“ค่ะแม่ เมยสัญญา เมยรักแม่นะคะ”
“แม่ก็รักเมยนะลูก ดูแลตัวเองด้วย แม่โอนเงินไปให้แล้ว”
“ขอบคุณค่ะแม่”
พอเห็นจำนวนเงินเมญาวียิ้มกว้าง ในที่สุดมารดาก็ใจอ่อนโอนเงินมาให้เธอใช้ ถ้าใช้จ่ายอย่างประหยัดเธอก็อยู่หางานที่นี่ได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว
....
เมญาวีรีบตื่นแต่งตัวออกจากห้องแต่เช้า วันนี้เธอต้องไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่ง หญิงสาวตื่นเต้นกว่าทุกครั้งเพราะบริษัทนี้เป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวขนาดใหญ่ เธอแอบหวังว่าจะเป็นบริษัทของพี่ชายใจดีคนนั้น
นอกจากเธอแล้ววันนี้ยังมีอีกหลายคนที่มาสัมภาษณ์ เมญาวีเริ่มกังวล เพราะดูแต่ละคนที่มานั่งรอนั้นไม่ธรรมดาเลยสักนิด
“น้องมาสมัครตำแหน่งอะไรคะ” หญิงสาวท่าทางมั่นใจคนหนึ่งถามหญิงสาวอีกคนที่นั่งติดกับเมญาวี
“เลขาค่ะ”
“ตำแหน่งเดียวกับพี่เลยนะคะ น้องเคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ”
“ค่ะ เคยทำงานกับนายฝรั่งมาหลายปี แต่อยากลองเปลี่ยนเจ้านายดูบ้างก็เลยมาสมัครที่นี่”
“เหมือนพี่เลยค่ะ แต่ก่อนพี่ก็ทำงานกับนายญี่ปุ่นค่ะ พอทำนานก็เริ่มเบื่อเหมือนกัน”
“ได้ข่าวว่านายญี่ปุ่นค่อนข้างเจ้าระเบียบจริงไหมคะ”
“ค่ะ พี่เลยติดนิสัยทำงานเป็นระเบียบมาจากเจ้านายคนก่อน เลยหวังว่ามาที่นี่จะได้รับเลือก”
“พี่คะ เราคงต้องแย่งตำแหน่งกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ แล้วน้องล่ะคะ มาสมัครตำแหน่งอะไร”
“หนูเหรอคะ” เมญาวีที่กำลังนั่งฟังการบลัฟฟ์ประสบการณ์ของรุ่นพี่ทั้งสองอย่างเพลิดเพลิน ถึงกับสะดุ้งโหยงและตกใจเมื่อจู่ ๆ หัวข้อสนทนาก็พุ่งเป้ามาที่เธอ
“น้องนั่นแหละ ดูท่าทางแล้วเหมือนจะเพิ่งจบนะคะ” หญิงสาวอดีตเลขาฝรั่งกวาดสายตามองเมญาวีตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ค่ะหนูเพิ่งจบ” เมญาวีตอบเสียงเบา รู้สึกตัวเล็กเหลือเกินในสถานการณ์นี้
“พี่จะบอกอะไรให้นะคะ น้องเรียนจบแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว การที่เรียกแทนตัวเองว่าหนูมันไม่น่ารักแล้วล่ะคะ ลองเปลี่ยนใหม่นะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่บอกหนู เฮ้ย บอกฉัน” เมญาวีรีบตะครุบปากตัวเองทันควัน ยิ่งทำให้เธอดูเด๋อด๋าและขาดความมั่นใจในสายตาของสองสาวเข้าไปใหญ่
“แล้วตกลงมาสมัครตำแหน่งอะไรคะ”
“ตอนยื่นไปสมัครก็ยื่นตำแหน่งเลขาค่ะ แต่ดูท่าทางแล้วคงสู้กับพี่สองคนไม่ได้” เมญาวียิ้มแห้ง ๆ สารภาพออกมาตามตรงอย่างไร้ทางสู้ ยิ่งได้ยินโปรไฟล์นายฝรั่งนายญี่ปุ่นเมื่อครู่ ความมั่นใจของเธอก็หดหายเหลือศูนย์
“พี่ขอโทษนะคะ ไม่น่าคุยกันให้น้องได้ยินจนเสียความมั่นใจเลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถึงตำแหน่งเลขาไม่ได้แต่ก็คงมีตำแหน่งอื่นที่ยังว่างอยู่”
“น้องเป็นคนมองโลกในแง่ดีจังนะคะ ถ้าเป็นพี่ไม่ได้ตำแหน่งที่ตัวเองต้องการพี่ก็คงไม่ทำ”
“ก็มันเลือกไม่ได้นี่คะ อีกอย่างฉันก็อยากทำงานที่นี่มากด้วย”
“ทำไมล่ะคะ”
“มันใกล้ที่พักค่ะ”
เมญาวีเลือกที่จะตอบปัดไปแบบนั้นเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้เหตุผลที่แท้จริง เหตุผลโง่ ๆ ที่เธออยากทำงานที่นี่ก็เพียงเพราะคิดว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสได้เจอพี่ชายใจดีคนนั้น หรือถ้าดวงไม่ดีพอที่จะเจอเขาที่นี่ แต่อย่างน้อยการได้เข้ามาทำงานในแวดวงนี้ก็คงพอทำให้ได้ยินข่าวคราวของเขาบ้าง ถ้าหากพ่อของเขาเป็นเจ้าของโรงงานผลิตขนมรายใหญ่อย่างที่เขาเคยเล่าให้ฟัง การทำงานในบริษัทที่มีประเภทสินค้าคล้าย ๆ กัน แข่งขันกันในตลาด ก็ย่อมต้องมีโอกาสได้เจอหรือได้ติดต่องานร่วมกันในงานจัดแสดงสินค้าบ้างสักวัน
